--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หลักการดี วิธีคิดเจ๋ง. แต่คนปฏิบัติ มือไม่ถึง !!?

หลักการดี วิธีคิดเจ๋ง... แต่ก็โดนจวกได้ หากว่าคนปฏิบัติมือไม่ถึง-ปล่อยให้มีคนรอบข้างรุมกัดแทะ
กรณี “โครงการรับจำนำข้าว” นวัตกรรมความคิดเพื่อผลงานทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยยุคที่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำรัฐบาล และเป็นผู้ที่ผลักดันโครงการรับจำนำข้าว โดยมุ่งหวังที่จะให้ชาวนาไทยลืมตาอ้อาปากได้จริงๆ

เพราะการประกันราคาข้าว หรือการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรนั้น ใช้กันมาเนิ่นนานเป็นแค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นแค่การหาเสียงทางการเมืองเฉพาะกิจ ปีต่อปีไปเรื่อยๆไม่รู้จบ เพราะไม่ได้ช่วยให้ชาวนามีรายได้ที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

ราคาข้าวตก ก็ประกันราคาพอไม่ให้ขาดทุน ไม่ให้ติดลบ จะได้ไม่มีม็อบชาวนามาลุยรัฐบาล
แต่ชาวนาไม่เคยได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่เคยกินดีอยู่ดีเพิ่มขึ้น ในขณะที่รัฐบาลก็ต้องตั้งงบประมาณเอาไว้เพื่อชดเชยการประกันราคาข้าว ราคาผลผลิตทางการเกษตรปีละหลายหมื่นล้านบาททุกปี เป็นวงจรแบบนี้ที่นักการเมืองชอบกันมาก

การเกิดขึ้นของโครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นการแทรกแซงราคาข้าวในระดับที่จะทำให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้จริง เพราะราคาที่รับจำนำนั้นสูงมากพอที่จะช่วยให้ชาวนามีรายได้ที่ดี มีชีวิต ครอบครัวและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ถ้าราคาข้าวต่ำกว่าราคารับจำนำ ชาวนาก็จะไม่ไถ่ถอน เท่ากับขายข้าวได้ในราคาที่จำนำเอาไว้ แต่เมื่อใดที่ราคาข้าวในท้องตลาดสูงกว่าราคารับจำนำ ชาวนาก็จะไถ่ถอนข้าวเอาไปขาย ซึ่งก็จะได้รายได้เพิ่มขึ้น

ด้วยหลักการเช่นนี้พรรคเพื่อไทยจึงประกาศเป็นนโยบายไว้ในตอนหาเสียง ว่าจะใช้นโยบายรับจำนำข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนา ในขณะที่พรรคการเมืองคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดติดกับแนวทางอนุรักษ์ ก็เลือกประกาศนโยบายรับประกันราคาข้าว

เพราะรู้ดีว่า เป็นโครงการที่บรรดานักวิชาการในเมืองไทยคุ้นเคยมานาน ยังไงก็ไม่ถูกด่า ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์แน่ เพลย์เซฟเล่นเสมอตัวง่ายๆ กินนิ่มๆกับวิธีคิดเดิมๆไปชั่วกัปรชั่วกัลป์

และเพราะเป็นโครงการที่เป็นการแข่งขันทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งป้อมถล่มโครงการรับจำนำข้าวหวังไม่ให้ได้ผุดได้เกิด เนื่องจากขนาดทุกวันนี้ยังแพ้ซ้ำซากมา 20 กว่าปี หากโครงการรับจำนำข้าวเกิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ยิ่งจะแพ้ขาดดูไม่จืด ชนิดหาทางชนะยาก

ฉะนั้นระหว่างที่โครงการรับจำนำข้าวยังเตาะแตะอยู่ แถมมีพวกรอบข้างที่วิสัยทัศน์สั้นแต่ความโลภสูง คอยกัดแทะโครงการแบบกินเล็กกินน้อย ตอดไปเรื่อย จึงทำให้กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกถล่มยับทางการเมือง

