สังคมพยายามกดดันให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่าโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดนั้น รัฐ(ซึ่งก็คือประชาชน)ขาดทุนไปแล้วจำนวนเท่าใด มีข้าวเก็บสต๊อกไว้เท่าใด รัฐสามารถขายข้าวได้เท่าใด
ชาวนาที่ยากจนได้รับประโยชน์จากโครงการจำนำเท่าใด เงินจำนวน 3 แสนล้านบาท ที่นำมาใช้ในโครงการจำนำข้าวตกไปอยู่ในมือใครบ้าง โครงการจำนำข้าวมีการรั่วไหลอย่างไรบ้าง และประเทศสูญเสียอะไรจากโครงการจำนำ
ประการแรก ในบรรดาชาวนาที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการจำนำข้าว มีหลักฐานชัดเจนว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับชาวนาที่มีฐานะร่ำรวย และฐานะปานกลาง ชาวนารายเล็กที่ยากจนซึ่งเป็นชาวนาส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากโครงการน้อยมาก ชาวนายากจนที่ปลูกข้าวนาปี เพื่อเก็บข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน หรือไม่มีผลผลิตเหลือขาย จะไม่ได้ประโยชน์แม้แต่บาทเดียวจากโครงการรับจำนำ ชาวนาที่ต้องซื้อข้าวกินมี 7.4 แสนครัวเรือน และชาวนาที่ปลูกข้าวไว้กินในบ้านมีจำนวน 1.3 ล้านครัวเรือน ฉะนั้นชาวนาที่ยากจนจึงมิได้ประโยชน์ใดๆจากการจำนำ ยกเว้นว่าต้องซื้อข้าวบริโภคในราคาแพงขึ้น
เรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดคือ ชาวนาส่วนใหญ่เป็นคนจน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงว่า ในบรรดาครัวเรือนคนไทยทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ครัวเรือนสูงสุด 40% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด ปรากฎว่าเป็นครัวเรือนชาวนาจำนวน 1.185 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการจำนำมากที่สุด เพราะมีผลผลิตข้าวเหลือขายให้รัฐบาลมากที่สุดถึงร้อยละ 52 ของผลผลิตที่ชาวนาทั่วประเทศนำออกขายในตลาด ดังนั้นโครงการรับจำนำจึงเป็นการนำเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนทุกคน (รวมทั้งคนจน) ไปแจกจ่ายให้เกษตรกรที่มีฐานะร่ำรวยและฐานะปานกลาง นโยบายแบบนี้เป็นการเพิ่มความไม่เท่าเทียมของการกระจายรายได้ ซึ่งสวนทางกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล
ประการที่สอง โครงการจำนำข้าวต้องใช้เงินภาษีประชาชนในการแทรกแซงตลาดข้าวเป็นจำนวนมาก นอกจากเงินกู้ที่ใช้ซื้อข้าวแพงกว่าราคาตลาดจำนวนกว่า 3 แสนล้านบาทในปี 2554/55 แล้ว รัฐบาลยังต้องใช้เงินเป็นจำนวน 20,644 ล้านบาท ในการจ้างโรงสีเพื่อสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร จ่ายค่าเช่าโกดังและค่ารักษาสภาพข้าว จ้าง surveyors เพื่อตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ปีละ 5,516 ล้านบาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินงานตามนโยบายรวมทั้งสิ้นเป็นมูลค่าอีก 5,946 ล้านบาท และการที่ข้าวเสื่อมคุณภาพอีกปีละ 5,532 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ยังไม่นับรวมผลขาดทุนจากการขายข้าว โครงการจำนำข้าวจึงก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาจากเงินภาษีที่เก็บจากประชาชน ทำไมเราจึงไม่เอาเงินส่วนต่างราคาข้าว 72,246 ล้านบาท จ่ายให้ชาวนาทั่วประเทศจำนวน 4 ล้านครัวเรือน โดยให้ธกส.โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรเท่าๆกันทุกคน ทำไมต้องควักเงินภาษีจากทุกคนอีก 40,275-63,535 ล้านบาท ไปแจกจ่ายให้บรรดาโรงสี เจ้าของโกดังและเซอร์เวย์เยอร์ที่เป็นคนมีฐานะดี
ประการที่สาม โครงการจำนำข้าวก่อให้เกิดการรั่วไหลและความสูญเปล่าจำนวนมหาศาล
ขอเน้นย้ำอีกทีว่า ไม่มีใครต่อต้านการช่วยเหลือชาวนา ที่ผู้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคือโครงการรูปธรรมที่ รับจำนำข้าวทุกเมล็ดŽ อย่างไม่จำแนก , ชาวนากลางชาวนารวยได้ประโยชน์ แต่ชาวนารายย่อยไม่ได้รับประโยชน์ , การทำงานอย่างคอร์รัปชั่น , การนำข้าวจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์ , การงุบงิบขายข้าวให้กับพรรคพวก ฯลฯ
ความเรียกร้องต้องการของชาวนารายย่อยนั้น สะท้อนชัดเจนโดยนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ซึ่งสรุปว่า ชาวนาพอใจราคารับจำนำข้าวตันละหนึ่งหมื่นบาท , ให้รับจำนำข้าวรายละไม่เกิน 25 ตัน และ จ่ายเงินให้ชาวนาเร็วขึ้น เท่านี้เองก็จะแก้ปัญหาให้ชาวนาได้ในชั้นต้น
และอย่าไปถล่มวิพากย์พวกรัฐมนตรีกันเลย นั่นระดับลิ่วล้อเท่านั้น
และถ้าหากมูดี้ส์ลดระดับเครดิตของเศรษฐกิจไทยจริง ๆ ก็อย่ามัวเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกันอีก
