แม่ค้าในตลาด คนทำร้านอาหาร คนขับแท็กซี่หลายคนพูดเหมือนกันว่า ปีนี้เศรษฐกิจแย่ รายได้ไม่ดีไม่ใช่แต่เฉพาะช่วงเปิดเทอม แต่เป็นมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว
ไปกินข้าวที่ร้านยอดฮิตที่เขาใหญ่ เจ้าของบอกว่า ปีกลายช่วงสงกรานต์ ช่วงหยุดเทศกาล คนแน่นร้าน เก็บจานแทบไม่ทัน ปีนี้มีประปรายจนถึงเงียบ ไม่รู้คนหายไปไหน คนขายผลไม้ก็พูดเหมือนกัน ไปด่านเกวียนก็ทำนองเดียวกัน บ่นว่าเงียบจนเหงา ไม่รู้จะเอาอะไรกินเพราะไม่มีรายได้
แท็กซี่คนหนึ่งบอกว่า ค่าแรงวันละ 300 บาทเป็นปัญหา ข้าวของขึ้นราคาหมด 300 บาท วันนี้น้อยกว่า 200 บาทปีก่อน เพราะวันนี้ได้ 300 บาทแล้วไม่มี "โอที" เพราะนายจ้างก็มีปัญหา เมื่อจ่ายรายวันมาก ไม่มีโอที หลายหน่วยงานก็อยู่ไม่ได้ เพราะผลผลิตน้อยลง คนทำงานอาศัย 300 บาทอย่างเดียวก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะข้าวของ อาหารการกินแพงขึ้นมาก
แท็กซี่บอกว่า "ผมเช่ารถวันละ 900 บาท ขับวันละ 15-16 ช.ม. ค่าแก็สประมาณ 300 บาท วันหนี่งได้ 1,500 บาทก็ไม่พอกินไม่พอใช้ เพราะผมต้องให้ลูกสาวเรียน ม.2 ไปโรงเรียนวันละ 150 บาท" ถามว่าทำไมมากจัง เขาบอกว่า ค่ารถสองต่อไปกลับ ค่าอาหารเช้า-เที่ยง-เย็น 150 นี่ประหยัดแล้ว ตัวเขาเองและภรรยาก็ต้องกินต้องใช้ ไหนจะค่าเช่าที่พัก ถ้าไม่ได้ 1,800-2,000 ก็ต้องไปกู้
ถามว่าที่บ้านต่างจังหวัดมีที่ดินไหม เขาบอกว่ามี 2 ไร่ ไม่ได้ทำอะไร วางแผนว่า ถ้าลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะกลับไปทำเกษตร ผมบอกว่า ยังอีกหลายปีนะ อย่างน้อย 8 ปี ระหว่างนี้จะทิ้งที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าไปทำไม เขาบอกว่า ไม่มีเวลา ขับรถทุกวัน ไม่ขับก็ไม่มีกิน
คุยไปคุยมาเขาบอกว่า ยังมีที่มรดกของภรรยาอีก 10 กว่าไร่ ไม่ได้ทำอะไร ถามว่ามาจากศรีขรภูมิ สุรินทร์ รู้จักลุงเชียง ไทยดีไหม เขาบอกว่า ไม่รู้จัก เลยเล่าให้เขาฟังว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน ลุงเชียงเปลี่ยนที่นา 7 ไร่ทำเกษตรผสมผสาน ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย 5 คน โดยไม่เป็นหนี้เลย
เล่าให้เขาฟังต่อไปว่า ชาวบ้านขอนแก่น 20 คน ทำเกษตรผสมผสานในโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสน ปรากฏว่า คนที่ได้มากที่สุดได้ 240,000 บาท คนที่ได้น้อยที่สุดได้ 5,000 บาท แท็กซี่แย้งว่า ได้แค่ 5,000 ไม่น่าเป็นไปได้ ผมก็บอกว่า นี่เป็นเรื่องจริงที่หอการค้าไปทำการพิสูจน์ทดลองมา ถ้าไม่ทำด้วยความรู้ ไม่ทำด้วยความมุ่งมั่น และด้วยความขยันหมั่นเพียร การเกษตรก็ไม่ได้ผล
