--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สื่อ..ใต้บาทาเป็นภัยต่อความมั่นคง(ของรัฐบาล)

“ผู้ก่อเหตุระเบิดน่าจะไม่เกิน 4 กลุ่มคือ 1.ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล 2.ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และไม่อยากให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 3.กลุ่มการเมืองที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง โดยร่วมมือกับผู้มีอำนาจในบ้านเมือง เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง และ 4.กลุ่มที่ต้องการนำประเทศไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร โดยทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยาสร้างความสงบให้บ้านเมือง ผู้ก่อเหตุระเบิดน่าจะไม่เกิน 4 กลุ่มนี้”

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นกรณีระเบิดอพาร์ตเมนต์ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ทั้งตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมามีเหตุระเบิดถึง 114 ครั้ง แต่แทบจับผู้ต้องสงสัยไม่ได้เลย สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แม้จะมี พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็อ่อนแอ แก้ไขปัญหาไม่ได้ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย

กรณีอพาร์ตเมนต์ย่านบางบัวทองอาจเป็นเหตุผลที่ดีของการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลอีก 3 เดือนจนถึงสิ้นปี และเชื่อว่าจะยังมีการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปถึงตรุษจีนและสงกรานต์ หรือจนกระทั่งหมดอายุรัฐบาลอภิสิทธิ์

พ.ร.ก.ฉุกเฉินล้มเหลว

เหตุระเบิดกว่าร้อยครั้งจึงเป็นคำถามที่ค้างคาใจประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะช่วงที่จะมีการพิจารณาต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมักเกิดเหตุระเบิด หรือพบระเบิดข่มขู่ตามสถานที่ต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจะออกมาให้ข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่างๆ อย่างกรณีการจับกุม 11 ชายฉกรรจ์ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็น “นักรบแดง” ที่ฝ่ายความมั่นคงสืบทราบมาว่ามีการฝึกอาวุธจากกัมพูชารวมทั้งสิ้น 30 คน และยังฝึกอาวุธบริเวณชายแดนด้านพม่าด้วย เพื่อเตรียมการก่อความไม่สงบและลอบสังหารระดับแกนนำรัฐบาลและฝ่ายการเมือง

ด้านนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ตั้งข้อสังเกตว่า จังหวัดที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังเกิดระเบิดขึ้น แสดงว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สามารถป้องปรามได้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมีหรือไม่มี ผู้ก่อเหตุก็มีช่องทางทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่ดี ฉะนั้นรัฐบาลต้องหามาตรการอื่นสกัด

“พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมีหรือไม่ไม่ใช่จุดใหญ่ จุดใหญ่คือการปรองดองโดยสุจริตใจ ทุกฝ่ายต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติโดยสุจริตใจด้วย”

เช่นเดียวกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เชื่อว่าเหตุระเบิดจะเกี่ยวกับการสร้างสถานการณ์ และได้ตั้งคำถามกรณีหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่าทราบมาก่อนว่ามีการซ่องสุมและเป็นแหล่งประกอบระเบิด แต่ไม่สามารถป้องกันเหตุได้นั้น เป็นการสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีสมรรถภาพในการทำงานและไม่สามารถป้องกันได้ จึงต้องปรับปรุงการทำงานตั้งแต่ผู้บังคับการลงไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ปล่อยข่าว-สร้างสถานการณ์?

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประสานเสียงเรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหรือผู้ก่อการร้ายที่ยังพุ่งเป้าไปที่คนเสื้อแดง ทั้งที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน นอกจากอ้างข้อมูลด้านการข่าว อย่างกรณีระเบิดที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจนกลายเป็นเรื่องปรกติเหมือนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง ศอฉ. ดีเอสไอ และ สมช. ต่างแถลงเป็นเสียงเดียวกันว่าจะมีระเบิดป่วนเมืองต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 3 เดือน

