--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เผลอแป๊บๆ...สนามบินสุวรรณภูมิ

ของเราก็ผ่านร้อนผ่านหนาว... ล้มลุกคลุกคลาน...มาจนครบ 4 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่วายที่จะยังคงเหลือปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่อีกเพียบ! ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมาเฟีย ไกด์ผี แท็กซี่เถื่อนอยู่เต็มสนามบิน และที่สำคัญถูกตราหน้าว่า เป็นสถานที่ของชุมทางโจรเสื้อสูท?

หากมีการจัดอันดับคดีที่อยู่มีในชั้นศาลมากที่สุด คดีที่เกี่ยวข้องกับสนามบินสุวรรณภูมิอาจจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศก็เป็นไปได้ไล่มาตั้งแต่การก่อสร้าง ที่มีการทุจริตกันตั้งแต่การถมหิน ดิน ทราย จนส่งผลให้รันเวย์ร้าว และที่เป็นข่าวใหญ่โตคือ การจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 และระบบสายพานลำเลียง เรียกได้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างสารพัดโปรเจกต์นั้น มีความไม่ชอบมาพากลแทบจะทุกเม็ด จึงไม่แปลกใจที่สนามบินสุวรรณภูมิจะกลายเป็นแหล่ง ขุมทรัพย์ของพวกแสวงหาผลประโยชน์ไปเสียแล้ว

ถึงแม้ว่าจะมีการตามล้างตามเช็ด แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สะอาดได้ล่าสุดก็มีปัญหามาให้ปวดหัวอีก ไม่ว่าจะเป็นกรณีการให้สัมปทานบริษัท แป้งร่ำ รีเทล จำกัด บริหารพื้นที่ลานจอดรถระยะยาวของโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (โครงการสุวรรณภูมิสแควร์) เรื่องนี้เริ่มปูดขึ้นมาหลังจากที่คณะกรรมการรายได้ ซึ่งมี “เสรีรัตน์ ประสุตานนท์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นประธาน ไม่รู้ระเบียบของบอร์ดทอท. ไปอนุมัติให้บริษัท แป้งร่ำฯ ได้งานสัมปทานลานจอดรถระยะยาวกว่า 62,000 ตารางเมตร อายุสัมปทาน 15 ปี จากที่มีอำนาจอนุมัติแค่ 5 ปี

งานนี้ต้องมีผู้บริหารระดับบิ๊กโดนสังเวยไปหลายรายทีเดียว ยกเว้น “เสรีรัตน์” ที่รอดมาได้ รวมทั้งยังลอยตัวผ่านการประเมินการทำงานจากบอร์ดอีกอย่างสวยหรู จนสหภาพฯ ทอท.ต้องยื่นหนังสือร้องเรียนความไม่เป็นธรรมต่อบอร์ด โดยให้ปลด “เสรีรัตน์” ออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ สิ่งที่เปรียบเสมือนเนื้อร้ายที่เกาะกินสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เปิดให้บริการมา ที่เห็นชัดๆ คือ ไกด์ผีแท็กซี่เถื่อน ที่ยังสามารถมายืนตะโกน โหวกเหวกโวยวายเรียกลูกค้า และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อย่างเปิดเผย ที่สำคัญ มีการโขกราคาค่าโดยสารนักท่องเที่ยวในราคาที่ไม่เป็นธรรม จนชาวต่างชาติคิดว่า นี่หรือวัฒนธรรมไทย

ยิ่งกว่านี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2553 ที่ผ่านมา มีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คน ที่มาปิดล้อมอาคารจอดรถ A และ B ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สาเหตุที่เกิดขึ้นนั้น “ณรงค์ชัย ถนัดช่างแสง” รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายปฏิบัติการ) บอกว่า บริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบ กิจการอาคารจอดรถและลานจอดรถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2553 ถึง 31 มี.ค.2558 โดยปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะหุ้นส่วนในบริษัทเดียวกันเกิดขัดแย้งกันเองเรื่องผลประโยชน์จึงเกิดปัญหากันขึ้น