จำนำข้าวทุจริตสูง!!! ประกาศย้ำเป็นแผ่นเสียงตกร่องทางการเมือง โดยไม่เคยมีใครพูดถึงเลยว่า แล้วการรับประกันราคาข้าวไม่มีการโกงกินไม่มีการทุจริตเลยอย่างนั้นหรือ ที่ผ่านมาการโกงกินโครงการรับประกันราคาข้าวนั้น รู้กันมาตลอดว่า โรงสีและผู้ส่งออกรวยกันพุงปลิ้น รวยกันมากพอที่จะจ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองที่นิยมการประกันราคาข้าว

เพื่อที่พรรคการเมืองเหล่านั้น จะได้เป็นรัฐบาลและทำโครงการประกันราคาข้าวไปเรื่อยๆ ทั้งโรงสี ผู้ส่งออก รวมทั้งธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจะได้เป็นเสือนอนกิน เขมือบผลประโยชน์กันเต็มคราบ
สิ่งนี้แหละที่ทำให้โครงการรับจำนำข้าวต้องถูกถล่มหลักในวันนี้

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถูกถล่มนั้น นอกเหนือจากเรื่องทุจริต ซึ่งในทางการเมืองก็รู้เช่นเห็นชาติกันอยู่ว่าไม่ได้มากมายเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทอยู่แล้ว เพราะหากมีการทุจริต คอรัปชั่นโกงกินได้เป็นแสนล้านบาท ประเทศชาติก็คงพังพินาศอย่างแน่นอน

จึงต้องมีประเด็นโจมตีในเรื่องการขาดทุนและความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาซ้ำเป็นดาบ 2
ซึ่งตรงนี้แหละที่เป็นจุดอ่อนอีกจุดหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า โครงการรับจำนำข้าวนั้นสามารถที่จะเกิดความเสียหายขาดทุนได้ หากว่าคนดูแลรับผิดชอบดำเนินการ ไม่มีความสามารถพอ หรือว่ามือไม่ถึงพอที่จะดูแลโครงการ

จุดขาดทุนนั้นอยู่ที่ว่า หากรับจำนำข้าวมาในราคาตันละ 15,000 บาท หากขายได้ตันละ 16,000 บาท อันนี้รัฐบาลมีแต่กำไรกับกำไรเห็นๆ แต่หากขายได้แค่ตันละ 11,000 – 12,000 บาท ก็จะเท่ากับขาดทุนทันทีตันละ 3,000 – 4,000 บาท

ฉะนั้นตรงนี้แหละที่คนรับผิดชอบ จะต้องขายข้าวให้ได้ ในราคาที่ขาดทุนไม่มาก จะต้องหาทางขายข้าวส่งออกข้าวไปให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นั่นแหละโครงการถึงจะขาดทุนน้อยเสียหายน้อย หรือไม่ขาดทุนเลย... ขึ้นอยู่กับฝีมือของคนรับผิดชอบ ซึ่งก็คือนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นั่นเอง

ถ้ายังขายข้าวไม่ได้ ขายข้าวไม่ออก หรือขายไปแบบขาดทุนเยอะๆ นายบุญทรงก็จะต้องโดนถล่มทางการเมืองหนักอย่างที่กำลังโดนอยู่ในขณะนี้นั่นแหละ

เพราะเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่ พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่ถล่มเรื่องจำนำข้าวอย่างหนักทั้งเรื่องทุจริต และเรื่องความเสียหาย แต่พรรคภูมิใจไทย ก็เข้ามาร่วมวงถล่มด้วยแล้วเช่นกัน เพราะไม่ว่าอย่างไรพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรคนั้น ก็ยังเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ หากไม่ทำอะไรเลยก็คงดูไม่ดี