ขณะเดียวกันมีข่าวการจับกุมกลุ่มชายฉกรรจ์และผู้ต้องสงสัยในรูปแบบต่างๆหลังจากวาทกรรม “ไอ้โม่งชุดดำ” ที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถจับกุมได้เลยแม้แต่คนเดียว ก็เกิดวาทกรรมใหม่เป็น “ไอ้โม่งชุดแดง” หรือ “นักรบแดง” ที่ระบุว่ามีการซ่องสุมและฝึกอาวุธตามชายแดนประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชาและพม่า ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธทุกครั้งที่มีข่าวจากเจ้าหน้าที่ไทยว่าไม่เป็นความจริง หรือฉีกหน้าเจ้าหน้าที่ไทยว่าเป็นพวกหากินกับการสร้างข่าวเพื่อความดีความชอบ

อย่างกรณีจับ 11 ชายฉกรรจ์ที่รีสอร์ตภูฟ้า จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (รรท.ผบช.ภ. 5) ระบุว่า พบหลักฐานล้มสถาบันและเหตุระเบิดป่วนเมือง หลายจุด นอกจากนี้ยังได้กันเป็นพยานเชื่อมคดีก่อการร้ายอีกด้วย

แต่ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กลับยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่ “นักรบแดง” อย่าไปเชื่อ และไม่ได้จับกุมตัว เพราะยังไม่ได้กระทำความผิด เพียงแค่มีคนมาแจ้งว่าสงสัยเลยเข้าไปตรวจสอบ แค่เชิญมานั่งคุยเฉยๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคง ยังไม่รู้ว่าเป็นพวกไหน กำลังตรวจสอบว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า

อุปโลกน์ “ไอ้โม่งชุดดำ”?

เช่นเดียวกับกรณีก่อนหน้านี้ที่มีการจับกุมนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ คนสนิท พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ตามหมายจับคดีก่อการร้าย หลังเดินทางกลับ จากกัมพูชา ซึ่งดีเอสไออ้างว่านายสุรชัยรับสารภาพว่าเป็นหนึ่งในทีมร่วมยิงเอ็ม 79 ใส่แฟลตตำรวจที่ลุมพินี และยิงอาวุธปืนเอ็ม 16 ใส่ด่านตรวจบริเวณแยกศาลาแดงตามคำสั่งของ เสธ.แดง ทั้งยังเป็นคนนำตนไปฝึกการใช้อาวุธที่ไต้หวัน ต่อมาไม่เพียงนายสุรชัยจะปฏิเสธว่าไม่เคยสารภาพใดๆแล้ว ทางไต้หวันยังฉีกหน้ากลับมาอีกว่าไม่เคยออกวีซ่าให้แก่นายสุรชัยเลย แต่กว่า 2 เดือนแล้วคดีของนายสุรชัยยังไม่มีอะไรคืบหน้า

ส่วนการจับกุมนายจักรชลัช หรือพล คงสุวรรณ อดีตนาวิกโยธิน หนึ่งในลูกน้องของ เสธ.แดง ที่ดีเอสไอระบุว่าให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยซัดทอดถึงตัวการสำคัญที่ร่วมวางแผนก่อการร้าย นอกจากนี้ยังอ้างว่าผู้ต้องหารู้เรื่องเงินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งให้กับ เสธ.แดงเพื่อนำไปใช้ในด้านต่างๆอีก และให้การว่า เสธ.แดงรับเงินจากใคร รวมทั้งการระบุจุดนัดพบ ซึ่งถูกกำหนดให้ใช้เป็นสถานที่ส่งต่อเงินเพื่อสนับสนุนการก่อความไม่สงบ โดยนายจักรชลัชสมัครใจขอรับการคุ้มครองจึงนำตัวไปไว้ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย กลัวถูกฝ่ายตรงข้ามฆ่าปิดปาก

