--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ บทเรียนแห่งคำพูด

รองผบ.ชน.เรียกสอบแล้ว
ก่อนพูด เราเป็นนายคำพูด... แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว คำพูดจะเป็นนายเรา ถือเป็นคำกล่าวเตือนใจให้ระมัดระวังในการที่จะพูดจะจาใดๆ พร้อมกับสอนให้รับผิดชอบในคำพูดที่พูดออกไป

วันนี้ อ๊อฟ หรือพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง กำลังตกอยู่ในภาวะที่เข้าข่ายภาษิตเตือนใจนี้เต็มๆ

เพราะพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เรียกประชุมพนักงานสอบสวน กรณีนายภูมิพัฒน์ วงศ์ยาชวลิต หรือ "แน็ต พีรกร" ศิลปินเพลงลูกทุ่งอายุ 35 ปี เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน สน.คันนายาว เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้ดำเนินคดี นายพงษ์พัฒน์ หรืออ๊อฟ วชิรบรรจง นักแสดงชื่อดัง ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์

สืบเนื่องจากวันที่ 16 พ.ค. นายพงษ์พัฒน์ ขณะรับรางวัลนักแสดงสบทบชายยอดเยี่ยม ในงานประกวดรับรางวัลนาฏราช ทางช่อง 3 จัดที่หอประชุมกองทัพเรือ นายพงษ์พัฒน์ พูดบนเวทีเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง

ซึ่งนายภูมิพัฒน์ แจ้งความว่าเป็นการใช้คำพูดที่ไม่ เหมาะสมล่วงเกินสถาบันเบื้องสูง รวมทั้งแสดงอากัปกิริยาไม่สำรวม

รอง ผบช.น.กล่าวต่อว่า ระเบียบทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า การร้องทุกข์เกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงตามกฎหมายอาญามาตรา 112 จะต้องประมวลผลสรุปโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เท่านั้น บช.น.แต่งตั้งตนเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ขณะนี้ สอบสวนผู้กล่าวหาเบื้องต้นแล้ว วันที่ 29 ก.ค. เวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนเชิญตัว นายพงษ์พัฒน์ มาสอบปากคำเพิ่มเติม

โดยจะออกหมายเรียกครั้งแรกให้มาตามนัด เพื่อสอบถามตามประเด็นของผู้ที่กล่าวหา จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานวิเคราะห์ว่ามีความผิดอย่างไร

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวด้วยว่า จะถาม นายพงษ์พัฒน์ ด้วยว่าทำไมจึงเรียกว่า "พ่อ" เฉยๆ รวมทั้งต้องมีการสอบถามบุคคลที่ได้ยินได้ฟังในวันรับรางวัลเกี่ยวกับความรู้สึกของผู้ฟังว่ารู้สึกอย่างไรโดยเฉพาะนักกฎหมาย นักภาษาศาสตร์ อาจารย์ภาษาไทย รวมทั้งอากัปกิริยาว่าเหมาะสมหรือไม่

และหากออกหมายเรียกไปแล้วไม่มาตามนัด เจ้าหน้าที่ก็ต้องออกหมายจับ หากมีเหตุผลเพียงพอคดีใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 30 วัน.

สำหรับคำพูดของ พงษ์พัฒน์ เกิดขึ้นในงานประกาศผลรางวัล"นาฎราช" ครั้งที่ 1 ที่หอประชุมกองทัพเรือ ในช่วงการประกาศรางวัลดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ซึ่ง พงษ์พัฒน์ ได้รับรางวัลจากเรื่องพระจันทร์สีรุ้ง ปรากฏว่าหลังจากพงษ์พัฒน์รับรางวัล ได้กล่าวบนเวทีว่า

“เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นพ่อ ก็พูดถึงพ่อนิดนึงก็แล้วกัน พ่อเป็นเสาหลักของบ้าน บ้านของผมหลังใหญ่นะฮะ ใหญ่มาก เราอยู่กันหลายคน ผมอยู่บ้านหลังนี้ก็สวยงามมาก สวยงามและอบอุ่น แต่กว่าจะเป็นแบบนี้ได้นะครับ บรรพบุรุษของพ่อ เสียเหงื่อ เสียเลือด เอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังนี้มานะครับ

