ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ที่ผ่านมา แทบไม่มีความแตกต่างจากสมัยนี้เท่าไรนัก จะต่างกันตรงที่แค่การสื่อสาร วิทยาการ และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น แต่จิตใจของคนที่ถืออำนาจในมือกลับตกต่ำเหมือนเดิม มุ่งหวังแต่จะหวงอำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญเข้าตัวและพวกพ้อง
โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งถ้านับเหตุการณ์การเมืองที่ เกิดขึ้นกับสังคมไทย นับวันจะยิ่งเหมือนเราหมุนกงล้อประวัติศาสตร์กลับมาที่เดิม ที่สำคัญบางช่วงบางตอนก็ไปคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์การเมืองของต่างประเทศ อย่างไม่ตั้งใจ
เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ในการเมืองไทย ต่างสะท้อนมุมมองออกมาอย่างเด่นชัดในหลายเรื่อง อาทิ เรื่องของผลประโยชน์ อำนาจ และเงินตรา รวมไปถึงการยกเอาสถาบัน หรือลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาเกี่ยว และสุดท้ายมักจะจบลงด้วยประเด็นก่อการร้าย ที่ผ่านมามีหลายเรื่องราวที่คล้ายกับในอดีต
ไล่ตั้งแต่การเมืองยุคใหม่สมัยการปราบปรามนักศึกษา ประชาชน เมื่อ 14 ต.ค.2516 และ 6 ต.ค.2519 สมัยนั้นคนถืออำนาจก็อ้างว่า กลุ่มต่อต้านมีอาวุธร้ายแรง เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย โอ!!! ชั่งคล้ายกับยุคนี้เสียนี่กระไร เช่นเดียวกันกับยุคพฤษภาทมิฬ ที่ผู้มีอำนาจก็กล่าวหาในทำนองเดียวกัน และนี่คือหนึ่งในหนัง ม้วนเดียวกัน ที่ตอนหน้าท่านจะได้พบกับวัฏจักรทางการเมืองตั้งแต่ยุคเปลี่ยนแปลง การปกครอง 2475
สำหรับส่วนที่ไปคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในต่างประเทศ คงต้องยกให้กับเหตุการณ์นองเลือดในเกาหลีเมื่อ 18 พฤษภาคม 1980 ครั้งนั้นรัฐบาลชุนดูฮวาน หลังจากเข้าควบคุมสภาและจับกุมนักการเมืองหลายคน รวมไปถึงนักประชาธิปไตย หัวเอียงซ้ายอย่างคิมแดจุง ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีของเกาหลีระหว่างปี 1998-2003 โดยครั้งนั้นเขาได้รับการตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ก็รอดมาได้
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันต่อต้านกว่า 300,000 คน และจัดตั้งเป็นกองทัพประชาชนต่อสู้กับรัฐบาลทรราช ต่อมารัฐบาล ก็ได้ส่งกองกำลังทหารทั้งทางบกและทางอากาศมากกว่า 200,000 นาย กวาดล้างกลุ่มผู้ชุมนุมในย่านใจกลางเมือง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 90 นาที
ว่ากันว่าทหารเกาหลีถือโอกาสยิงขณะที่ประชาชนและนักศึกษาเคารพธงชาติ โดยท้ายที่สุดก็ยัดเยียดให้ผู้ถูกสังหารเป็นผู้ก่อการร้ายและกบฏคอมมิวนิสต์ไปตามระเบียบ จนกระทั่งในปี 2003 จากข้อมูลในเหตุการณ์ครั้งนั้น พบว่ามีผู้เสียชีวิต 207 คน บาดเจ็บ 2,392 คน และเหยื่อทั่วๆ ไป อีกกว่า 987 คน ซึ่งคาดกันว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตน่าจะมากกว่านี้
เหตุการณ์นี้แทบจะคล้ายกับหลายๆ เหตุสงครามกลางเมืองในบ้านเรา ที่ต่างกันแค่บทสรุปสุดท้าย ที่จอมบงการมือเปื้อนเลือดถูกดำเนินคดี แต่ในเมืองไทยคนสั่งการโดยตรงและคนที่เกี่ยวข้องก็ยังคงลอยนวล..???
แต่ในใจผมเชื่อลึกๆ ว่า บาปกรรมมีจริง และไม่แน่อีกไม่นาน เราอาจจะเหมือนเกาหลีอย่างน้อยอีก 2 อย่างคือ มีการลงโทษจอมเผด็จการตัวจริง และมี การชำระความคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์ทุกชีวิต ที่ต้องปลิดปลิว
วันนั้นใกล้มาถึงแล้ว เตรียมตัวเตรียมใจได้เลย เมื่อความจริงปรากฏ ท่านจะรู้ว่า การเสวยสุขบนกองเลือด คือ “ความสุขจอมปลอม”
ที่มา.สยามธุรกิจ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น