แต่ทั้ง 2 คดีที่ ศอฉ. และดีเอสไอมั่นใจว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำไปถึง “ไอ้โม่งชุดดำ” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” นั้นยังเป็นการใช้อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ใช่ผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปรกติที่เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้และหายข้องใจว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความยุติธรรมและโปร่งใส ไม่ใช่การอุปโลกน์ให้เป็น “ไอ้โม่งชุดดำ” เพื่อผลทางการเมือง อย่างกรณีแกนนำคนเสื้อแดงที่เหมือน “ถูกขังฟรี” อยู่ในเรือนจำขณะนี้

ส่วนการชันสูตรศพผู้เสียชีวิต 91 ศพที่จะทำให้รู้ชัดเจนว่าเสียชีวิตอย่างไร จากกระสุนชนิดใด จากปืนประเภทไหน ใครยิง ใครเป็นฆาตกร ยังมืดมน ขณะที่ ศอฉ. และผู้นำกองทัพกลับออกมาระบุว่าไม่เคยมีคำสั่งให้ทหารยิงประชาชนและไม่มีสไนเปอร์ ทั้งที่มีพยานหลักฐานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล ภาพถ่าย และคลิปวิดีโอว่าทหารยิงปืนใส่ประชาชนและมีสไนเปอร์ชัดเจน

ต่อต้าน-ขับไล่ทั่วโลก

โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ในฐานะผู้ออกคำสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นายอภิสิทธิ์จะอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างไรก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่ลอยหน้าลอยตาใช้วาทกรรมสร้างความชอบธรรม หรือสร้างความปรองดองกำมะลอที่ถูกประณามเป็น “การปรองดองแบบขี้ขลาด” เพื่อให้ตัวเองและพวกอยู่รอด ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ใดๆต่อประเทศชาติและประชาชนเลย

นายอภิสิทธิ์จึงยังหนีไม่พ้นตราบาปและถูกกล่าวหาว่าเป็น “ฆาตกร 100 ศพ” ตราบใดที่ยังไม่มีผลการสอบสวนที่ประชาชนและประชาคมโลกยอมรับกรณี 91 ศพ และยังใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้มีวาทกรรมสวยหรูเพียงใดก็ตามจะมีแต่การต่อต้านและขับไล่ อย่างการเดินทางไปประชุมเอเปกที่สหรัฐ หรือประชุมอาเซมที่เบลเยียม จะเห็นคนไทยและคนต่างชาติมาชุมนุมประท้วงขับไล่และต่อต้านนายอภิสิทธิ์

91 ศพที่ไม่มีคำตอบ

แม้แต่นายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู) ยังกล่าวกับนายอภิสิทธิ์ ที่เดินทางไปร่วมประชุมอาเซมที่บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และแถลงกับสื่อมวลชนว่าสหภาพยุโรปมีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ขัดแย้งในไทย และปรารถนาจะเห็นการปรองดองในชาติ รวมทั้งการมีระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิมนุษยชน

เพราะ 1 ใน 91 ศพที่เสียชีวิตนั้นเป็นช่างภาพอิสระชาวอิตาลี นายฟาบิโอ โปเลงกี ถูกยิงที่ช่องท้องจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ขณะทำข่าวการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง แม้อลิซาเบธ โปเลงกี พี่สาวนายฟาบิโอ จะพยายามประสานงานกับสถานทูตอิตาลีในประเทศเพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยเปิดเผยข้อมูลและการสอบสวน แต่กลับไม่ได้รับความคืบหน้าใดๆ

ขณะที่นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย กล่าวกับสื่อไทยว่า สหภาพยุโรปต้อง การเห็นคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงชุดนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน รวมถึงคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศที่ นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระและจริงจัง

นอกจากนี้คนเสื้อแดงในสหรัฐยังจัดทำโปสเตอร์ One World One Poster-RED USA เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่และประจานต่อชาวโลกในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” โดยให้เครือข่ายแดงทั่วโลก (RED AROUND THE WORLD) นำไปแปะตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเป็น One World One Poster ประจานความโหดเหี้ยมและป่าเถื่อนของรัฐบาลที่ไล่ล่าเข่นฆ่าประชาชน

