อย่างที่ทราบกันไปแล้วในฉบับก่อนๆ ว่ากฎหมายไทย แม้จะมีหลาย มาตรา แต่บางเรื่องไม่สามารถนำมาใช้ จริง ในขณะเดียวกัน บางเรื่องนำมาใช้ได้จริงเป็นอย่างดี แต่กลับไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นจุดด้อยที่สุดของบ้านเรา
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะบ้านเราให้ สิทธิ์ผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จมีอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นว่าเล่น นอกจากนั้น ต้องยอมรับด้วยว่า คนมีอำนาจในบ้าน เมืองเรายังดัดจริต ไม่ยอมรับว่าในขณะนั้นๆ เรามีปัญหาอะไร ไม่ยอมรับความ จริง ทั้งที่บางครั้งรู้แก่ใจ และไม่มองว่าอะไรได้เกิดขึ้นกับคนในชาติแล้ว... ถ้าจะบอกจุดบอดให้หมดคงสาธยายไม่พอในคอลัมน์นี้
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “เรื่องของการพนัน” ที่รู้ทั้งรู้ว่าคนบ้านเรา เล่นหวยกันเต็มบ้านเต็มเมือง แต่เมื่อ มีหวยบนดิน เอาเงินนอกระบบมาเข้า รัฐ กลับถูกยกเลิกเมื่อมีการปฏิวัติ รวมถึงหวยออนไลน์ที่จะออกมาก็ไม่ผ่าน ในขณะที่ “สนามม้า” “สนามมวย” ก็ยังมีการเล่นกันให้เกลื่อน และเป็นที่รับรู้ของสังคมไทย
นี่ยังไม่รวม “โต๊ะบอล” “ตู้ม้า” ที่มีให้เห็นกันทั่วไปตามสถานบันเทิงเกือบทั่วประเทศ ขณะที่คนบางกลุ่มหรือบางหน่วยงานก็ออกมาร้องแรกแหกกระเฌอว่า “การพนันผิดศีล ไม่เหมาะกับสังคมพุทธอย่างประเทศไทย” แต่ถามหน่อยว่า “เคยมีใครคิดบ้างไหมว่าการพนันไม่มีระบุอยู่ในศีลห้า” ในขณะที่สิ่งที่ผิดศีลสำหรับชาวพุทธจริง คือศีลข้อ 5 “สุรา” แต่รัฐกลับเปิดขายเสียเอง
แต่ก็พอเข้าใจว่า บ้านเราเป็นเมือง ท่องเที่ยว หากเรามีกฎหมายห้ามในเรื่องนี้ออกมา ต่างชาติคงไม่มาท่องเที่ยว บ้านเรา ต่อให้มีแหล่งท่องเที่ยวสวยปานสวรรค์วิมานปานใด ก็ออกจะเป็น การบังคับกันเกินไป เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่ง ที่ผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนมีอำนาจบ้านเรา ต้องพึงสำเหนียกก็คือ “การออกกฎหมายหรือข้อบังคับใดๆ ต้องไม่ตึงหรือ หย่อนเกินไป”
การที่จะออกกฎหมายใดต้องคำนึงถึงความเป็นจริง และการนำมาใช้ได้จริง โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคน ส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกัน ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และต้องไม่กระเทือนต่อรายได้หลักของประเทศ ซึ่งต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว เป็นหลัก
อย่างกฎหมายเกี่ยวกับ “บุหรี่” ที่ยกเลิกโซนสูบบุหรี่ในสวนจตุจักร รวมถึงการไม่พบเห็นห้องสูบบุหรี่ในสนามบินเมืองไทย ทั้งที่ทั่วโลกเขายัง มีอยู่ เรื่องนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปหรือเปล่า คงต้องรออีกระยะหนึ่ง
ล่าสุดทราบว่า “ร่างกฎหมาย ควบคุมแอลกอฮอล์” กำลังเข้าสู่ ครม. หลังผ่านความเห็นชอบจากกระทรวง สาธารณสุข ซึ่งถ้าผ่านความเห็นชอบ จากสภา บ้านเราจะปลอดการจำหน่าย สุราในรัศมี 500 เมตรรอบสถานศึกษา บ้านเราจะไม่มีเหล้าปั่นขาย แถมเรายังจะได้เห็นรูปภาพและข้อความเตือน บนขวดหรือภาชนะเหมือนกับบุหรี่
แต่ถามว่า คนต้นคิดออกกฎหมาย ซึ่งเป็นท่านผู้ดีทั้งหลายที่ถือศีล ครบ 5 ข้อ เคยมองภาพความเป็นจริง บ้างหรือไม่ เคยมองถึงผลกระทบที่จะ เป็นคลื่นใต้น้ำ อันจะกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอื่นๆ หรือไม่
ยกตัวอย่าง “กรณีปลอดเหล้า 500 เมตร รอบสถานศึกษา จะเป็น ไปได้หรือไม่” เพราะสถานศึกษาบ้าน เรามีกระจายทั่วทุกพื้นที่ อย่างในพื้นที่ เศรษฐกิจทำเลทองของนักท่องเที่ยว อาทิ ถนนข้าวสาร พัทยา เชียงใหม่ เป็นต้น
และที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบ ต่อการท่องเที่ยว ที่ผมว่าเกิดขึ้นแน่ๆ หากมีการติดภาพและคำเตือนเหมือน กับบุหรี่ ซึ่งเท่าที่ทราบต้องกินพื้นที่ไม่ น้อยกว่า 30% ของขวดหรือภาชนะ ลองนึกภาพการต้อนรับทูตต่างชาติที่ต้องรินแชมเปญที่มีรูปอุบัติเหตุเมาแล้วขับพร้อมด้วยคำเตือนตัวโตๆ งานเลี้ยงวันเกิดแล้วเจอรูปคนตายจากการ ทะเลาะวิวาท นักท่องเที่ยวจะสั่งเบียร์ เหล้า แล้วต้องมาเจอกับภาพต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าฉลากบอกยี่ห้อ
ผมไม่รู้ว่าประเทศไหนทำแบบนี้ แล้วบ้าง แต่บอกตามตรง นักท่องเที่ยว เขาจะหนีไปเที่ยวประเทศที่ไม่มีกฎหยุมหยิม ดื่มแล้วสบายใจ สบายอารมณ์ มีที่สูบบุหรี่เป็นสัดส่วนในสถานที่ต่างๆ และที่สำคัญผลที่ตามมา คือ การลักลอบนำเข้าเหล้าจากต่างประเทศ และเหล้าปลอมก็จะตามมา
สรุปคือ “ผมว่าน่าจะมีการบังคับ ใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้จริงจังมากกว่าจะ ออกกฎหมายใหม่ให้พร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะกรณีเมาแล้วขับ ต้องบังคับใช้ ให้จริงจังเหมือนต่างประเทศ ขอถาม คำสุดท้าย บ้านเราถ้า ส.ส.เมาแล้วขับ ตำรวจที่ไหนจะกล้าจับ?”
ที่มา.สยามธุรกิจ
********************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น