รวมทั้งล่าสุด นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็ร่วมวงสหบาทา ด้วยการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชูวิทย์ I'm No.5 อัดแหลก นายบุญทรง และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ว่ามีหน้าที่โดยตรงค้าขายข้าวของประเทศ แต่กลับบอกว่ารู้ว่าขาดทุน แต่ะกลับไม่รู้ว่าขาดทุนเท่าไหร่
พร้อมกับเหน็บนายบุญทรงว่าโกหกหน้าตายมืออาชีพ และแขวะพ่วงไปด้วยว่าไม่เหมือนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่โกหกไม่เก่ง ไม่ค่อยเป็น เวลาโกหกสมัยเรียนหนังสือด้วยกัน โดนนายชูวิทย์จับโกหกได้มาโดยตลอด

ตรงนี้สะท้อนว่าทำไมเรื่องจำนำข้าวจึงเป็นประเด็นที่หอมหวนทางการเมือง และเป็นเป้าถล่มเชือดนิ่มๆรัฐบาลได้อย่างสบายไปแล้ว จึงเป็นสิ่งที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ควรจะต้องลงมาเคาะให้ทั้งนายบุญทรง และนายกิตติรัตน์ ทำงานให้สมกับที่ได้รับมอบหมายให้นั่งเก้าอี้สำคัญหน่อย

ยิ่งเมื่อเจอรายงานตัวเลขผลการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลฤดูการผลิต 2554/55 ว่าขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทเข้าให้ด้วย ยิ่งเหมือนโดนถล่มซ้ำด้วยตอปิโดเลยทีเดียว
กระทรวงพาณิชย์ได้แต่บอกว่าตัวเลขไม่ตรงกัน ตัวเลขไม่ใช่ แต่กลับไม่มีการชี้แจงว่าทำไม รวมทั้งไม่มีการชำแหละตัวเลขของน.ส.สุภา ออกมาด้วยว่า ได้มีการไปรวมอะไรเอาไว้บ้าง จึงได้ขาดทุนมโหฬารขนาดนั้น

ซึ่งหากตัวเลขของ น.ส.สุภา เป็นตัวเลขของนักบัญชีที่ใช้เกณฑ์รับรู้รายได้ขาดทุนล่วงหน้า คือลงตัวเลขขาดทุนเอาไว้ก่อน เพราะรัฐบาลรับจำนำข้าวมาแล้ว มีเงินจ่ายออกไปแล้ว แต่ยังขายข้าวไม่ได้ จึงต้องลงรับรู้ขาดทุนไว้ก่อน ขายได้เมื่อไหร่ค่อยเอารายได้จริงมาลงบัญชีหักออก หากใช้เกณฑ์ทางบัญชีแบบนี้ ยังไงก็เจ๊ง

ตรงนี้กระทรวงพาณิชย์จะต้องมีความเป็นมืออาชีพให้มากพอ จะต้องมีผู้บริหารที่มือถึง และต้องได้นักบัญชีมืออาชีพมาช่วยดูว่า เกณฑ์ตัวเลข 2.6 แสนล้านบาทของ น.ส.สุภา นั้นมาอย่างไร แล้วก็ชี้แจงออกมา

ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายค้านเอาตัวเลขของ น.ส.สุภา มาถล่มจนเละ แล้วทำได้แค่ส่ายหัวด็อกแด็กไปมา ก่อนที่จะหลบหน้าหลบตาอย่างที่เกิดขึ้น

เพราะในความเป็นจริง แค่คิดง่ายๆว่า หากรับจำนำมา 15,000 บาท ขายไปเอาแค่ 10,000 บาท เท่ากับขาดทุนตันละ 5,000 บาท รัฐบาลต้องขายข้าว 10 ล้านตัน ถึงจะขาดทุน 50,000 ล้านบาท หากจะให้ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ก็ต้องขายข้าวมากถึง 50 ล้านตันในราคาที่ขาดทุนตันละ 5,000 บาท นั่นแหละถึงจะขาดทุน 2.5 แสนล้านบาทได้