คนขับแท็กซี่บอกว่า เขาคงกลับไปทำเกษตรแบบนั้นไม่ได้ ก็เลยเล่าเรื่องที่ได้คุยกับแท็กซี่อีกคนหนึ่งก่อนนี้หลายเดือนให้เขาฟัง
แท็กซี่อีกคนที่ว่านี้มาจากชัยภูมิ มีที่ดินอยู่ 100 ไร่ ให้เขาเช่าปลูกอ้อย ตอนนี้เอาคืนมา 20 ไร่มาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกแบบที่เคยปลูกๆ กัน คงจะได้ไร่ละ 2-3 ตันเป็นอย่างมาก ได้แนะนำเขาว่า ถ้าอยากปลูกมันก็ปลูกให้ได้สัก 20-30 ตันต่อไร่ถึงจะคุ้ม และบอกว่าให้ไปเรียนรู้กับใครที่ไหนด้วย
แท็กซี่ชัยภูมิยังไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับบ้านเกิด ให้แม่และน้องสาวช่วยดูแลไร่มัน แนะนำเขาไปว่า ให้หามะขามมาปลูกเป็นรั้ว โรยเมล็ดลงไป เดี๋ยวฝนตกก็ขึ้นเอง ปล่อยให้โตสูงเท่าเอวเท่าอก เด็ดยอด เด็ดใบอ่อนขายกิโลได้เป็นร้อย เห็นขายที่ตลาดขีดละ 20 บาท
ปลูกกระถิน ชะอม เป็นแนวรั้ว และทำแบบเดียวกับมะขาม ปลูกตะไคร้สักสองสามพันกอ ปลูกพริกสักไร่หนึ่ง ตะไคร้กิโล 10-15 บาทก็มากแล้ว ไม่ต้องดูแลอะไรมาก พริกถ้าออกหน้าแล้งต้นปี ราคากิโลเป็นร้อย ไร่หนึ่งอาจได้หลายแสน ถ้าทำเป็นไม่ต้องใช้สารเคมีก็ได้
ปลูกมะขามเปรี้ยวสัก 40-50 ต้น ปลูกทิ้งๆ ไว้ ไม่กี่ปีก็ออกลูก จะได้ต้นละหลายพันบาท เพราะมะขามเปรี้ยวแกะเมล็ดวันนี้ราคาดี บางปีราคากิโลเป็นร้อย ไม่ต้องดูแลอะไร ไม่ต้องกลัวมันจะกลายพันธุ์เป็นหวาน ไม่ต้องกลัวคนขโมย
แนะนำให้ปลูกสบู่ดำเป็นรั้ว วัวควายไม่กิน คนไม่กินไม่ขโมย เอามาทำน้ำมัน ทำปุ๋ยชั้นเยี่ยม ทำเยื่อกระดาษชั้นดี ปลูกไร่หนึ่งอาจได้หลายแสน
แนะให้ไปเอาหวายจากอินแปงที่สกลนครมาปลูก ถ้าไปซื้อที่เขากล้าไว้ในกระบะๆ ละประมาณ 2,000 ต้น ราคาแค่ 500 บาท เอามาปลูกเป็นรั้วกันวัวควาย กันคนกันขโมยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหนามแหลมคม ราคายอดหวายวันนี้ยอดละไม่ต่ำกว่า 10 บาทเลยทีเดียว
ปลูกไม้ใหญ่ๆ ไว้เป็นสวัสดิการยามแก่ เป็นมรดกให้ลูกหลาน เขาจะได้คิดถึงเรา ปลูกยางนาไว้สักสี่ห้าร้อยต้น ปลูกไม้พะยูงที่ราคาสูงสักสามสี่ร้อยต้น ไม้มะค่า และอื่นๆ ให้ได้รวมสัก 1,000-2,000 ต้น อีก 25 ปี จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ทำไม้แผ่นไม้กระดาน สร้างบ้านก็ได้ ขายก็ได้ราคา ได้เงินใช้ยามแก่ ไปพักผ่อน ไปเที่ยว ไปทำบุญ ไม่ต้องเดือดร้อน
วันนี้คนโชคดีคือคนมี่ที่ดิน คนโชคร้ายคือคนที่มีที่ดินแต่ไม่มีความรู้ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ใช่แต่ที่โรงเรียนแก้หนี้แก้จน ที่มหาวิทยาลัยชีวิต แต่ที่ไหนก็ได้ที่มีความรู้ มีผู้รู้ และเราต้องการเรียนรู้จริงๆ (ดูข้อมูลโรงเรียนแก้หนี้แก้จนที่ www.life.ac.th)
คนจนจำนวนมากไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนที่ดิน ไม่ได้จนแรงงาน แต่จนปัญญาซึ่งหาได้จากการเรียนรู้