จนมาถึงวันนี้ พ่อคนนี้ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้าน และก็ดูแลความสุขของทุกคนในบ้าน ถ้ามีใครสักคน โกรธใครมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน

ผมจะเดินไปบอกคนๆ นั้นว่า ถ้าเกลียดพ่อไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ ผมรักในหลวงครับ และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ รักในหลวง เหมือนกัน พวกเราสีเดียวกันครับ ศีรษะนี้มอบให้....พระเจ้าแผ่นดิน”

ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ตามมาหลากหลาย ว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมเพียงใด

ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึง หรือประโยคที่ว่า... พาลมาลงที่พ่อ เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน

ซึ่งทำให้คนไทยช็อกกันมาก

ทำให้มีการโยงไปถึงว่าจะมีนัยยะทางการเมืองในการออกมาพูด เพราะสายสัมพันธ์พี่ชายภรรยาของพงษ์พัฒน์ คือ แดง-ธัญญา นั้นเป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

แต่ในเรื่องนี้นายพงษ์พัฒน์ได้มีการชี้แจงในภายหลังว่า

“อย่างส่วนตัวถ้าจะมองว่า พี่ชายภรรยาคือคุณแดงเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าจะมองอย่างนั้นก็ย่อมทำได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความส่วนตัวหรือตัวเองนั้นจะชื่นชอบพรรคนี้ เวลาไปใช้สิทธิก็อาจจะเลือกพรรคอื่นก็ได้ ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของเรา แต่ถามว่าสิ่งที่พูดไปในวันนั้น ผมไม่ได้พูดถึงการเมืองหรือพรรคการเมือง แต่ผมพูดถึงในหลวง แล้วถามว่าในหลวงท่านทรงเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ไม่มี ไม่ว่ากฎหมายใดก็เกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นยืนยันได้ว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ได้หวังผลให้พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคใดๆ ทั้งสิ้น”

ส่วนนายภูมิพัฒน์ ผู้ที่เป็นคนแจ้งความนั้น ได้ให้เหตุผลเอาไว้ว่า ทำงานเป็นนักเขียน นักประพันธ์เพลง และเป็นนักร้อง ส่วนตัวไม่รู้จักกับนายพงษ์พัฒน์ หรือมีความขัดแย้งกันมาก่อน การมาแจ้งความไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง แต่เพราะเห็นว่า คำพูดของนายพงษ์พัฒน์บนเวทีในวันนั้นเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ทำให้ประชาชนหลายคนสับสน และสังคมตีความหมายได้หลายประเด็น ซึ่งเท่าที่ได้เปิดคลิปการพูดของนายพงษ์พัฒน์ทางอินเตอร์เน็ตหลายรอบนั้น นายพงษ์พัฒน์ก็มีกิริยาท่าทางที่ไม่สุภาพขณะอยู่บนเวทีอีกด้วย

“ไม่ได้ต้องการตามกระแส แต่หลังจากได้ปรึกษาผู้ใหญ่และทนายความแล้ว ก็ได้รับคำแนะนำว่าสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ อีกทั้งเพื่อนศิลปินเพื่อชีวิตหลายคนก็มีความเห็นว่า คำพูดของคุณพงษ์พัฒน์จาบจ้วงเบื้องสูง เป็นการฉวยโอกาสอาศัยจังหวะทำให้ตัวเองกลายเป็นฮีโร่ ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยู่วงการนี้มานานรู้สึกรับไม่ได้กับคำพูดเหล่านี้ จึงรวบรวมหลักฐานมาแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินคดีได้อย่างไรบ้าง”นายภูมิพัฒน์ กล่าวเอาไว้เมื่อวันแจ้งความ

กรณีนี้ถือเป็นอีกเรื่อง ที่เป็นสิ่งเปราะบางในแง่ของความรู้สึก ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดกับคนในชาติ ยังจะต้องทุ่มเทและใช้ความพยายามอย่างเต็มที่กว่าที่ผ่านมา

ที่มา.บางกอกทูเดย์
*************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น