หมิ่นเหม่เสียเหลือเกินกับขบวนการดึงสถาบันตุลาการเข้ามาคลุกฝุ่นบนถนนสายการเมือง...ทำเป็นเล่นไป!!! หากท่านผู้พิพากษา บางท่านกระทำตัวเลือกข้างจนตราชั่งเอียง.. ที่ว่า “ศาลสูง” นั้น.. วันหนึ่งย่อมกลายเป็น “ศาลเตี้ย” ไปโดยไม่รู้ตัว..
ประเทศใดหากไร้ซึ่งหลัก “นิติรัฐ..” และหลัก “นิติธรรม..” ก็ยากที่จะหาความสงบสุขร่มเย็นให้เกิด ขึ้นภายในบ้านเมือง.. อย่างคดีความทางการเมืองหลายกรณี..มีเสียงบริภาษอย่างกว้างขวาง ว่ามีจอม บงการล็อกพิกัดปักหมุดให้เดินไปตามทางที่วางไว้.. ใช่หรือไม่???
ถนนสายการเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475.. กว่า 78 ปี ที่มี ส.ส.ผู้ทรงเกียรติในสภาผลัดใบเข้ามากอบโกยผลประโยชน์แห่งเค้กก้อนโต เปลี่ยนหน้าแปรพักตร์มาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น
กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะหัวหงอกหรือหัวดำ.. คงไม่ต้องอรรถาธิบายให้มากความ ก็พอจะทราบกันดีว่า หาทำยาได้น้อยเหลือซะเกิน!!! ครั้นในยามบ้านเมืองวิกฤติ ประเทศคับขัน นักคิด นักเขียน นักวิชาการหัวก้าวหน้า ขันอาสาเข้ามาช่วยผ่าตัดใหญ่ฝ่ายการเมือง.. ก็มักจะมีนักการเมือง “ศรีธนญชัย” บางกลุ่ม กระโดดมาร่วมวงโหนกระแส “ปาหี่ปฏิรูปการเมือง” ในทุกครั้งไป..
หากให้นักการเมืองมาแฝงตัวอยู่เบื้องหลังการ ปฏิรูปการเมือง.. บทสรุปร้อยทั้งร้อยคือทุกสิ่งทุกอย่าง จะยังคงเดิมและไม่มีการเปลี่ยนแปลง.. เพราะจะให้นักการเมืองมาปฏิรูปบ้านเมืองด้วยการเปลือยเปล่าตัวเองให้ชาวบ้านเห็นในสภาพที่ล่อนจ้อน..มันย่อมเป็น ไปไม่ได้!!!
ในโลกแห่งความเป็นจริง..มีที่ไหนที่ “ผู้มีอำนาจ”.. จะออกกฎระเบียบมาลดทอนอำนาจตัวเอง.. คงจะต้อง รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดเสียก่อนกระมัง!!!จะว่าไปแล้ว ดัชนีความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศไทยชั่วโมงนี้.. ถูกฝากความหวังไว้ที่ “สถาบันตุลาการ” เพียงหนึ่งเดียว.. เพราะฝ่ายการเมือง..มาแล้วก็ไป.. ส่วนข้าราชการประจำ โดยเฉพาะหน่วยงาน ต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม..ก็ล้วนทำงานถวายหัว สนองนักการเมืองแบบไม่ลืมหูลืมตา..
ที่สำคัญประเทศจะเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง.. ต้องมีการ “ปฏิรูปการเมือง” อย่างเป็นจริงเป็นจัง.. และผู้ที่จะเป็นตัวหลักในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศก็คือ “สถาบันตุลาการ”..
เพียงแค่ท่านผู้พิพากษาทั้งหลายยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้.. ผิดถูกว่ากันไปตามความเป็นจริง..ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง.. เป็นสถาบันที่มีมาตรฐานเดียว.. สถาบันอันเป็นทางออกประเทศแห่งนี้ ก็จะมีส่วนร่วมในการย่อยสลาย “ขยะสังคม” ฝ่ายการ เมืองลงไปได้อย่างมากมาย..
แต่หากตราชั่งอันศักดิ์สิทธิ์ มีธงอยู่ในใจล่วงหน้า.. หรือมีคำตอบคำพิพากษาไปวางไว้ที่ตราชั่งด้านใดด้าน หนึ่ง หรือแม้กระทั่งการเลือกที่จะหลับตาข้างเดียว เมินกระแสความไม่ชอบมาพากลในสถาบันอันเป็นเสาหลักแห่งกระบวนการยุติธรรม..
อย่างภาพเบลอเจือพิษการเมืองวาง ยาในวิกฤติศรัทธา “ศาลรัฐธรรมนูญ”.. ระวังเถิด!!! ปรากฏการณ์ครั้งนี้มันจะกลาย เป็นสะเก็ดไฟไหม้ลามทุ่ง ที่จะมิใช่ทำให้เสาหลักแห่งตุลาการเสื่อมทรุดลงแต่เพียงสถาบันเดียว.. เพราะนั่นมันจะนำ พาทุกองคาพยพในสังคม ต้องย่อยยับ ลงไปตามทิฐิความอยากอยู่อย่างอยากของตัวท่านด้วย
นักการเมืองเกาหลีผู้ต่อสู้กับ การทุจริตคอร์รัปชั่นมาตลอดชีวิต แสดงความรับผิดชอบด้วยการกระโดดหน้าผาตายเพื่อรักษาเกียรติ หลังภรรยาตกหลุมพราง ฝ่ายตรงข้ามในการเข้าไปมีส่วน กับการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่สำหรับบ้านเมืองนี้คงไม่ถึงขั้นนั้น ซึ่งนั่นก็คงไม่ต้องบอกเช่นกันว่า การยุติปัญหาเพื่อนำพากงล้อยุติธรรมถอยห่างจากหลุมพรางการเมืองควรจะดำเนินไปด้วยวิธีการใด
ด้วยจุดเปลี่ยน จุดหักเหเพียงแค่เท่านี้ มันล้วนมีอานิสงส์ในการนำพา กระบวนการตุลาการภิวัตน์ สลัดหลุดจาก “แผนชั่ว” ของคนบางพวก..นักการเมืองกลุ่ม ที่ต้องการช่วงชิงความได้เปรียบ หรือแม้กระทั่งคิดการใหญ่..“เด็ดดอกไม้ เพื่อให้สะเทือนถึงดวงดาว” ?!?!บนเส้นทางแห่งวิถีคนกล้า.. “ท่านเปาบุ้นจิ้น” ไม่เคยเผาศาลขอรับ!!!
ที่มา:สยามธุรกิจ
***************************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น