ที่มา.สยามรัฐ
////////////////////////////////////////////
ชาวนาที่ยากจนได้รับประโยชน์จากโครงการจำนำเท่าใด เงินจำนวน 3 แสนล้านบาท ที่นำมาใช้ในโครงการจำนำข้าวตกไปอยู่ในมือใครบ้าง โครงการจำนำข้าวมีการรั่วไหลอย่างไรบ้าง และประเทศสูญเสียอะไรจากโครงการจำนำ
ประการแรก ในบรรดาชาวนาที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการจำนำข้าว มีหลักฐานชัดเจนว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับชาวนาที่มีฐานะร่ำรวย และฐานะปานกลาง ชาวนารายเล็กที่ยากจนซึ่งเป็นชาวนาส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากโครงการน้อยมาก ชาวนายากจนที่ปลูกข้าวนาปี เพื่อเก็บข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน หรือไม่มีผลผลิตเหลือขาย จะไม่ได้ประโยชน์แม้แต่บาทเดียวจากโครงการรับจำนำ ชาวนาที่ต้องซื้อข้าวกินมี 7.4 แสนครัวเรือน และชาวนาที่ปลูกข้าวไว้กินในบ้านมีจำนวน 1.3 ล้านครัวเรือน ฉะนั้นชาวนาที่ยากจนจึงมิได้ประโยชน์ใดๆจากการจำนำ ยกเว้นว่าต้องซื้อข้าวบริโภคในราคาแพงขึ้น
เรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดคือ ชาวนาส่วนใหญ่เป็นคนจน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงว่า ในบรรดาครัวเรือนคนไทยทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ครัวเรือนสูงสุด 40% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด ปรากฎว่าเป็นครัวเรือนชาวนาจำนวน 1.185 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการจำนำมากที่สุด เพราะมีผลผลิตข้าวเหลือขายให้รัฐบาลมากที่สุดถึงร้อยละ 52 ของผลผลิตที่ชาวนาทั่วประเทศนำออกขายในตลาด ดังนั้นโครงการรับจำนำจึงเป็นการนำเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนทุกคน (รวมทั้งคนจน) ไปแจกจ่ายให้เกษตรกรที่มีฐานะร่ำรวยและฐานะปานกลาง นโยบายแบบนี้เป็นการเพิ่มความไม่เท่าเทียมของการกระจายรายได้ ซึ่งสวนทางกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล
ประการที่สอง โครงการจำนำข้าวต้องใช้เงินภาษีประชาชนในการแทรกแซงตลาดข้าวเป็นจำนวนมาก นอกจากเงินกู้ที่ใช้ซื้อข้าวแพงกว่าราคาตลาดจำนวนกว่า 3 แสนล้านบาทในปี 2554/55 แล้ว รัฐบาลยังต้องใช้เงินเป็นจำนวน 20,644 ล้านบาท ในการจ้างโรงสีเพื่อสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร จ่ายค่าเช่าโกดังและค่ารักษาสภาพข้าว จ้าง surveyors เพื่อตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ปีละ 5,516 ล้านบาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินงานตามนโยบายรวมทั้งสิ้นเป็นมูลค่าอีก 5,946 ล้านบาท และการที่ข้าวเสื่อมคุณภาพอีกปีละ 5,532 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ยังไม่นับรวมผลขาดทุนจากการขายข้าว โครงการจำนำข้าวจึงก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาจากเงินภาษีที่เก็บจากประชาชน ทำไมเราจึงไม่เอาเงินส่วนต่างราคาข้าว 72,246 ล้านบาท จ่ายให้ชาวนาทั่วประเทศจำนวน 4 ล้านครัวเรือน โดยให้ธกส.โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรเท่าๆกันทุกคน ทำไมต้องควักเงินภาษีจากทุกคนอีก 40,275-63,535 ล้านบาท ไปแจกจ่ายให้บรรดาโรงสี เจ้าของโกดังและเซอร์เวย์เยอร์ที่เป็นคนมีฐานะดี
ประการที่สาม โครงการจำนำข้าวก่อให้เกิดการรั่วไหลและความสูญเปล่าจำนวนมหาศาล
ขอเน้นย้ำอีกทีว่า ไม่มีใครต่อต้านการช่วยเหลือชาวนา ที่ผู้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคือโครงการรูปธรรมที่ รับจำนำข้าวทุกเมล็ดŽ อย่างไม่จำแนก , ชาวนากลางชาวนารวยได้ประโยชน์ แต่ชาวนารายย่อยไม่ได้รับประโยชน์ , การทำงานอย่างคอร์รัปชั่น , การนำข้าวจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์ , การงุบงิบขายข้าวให้กับพรรคพวก ฯลฯ
ความเรียกร้องต้องการของชาวนารายย่อยนั้น สะท้อนชัดเจนโดยนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ซึ่งสรุปว่า ชาวนาพอใจราคารับจำนำข้าวตันละหนึ่งหมื่นบาท , ให้รับจำนำข้าวรายละไม่เกิน 25 ตัน และ จ่ายเงินให้ชาวนาเร็วขึ้น เท่านี้เองก็จะแก้ปัญหาให้ชาวนาได้ในชั้นต้น
และอย่าไปถล่มวิพากย์พวกรัฐมนตรีกันเลย นั่นระดับลิ่วล้อเท่านั้น
และถ้าหากมูดี้ส์ลดระดับเครดิตของเศรษฐกิจไทยจริง ๆ ก็อย่ามัวเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกันอีก
ที่มา.สยามรัฐ
////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น