--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มือสมัครเล่น?

พสุธาสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุ่งบางบัวทอง พลันที่กัมปนาทแห่งเสียงระเบิดดังอื้ออึงออกมาจาก “สมานเมตตาแมนชั่น” สรุปความเสียหายโดยประมาณ ตาย 4 เจ็บเพียบ ตัวอาคารทรุด กำแพงผนังตึกกระจุยกระจาย ไร้ชิ้นดี รถราที่จอดอยู่ละแวกนั้น พังเสียหายแตกต่างกันไปตามระยะห่างจากจุดระเบิด

ฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน สันนิษฐานตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ด้วยแรงระเบิดที่เกิดขึ้นน่าจะมีปริมาณทีเอ็นที ไม่ต่ำกว่า 50 กิโลกรัม เมื่อนำ มาบวกรวมกับสารประกอบระเบิดที่เก็บกวาดได้จากหลักฐานพยานแวดล้อม ณ จุดเกิด เหตุ มันไม่ต่างจากคลังแสงย่อยๆ ดีๆ นี่เอง

อนุมานต่อยอดล่วงหน้า หากมีการนำวัตถุระเบิดเหล่านี้ ออกไปใช้ก่อการ ค่าความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินคงยากที่จะประเมินได้ยิ่งสืบสาวราวเรื่องลงไป ให้ลึกจากพยานบุคคล หนึ่งบุรุษผู้เช่าห้อง 202 ซึ่งเป็นจุด เกิดเหตุ เผอิญเป็นคนเสื้อแดง ที่กำลังหลบหนีหมายจับจากเมืองเชียงใหม่เข้ามากบดานใน เมืองกรุง ส่วนอีก 1 บุรุษ และ 1 สุภาพสตรี รูปพรรณสัณฐาน และลักษณะการแต่งตัว ดูมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า จะเป็น ชาวมุสลิม ขยายภาพจากทะเบียน รถที่บ่งบอกถึงสัญชาตินราธิวาส

มันก็น่าเชื่อได้ว่า แต่ละจิ๊กซอว์ที่นำมาประกอบกัน ถือเป็นมิติอำมหิตหน้าใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในห้วงที่ไซเรน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังหวีด ร้องทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

หรือระเบิดเคโมและระเบิดซีโฟร์กำลังจะย้ายฐานจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้า สู่กรุง???เหตุบึ้มรายวัน ที่ยิ่งดังอึกทึกครึกโครมถี่ขึ้น ล้วนไม่ต่าง จากภาพในกระจกเงา ที่สะท้อน ให้เห็นความไม่ปกติสุขด้าน สวัสดิภาพซึ่งมีความเหมือนกัน โดยบังเอิญของชีวิตคนกรุงเทพฯ และชาวบ้านในพื้นที่เรดโซนภาคใต้

กระนั้นก็ตาม คงจะไปตี ขลุมตีความล่วงหน้าไปไม่ได้ว่า ภาพการแบ่งแยกดินแดนในสุด เขตด้ามขวานทองจะลุกลามบานปลายเข้าสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ยิ่งหากมองตามหลักภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ก็ ต้องยอมรับโดยดุษณีว่า สมมติฐาน ดังกล่าวนั้นผิดตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

แต่หากมองในมุมกลับใน ด้านยุทธวิธี เชื่อมโยงกับแนว คิด “รัฐไทยใหม่” หรือแม้กระทั่ง “วิทยานิพนธ์ฉบับสี แดง” ที่กำลังตกเป็นข้อบริภาษ ร่อนตะแกรงผ่านยุทธศาสตร์รบแบบกองโจร ซุ่มซ่อนอย่างยาวนาน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ค่าสรรพสิทธิมันย่อม บ่งชี้ว่า ทั้ง 2 ตำรา ล้วนถอดบล็อกออกมาจากพิมพ์เขียวเดียวกัน อันมีสารตั้งต้นมาจาก “คัมภีร์จรยุทธ์” ฉบับ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” หรือ พคท. ที่ครั้งหนึ่งเคยมีการใช้เคลื่อนไหวอย่างแพร่หลายผ่านขบวนการนักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

แม้วันนั้นและวันนี้ สมการในการเคลื่อนตามกลยุทธ์ดังกล่าว จะมีที่มาที่ไปและมีเงื่อนไข สุดท้ายแตกต่างกันไปตามสถานการณ์อำนาจและผลประโยชน์ ทับซ้อนการเมือง

กระนั้น ภาพระเบิดรายวันที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรง มากขึ้น ซึ่งฝ่ายความมั่นคงยัง ไม่สามารถจับมือใครดมได้..ไม่ ว่าจะด้วยเหตุจงใจละเลยหรือจนด้วยเกล้าก็ตาม???

แต่ด้วยความถี่แห่งเสียง กัมปนาทที่ดังอื้ออึงหนาหูขึ้นทุกวัน ไม่ว่าผู้ก่อการเหล่านั้นจะเป็นตัวจริงหรือมือใหม่หัดป่วน แต่กระบวนการจัดวางที่เกิดขึ้น มันย่อมสะท้อนให้เห็นว่า มันล้วนผ่านการวางแผนมา อย่างเป็นระบบและไม่ใช่มือสมัครเล่นแน่นอนสุดท้าย ถึงแม้จะเป็นมือสมัครเล่นจริง ฝ่ายความมั่นคงก็ควรพึงสังวรณ์ไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าเป็นระเบิด ต่อให้เป็น มือสมัครเล่น ท้ายที่สุดใครโดน เข้าไปก็ตายเหมือนกัน!!!

ที่มา.สยามธุรกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น