ที่มา.สยามรัฐ
+++++++++++++++++++++++++++++
ไปกินข้าวที่ร้านยอดฮิตที่เขาใหญ่ เจ้าของบอกว่า ปีกลายช่วงสงกรานต์ ช่วงหยุดเทศกาล คนแน่นร้าน เก็บจานแทบไม่ทัน ปีนี้มีประปรายจนถึงเงียบ ไม่รู้คนหายไปไหน คนขายผลไม้ก็พูดเหมือนกัน ไปด่านเกวียนก็ทำนองเดียวกัน บ่นว่าเงียบจนเหงา ไม่รู้จะเอาอะไรกินเพราะไม่มีรายได้
แท็กซี่คนหนึ่งบอกว่า ค่าแรงวันละ 300 บาทเป็นปัญหา ข้าวของขึ้นราคาหมด 300 บาท วันนี้น้อยกว่า 200 บาทปีก่อน เพราะวันนี้ได้ 300 บาทแล้วไม่มี "โอที" เพราะนายจ้างก็มีปัญหา เมื่อจ่ายรายวันมาก ไม่มีโอที หลายหน่วยงานก็อยู่ไม่ได้ เพราะผลผลิตน้อยลง คนทำงานอาศัย 300 บาทอย่างเดียวก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะข้าวของ อาหารการกินแพงขึ้นมาก
แท็กซี่บอกว่า "ผมเช่ารถวันละ 900 บาท ขับวันละ 15-16 ช.ม. ค่าแก็สประมาณ 300 บาท วันหนี่งได้ 1,500 บาทก็ไม่พอกินไม่พอใช้ เพราะผมต้องให้ลูกสาวเรียน ม.2 ไปโรงเรียนวันละ 150 บาท" ถามว่าทำไมมากจัง เขาบอกว่า ค่ารถสองต่อไปกลับ ค่าอาหารเช้า-เที่ยง-เย็น 150 นี่ประหยัดแล้ว ตัวเขาเองและภรรยาก็ต้องกินต้องใช้ ไหนจะค่าเช่าที่พัก ถ้าไม่ได้ 1,800-2,000 ก็ต้องไปกู้
ถามว่าที่บ้านต่างจังหวัดมีที่ดินไหม เขาบอกว่ามี 2 ไร่ ไม่ได้ทำอะไร วางแผนว่า ถ้าลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะกลับไปทำเกษตร ผมบอกว่า ยังอีกหลายปีนะ อย่างน้อย 8 ปี ระหว่างนี้จะทิ้งที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าไปทำไม เขาบอกว่า ไม่มีเวลา ขับรถทุกวัน ไม่ขับก็ไม่มีกิน
คุยไปคุยมาเขาบอกว่า ยังมีที่มรดกของภรรยาอีก 10 กว่าไร่ ไม่ได้ทำอะไร ถามว่ามาจากศรีขรภูมิ สุรินทร์ รู้จักลุงเชียง ไทยดีไหม เขาบอกว่า ไม่รู้จัก เลยเล่าให้เขาฟังว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน ลุงเชียงเปลี่ยนที่นา 7 ไร่ทำเกษตรผสมผสาน ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย 5 คน โดยไม่เป็นหนี้เลย
เล่าให้เขาฟังต่อไปว่า ชาวบ้านขอนแก่น 20 คน ทำเกษตรผสมผสานในโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสน ปรากฏว่า คนที่ได้มากที่สุดได้ 240,000 บาท คนที่ได้น้อยที่สุดได้ 5,000 บาท แท็กซี่แย้งว่า ได้แค่ 5,000 ไม่น่าเป็นไปได้ ผมก็บอกว่า นี่เป็นเรื่องจริงที่หอการค้าไปทำการพิสูจน์ทดลองมา ถ้าไม่ทำด้วยความรู้ ไม่ทำด้วยความมุ่งมั่น และด้วยความขยันหมั่นเพียร การเกษตรก็ไม่ได้ผล
คนขับแท็กซี่บอกว่า เขาคงกลับไปทำเกษตรแบบนั้นไม่ได้ ก็เลยเล่าเรื่องที่ได้คุยกับแท็กซี่อีกคนหนึ่งก่อนนี้หลายเดือนให้เขาฟัง