แล้วถามว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการขายข้าวขาดทุนจำนวนมหาศาลแบบโง่ๆเช่นนั้นหรือไม่ หากไม่มีก็ต้องเอาตัวเลขออกมาสู้ให้ชาวบ้านได้รับรู้ ให้ฝ่ายค้านไม่สามารถใช้ตัวเลขนี้กล่าวหาได้อย่างเลื่อนลอยอีก ซึ่งตรงนี้แหละคือการบ้านที่นายบุญทรงต้องเร่งทำ ต้องเร่งปิดจุดอ่อนให้ได้

เพราะจุดอ่อนของนายบุญทรงในวันนี้ กำลังกลายเป็นจุดอ่อนของโครงการรับจำนำข้าวไปแล้ว
และหากจะให้ดี ทั้งนายบุญทรง และนายกิตติรัตน์ ต้องมือถึงและรอบรู้พอที่จะรับมือเกมการเมือง ด้วยการชี้ให้เห็นว่า ทุกประเทศในโลกเขาดูแลชาวไร่ชาวนาเกษตรกรเป็นอย่างดี เกษตรกรไร่ถั่ว อย่าง จิมมี่ คาร์เตอร์ ยังร่ำรวยจนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้มาแล้ว

หรือชาวนาของญี่ปุ่น ได้รับการยอมรับว่ารัฐบาลญี่ปุ่นดูแล ให้งบประมาณอุดหนุน รับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดอ จนถือเป็นชาวนาที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก มีเวลาพักผ่อนที่จะบินไปท่องเที่ยวได้ทั่วโลก

ผิดกับชาวนาของไทย ตลอดมาแม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่จนทุกวันนี้ก้เป็นได้แค่กระดูกสันหลังผุๆ

อย่าว่าแต่จะเที่ยวเมืองนอกเลย ขนาดจะเที่ยวในประเทศ ก็ต้องพึ่งพา อบต. หางบ จัดรถทัวร์ให้นั่ง รถต้องออกกลางค่ำกลางคืน ไปถึงทะเลตอนเช้า ได้ไปเล่นน้ำทะเลครึ่งวัน แล้วก็ต้องตะลอนทัวร์กลับบ้านตอนค่ำ ทำได้แค่นั้น เพราะ อบต. การเมืองท้องถิ่นจัดงบแค่ซื้อใจให้เป็นครั้งคราว

ไม่ได้คิดจะให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้จริงๆ... แต่ชาวนาไทยก็บอกว่ามีความสุขแล้ว ติดค้างบุญคุณ อบต.แล้ว นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น

ดังนั้นในหลักการแล้ว โครงการรับจำนำข้าว จึงเป็นหนทางที่จะยกระดับคุณภาพชาวนาไทยได้จริงๆ และหากจะเกิดการขาดทุนบ้างเพื่อให้รายได้ผลประโยชน์ตกกับชาวนาจริงๆ งบประมาณที่ขาดทุนก็ไม่ได้ต่างจากการตั้งงบประกันราคาเลยสักนิด

ถือเป็นการใช้งบประมาณขาดทุนเพื่ออนับสนุนชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ จะผิดตรงไหน
ซึ่งชาวนาเองก็รู้ ดังนั้นจะเห็นว่าที่ผ่านมาไม่มีชาวนาคนไหนคัดค้านโครงการจำนำข้าว

ที่ค้านเหยงๆก็มีแต่ พ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออก แล้วก็พรรคฝ่ายค้าน... ซึ่งทั้งหมดถามว่าค้านเพราะผลประโยชน์ตัวเอง หรือค้านเพราะทำเพื่อชาวนา

ถึงได้บอกว่า จุดอ่อนของโครงการรับจำนำข้าวจริงๆ อยู่ที่การขาดมือบริหารเก่งๆมาทำงานให้ได้ผล และป้องกันไม่ให้มีการรั่วไหล ไม่ให้มีเหลือบมีปลิงรอบข้างมาโกงกิน

ถ้าทำได้ โครงการรับจำนำข้าวก็จะผ่านฉลุย แต่ถ้ายังปล่อยให้มีจุดอ่อนอย่างทุกวันนี้ ก็โดนถล่มแหลกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้นั่นแหละ

ที่มา.บางกอกทูเดย์
=========================================

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น