มาตรฐานพิเศษ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปรองดองแบบ “แม้ว” หรือ ปรองดองแบบ “มาร์ค” ต้องยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเป็นมนุษย์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที และต้องปล่อยแกนนำคนเสื้อแดงและคนเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกคุมขังมานานกว่า 6 เดือน และมีแนวโน้มจะถูกขังฟรีต่อไปอีกนานทั้งที่ไม่มีความผิดจากการกล่าวหาของ ศอฉ. และ ดีเอสไอโดยไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงมายืนยันความ ผิดตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประชาคมโลกประณามว่ารัฐบาลไทยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

การปรองดองจึงเป็นไปไม่ได้ตราบใดที่ยังไม่มีความยุติธรรม หรือยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่กลายเป็น “มาตรฐานพิเศษ” ยิ่งกว่า “2 มาตรฐาน” เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกลายเป็นเครื่องมือสร้างพยานและปั้นหลักฐานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองที่แม้แต่ฝ่ายตุลาการยังไม่กล้าตรวจสอบ ทั้งที่เป็นการใช้อำนาจที่ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนก็ตาม

รองเท้าแตะเป็นภัยต่อความมั่นคง?

นิติรัฐและความยุติธรรมของรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงเป็นมาตรฐานของผู้มีอำนาจที่หากใครย้ายมาอยู่ข้างตนเองก็จะสามารถเสกให้ “ทำอะไรก็ไม่ผิด” เหมือนกรณีดารานักแสดงชายที่ถูกจับข้อหาก่อการร้าย แต่วันนี้กลับเดินปร๋อในฐานะพยานของดีเอสไอแล้วไล่ด่าและประจานผู้หญิงที่เคยมีความสัมพันธ์กันในอดีตมานานกว่า 10 ปีแล้วอย่างหน้าด้านไม่ละอาย “กินในที่ลับ ไขในที่แจ้ง” เพื่อสร้างกระแสให้แก่ตัวเองจนถูกฝ่ายหญิงและสังคมด่าว่า “เลว”

ขณะที่แม่ค้าขายรองเท้าแตะพิมพ์รูปหน้าคล้ายนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ซึ่งแม้อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสม ยังถูกจับข้อหาร่วมกันจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักรตามมาตรา 9 (3) แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และมาตรา 9 (3) ข้อ 2

ความหมายเชิงสัญลักษณ์ผ่าน “รองเท้าแตะ” สามารถเป็นสื่อโฆษณาที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติเลยทีเดียว??

ขณะที่ก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรฯก็เคยทำแบบเดียวกันแต่ต่างนายกฯ กลับถูกมองว่าเป็นเพียงสีสันการแสดงออกในการต่อสู้เท่านั้น

เช่นเดียวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับคดียุบพรรคการเมืองก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย ฯลฯ ที่ถูกตัดสินรวดเร็วอย่างกับจรวด หรือกรณีการดำเนินคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่คลานเป็นเต่าเดินถอยหลัง เทียบไม่ได้กับกรณีแกนนำคนเสื้อแดงที่ “ให้ติดคุกไว้ก่อน...พ่อสอนไว้” ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรไม่ต้องรีบร้อน เหมือนจะรอให้จบวาระเป็นรัฐบาลเสียก่อนหรืออย่างไร?

การดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงภายใต้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลตะแบงว่าเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมแล้วนั้น กลับไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปรกติ มีเพียงเจตนาเพื่อคุมขัง “นักโทษการเมือง” ฝ่ายตรงข้ามให้นานที่สุด

ตรงกับภาษาที่ว่า “Justice delayed is justice denied” หมายถึง “ความยุติธรรมที่มาล่าช้า” ก็คือ “ความอยุติธรรม”

รัฐบาลต้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที! ต้องปล่อยนักโทษการเมืองให้เป็นอิสระ! เพื่อสู่กระบวนการยุติธรรมมาตรฐานเดียวกัน

ความปรองดอง ที่แท้จริง...ถึงจะมีโอกาสเริ่มต้น!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น