แท็กซี่อีกคนที่ว่านี้มาจากชัยภูมิ มีที่ดินอยู่ 100 ไร่ ให้เขาเช่าปลูกอ้อย ตอนนี้เอาคืนมา 20 ไร่มาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกแบบที่เคยปลูกๆ กัน คงจะได้ไร่ละ 2-3 ตันเป็นอย่างมาก ได้แนะนำเขาว่า ถ้าอยากปลูกมันก็ปลูกให้ได้สัก 20-30 ตันต่อไร่ถึงจะคุ้ม และบอกว่าให้ไปเรียนรู้กับใครที่ไหนด้วย
แท็กซี่ชัยภูมิยังไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับบ้านเกิด ให้แม่และน้องสาวช่วยดูแลไร่มัน แนะนำเขาไปว่า ให้หามะขามมาปลูกเป็นรั้ว โรยเมล็ดลงไป เดี๋ยวฝนตกก็ขึ้นเอง ปล่อยให้โตสูงเท่าเอวเท่าอก เด็ดยอด เด็ดใบอ่อนขายกิโลได้เป็นร้อย เห็นขายที่ตลาดขีดละ 20 บาท
ปลูกกระถิน ชะอม เป็นแนวรั้ว และทำแบบเดียวกับมะขาม ปลูกตะไคร้สักสองสามพันกอ ปลูกพริกสักไร่หนึ่ง ตะไคร้กิโล 10-15 บาทก็มากแล้ว ไม่ต้องดูแลอะไรมาก พริกถ้าออกหน้าแล้งต้นปี ราคากิโลเป็นร้อย ไร่หนึ่งอาจได้หลายแสน ถ้าทำเป็นไม่ต้องใช้สารเคมีก็ได้
ปลูกมะขามเปรี้ยวสัก 40-50 ต้น ปลูกทิ้งๆ ไว้ ไม่กี่ปีก็ออกลูก จะได้ต้นละหลายพันบาท เพราะมะขามเปรี้ยวแกะเมล็ดวันนี้ราคาดี บางปีราคากิโลเป็นร้อย ไม่ต้องดูแลอะไร ไม่ต้องกลัวมันจะกลายพันธุ์เป็นหวาน ไม่ต้องกลัวคนขโมย
แนะนำให้ปลูกสบู่ดำเป็นรั้ว วัวควายไม่กิน คนไม่กินไม่ขโมย เอามาทำน้ำมัน ทำปุ๋ยชั้นเยี่ยม ทำเยื่อกระดาษชั้นดี ปลูกไร่หนึ่งอาจได้หลายแสน
แนะให้ไปเอาหวายจากอินแปงที่สกลนครมาปลูก ถ้าไปซื้อที่เขากล้าไว้ในกระบะๆ ละประมาณ 2,000 ต้น ราคาแค่ 500 บาท เอามาปลูกเป็นรั้วกันวัวควาย กันคนกันขโมยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหนามแหลมคม ราคายอดหวายวันนี้ยอดละไม่ต่ำกว่า 10 บาทเลยทีเดียว
ปลูกไม้ใหญ่ๆ ไว้เป็นสวัสดิการยามแก่ เป็นมรดกให้ลูกหลาน เขาจะได้คิดถึงเรา ปลูกยางนาไว้สักสี่ห้าร้อยต้น ปลูกไม้พะยูงที่ราคาสูงสักสามสี่ร้อยต้น ไม้มะค่า และอื่นๆ ให้ได้รวมสัก 1,000-2,000 ต้น อีก 25 ปี จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ทำไม้แผ่นไม้กระดาน สร้างบ้านก็ได้ ขายก็ได้ราคา ได้เงินใช้ยามแก่ ไปพักผ่อน ไปเที่ยว ไปทำบุญ ไม่ต้องเดือดร้อน
วันนี้คนโชคดีคือคนมี่ที่ดิน คนโชคร้ายคือคนที่มีที่ดินแต่ไม่มีความรู้ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ใช่แต่ที่โรงเรียนแก้หนี้แก้จน ที่มหาวิทยาลัยชีวิต แต่ที่ไหนก็ได้ที่มีความรู้ มีผู้รู้ และเราต้องการเรียนรู้จริงๆ (ดูข้อมูลโรงเรียนแก้หนี้แก้จนที่ www.life.ac.th)
คนจนจำนวนมากไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนที่ดิน ไม่ได้จนแรงงาน แต่จนปัญญาซึ่งหาได้จากการเรียนรู้
ที่มา.สยามรัฐ
+++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น