--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำลายตัวเอง

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

แรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้ยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ไม่ใช่จะมีเฉพาะองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อต่างชาติเท่านั้น แต่รัฐบาลหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรืออังกฤษต่างก็แสดงท่าทีชัดเจนให้รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

ล่าสุดนายเจเรมี่ บราวน์ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอังกฤษ ที่เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และได้พบกับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ต่างๆด้วยตนเอง พูดชัดเจนว่า สถานการณ์การเมืองไทยยังไม่สามารถเรียกได้ว่ามีเสถียรภาพตราบใดที่ยังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยในอนาคตด้วย

โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไล่ล่า กวาดล้าง กล่าวหา และจับกุมฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดง นักวิชาการ และสื่อโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปรกติไปกว่า 400 คน และไม่รู้ว่ามีอีกมากน้อยแค่ไหนที่ไม่มีการเปิดเผยนั้น ประชาคมโลกถือเป็นนักโทษการเมืองไม่ใช่ “ผู้ก่อการร้าย” อย่างที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวหา ทั้งยังเห็นว่าเป็นการยัดเยียดข้อหาโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนอีกด้วย

เหมือนกรณีนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือ “หรั่ง” ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า เป็นลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) และมีหลักฐานชัดเจนว่ากระทำผิดอย่างน้อย 8 คดี โดยยืนยันว่านายสุรชัยเป็นกลุ่มคนเสื้อดำที่ได้รับการฝึกอาวุธและสั่งการจากเสธ.แดง ไปฝึกใช้อาวุธและยุทธวิธีการรบ รวมทั้งการสลับเปลี่ยนซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ไต้หวัน

แต่มีรายงานข่าวว่าสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่านายสุรชัยไม่เคยเข้าประเทศไต้หวันแต่อย่างใด ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีเอสไอ ก็ออกมากลับคำว่า นายสุรชัยเดินทางไปท่องเที่ยวที่จีน โดยไม่ชี้แจงกรณีพาดพิงไต้หวันแต่ประการใด ซึ่ง ศอฉ. และดีเอสไอต้องตอบเรื่องนี้กับสังคมให้ได้

เพราะมิฉะนั้น ศอฉ. และดีเอสไอ รวมทั้งรัฐบาลจะถูกประณามว่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อใส่ร้ายป้ายสีและสร้างความชอบธรรม เพื่อไล่ล่าและกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น โดยเลือกโจมตีตัวบุคคลและใช้วาทกรรมต่างๆผ่านสื่อเพื่อให้เชื่อว่าคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อการร้ายและล้มสถาบัน ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน แต่ใช้การสร้างหลักฐานและเทคนิคต่างๆมาบิดเบือน

ขณะเดียวกันก็ปิดกั้นและแทรกแซงสื่อที่เสนอข้อมูลข่าวสารตรงกันข้าม ซึ่งสวนทางกลับแผนปรองดองและปฏิรูปประเทศแล้ว ยังทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลกอีกด้วย

**********************************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น