เดือดร้อนทั้งประชาชนผู้ใช้บริการ และภาพลักษณ์ของสนามบินเสียหาย จน “ปิยะพันธ์ จัมปาสุต” ประธานบอร์ดทอท.ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากับ บริษัท ปาร์คกิ้งฯ และให้มีผลทันที เนื่องจากการกระทำที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรก และจะมีความผิดอย่างชัดเจนด้วย คาดว่าอีก 3 เดือนทอท.พร้อมเปิดประมูลหาบริษัทรายใหม่มาทำแทน

ไม่จบเพียงเท่านั้น ล่าสุด “ธรรศ พจนประพันธ์” และ “สุภชัย สถิตวิมล” ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ ในนามผู้เสียหายจากกรณีการร่วมกันทุจริตอาคารจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นการจุดพลุอีกครั้งว่า ตั้งแต่มีการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นมีมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันนักการเมืองยังคงฉกฉวยเพื่อหาผลประโยชน์จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

“เหลือบในคราบนักการเมืองยังคงเกาะกินผลประโยชน์จากการเก็บค่าจอดรถในลานจอดรถสุวรรณภูมิ โดยให้สิทธิแก่นักการเมืองนำโครงการไปเร่ขาย ในเงื่อนไขให้แบ่งผลประโยชน์ 75% และ 25% ทำไมค่าจอดรถ ทอท. จึงไม่เก็บเอง แต่กลับไปให้นักการเมือง เอาโครงการไปเร่ขาย และต้องเสียเงิน 25% เป็นส่วนแบ่งให้กับเอกชน นักการเมืองที่เป็นเหลือบนี้ไม่ต้องพูดก็ควรจะต้องรู้ว่าเป็นพรรคการเมืองใด ซึ่งโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน การแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยข้ามหัวข้าราชการคนอื่น ก็เป็นฝีมือของนักการเมืองพรรคนี้ทั้งสิ้น”

พฤติกรรมคือ นักการเมืองใช้ลูกมือ คนหนึ่ง ให้เข้ามาตั้งบริษัทเพื่อรับทำหน้าที่เก็บค่าจอดรถที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่การทำสัญญากับบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด (บอท.) จะต้องทำในรูปแบบของนิติบุคคล จำต้องจดทะเบียนตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ ลูกมือของนักการเมืองที่ไม่มีความ สามารถในการหาหนังสือค้ำประกันในการลงนามสัญญาได้ และไม่มีเงินในการลงทุนด้วย จึงนำโครงการไปเร่ขายนายทุน โดยหลอกให้เข้ามาลงทุน และงานชิ้นเดียวกันได้นำไปขายซ้ำให้กับนักธุรกิจ 2 ราย โดยพวกเขาไม่ได้รู้จักกัน ต่างได้หลวมตัวหลงซื้อหุ้นเพราะได้รับการสัญญา ว่าจะเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหารในบริษัทที่ได้โครงการดังกล่าว

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ต้องจ่ายเงิน 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าวิ่งงานเพื่อยุติปัญหาทั้งปวงและให้โครงการดังกล่าวเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องจึงไม่ยินยอมจ่ายเงินให้กับนักการเมืองคนดังกล่าว

งามหน้ากันหล่ะทีนี้ แต่ถ้าจะให้ดีบอกชื่อมาเลยว่าใครทุจริตอย่างไร พร้อม หลักฐานด้วยนะคะ จะได้เอาผิดกันได้!ซึ่งการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ยิ่งทำให้มองเห็นภาพความเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยกลุ่มอิทธิพลและมาเฟียที่ไม่สามารถกำจัดให้พ้นจากสุวรรณภูมิ เพราะ พวกเหลือบที่ไม่รู้จักพอ

ที่มา.สยามธุรกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น