--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

‘จิ้น’ฮึด ‘มาร์ค’สวน!

ชวรัตน์-อภิสิทธิ์ -โสภณ
บาดแผลรถเมล์เช่า4พันคัน

แน่นอนว่า การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำถึงปัญหาโครงการรถเมล์ 4,000 คัน ว่าเป็นโครงการที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันหนัก ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า เป็นโครงการที่ต้องการแก้ไขปัญหาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังมีข้อสงสัย ความไม่มั่นใจในเรื่องของความโปร่งใส

ทำให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด ยังคงตีกลับ ก็เพราะ 3 ประเด็นหลัก ๆ ประเด็นแรกคือ การเอาระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อการประหยัด และนำไปสู่การลดการขาดทุนของ ขสมก. ได้ ก็ต้องมีการลดพนักงาน แต่ปัญหาคือ ขณะนี้โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดยังไม่เป็นไปตามเป้า ฉะนั้นต้องกลับไปทำตัวเลขมาให้ชัดเจนใหม่ ว่าสมควรเดินหน้าในลักษณะไหนอย่างไร

ประเด็นที่ 2 ปัจจุบันมีรถเมล์ฟรีวิ่งอยู่ 800 คัน และมีการต่ออายุไปถึงสิ้นเดือนธันวาคม จึงจำเป็นต้องมาพิจารณาว่า จะดำเนินการโครงการนี้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

ประเด็นที่ 3 การปรับระบบในเรื่องของการวิ่งรถทั้งหมด ย่อมไปกระทบกับรถซึ่งเป็นรถของภาคเอกชนหรือรถร่วมบริการ ซึ่งตรงนี้มีข้อเสนอเข้ามา แต่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์กันอย่างชัดแจ้งว่า ในที่สุดแล้วกติกาการทำงานกับภาคเอกชนที่เข้ามารับสัมปทานหรือวิ่งรถร่วม จะเป็นอย่างไร

“ก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการนี้ จะให้ความมั่นใจเสียก่อนว่าเป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้นแน่นอนที่สุดคือ ความโปร่งใสที่เกิดขึ้นในโครงการ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า เป็นการเปิดหน้าชนกันแบบไม่ต้องรักษาหน้าหรือใส่หน้ากากกันอีกแล้ว
เพราะนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกับตั้งคำถามในที่ประชุม ครม. ว่า วันนี้เรื่องเดินมาถึงจุดที่ว่า 1. คุณมีความตั้งใจจะทำโครงการนี้แค่ไหน 2. โครงการนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความสามารถจะทำได้จริงหรือไม่ และ 3. ถ้าไม่มีความตั้งใจจริง หรือไม่มีความสามารถที่จะทำ มันมีโครงการอื่นที่จะทดแทนได้หรือไม่

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ต้องชี้แจงว่า ส่วนตัวไม่ได้ขัดข้องการเดินหน้าโครงการ เพราะครม. ก็อนุมัติหลักการไปแล้ว ส่วนข้อสังเกตต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นข้อสังเกตเดิมๆ ไม่ใช่การแตกประเด็นใหม่ แต่กระทรวงคมนาคมเองที่ตอบไม่เคลียร์ จึงอยากให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง

ทำให้นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า
“ครั้งก่อน ครม. ให้ไปศึกษา กว่าจะกลับมาอีกทีก็ปีกว่า เวลาผ่านไป 1 วัน ขสมก. ขาดทุน 7 ล้าน เราเป็น ครม. มาปีเศษ ขสมก. มีหนี้เพิ่ม 1-2 พันล้าน เพราะมัวแต่รีๆ รอๆ กันอยู่ ไม่กล้าตัดสินใจ”
ได้ผล... นายอภิสิทธิ์สวนกลับทันทีว่า

“ตัดสินใจ ไม่ใช่ไม่ตัดสินใจ แต่ก่อนจะตัดสินใจต้องรอบคอบ เพราะเวลาเกิดอะไรขึ้น ครม. ต้องร่วมกันรับผิดชอบ”
นายโสภณ จึงออกอาการงอนว่า “ถ้าวันนี้ไม่จบ ก็ไม่ทำแล้ว เอาไปทำกันเองเลยแล้วกัน”
เล่นเอานายอภิสิทธิ์ สวนกลับแรงกว่าเดิมว่า “ถ้าคุณไม่มาขอเงิน ก็ไม่มีเรื่องต้องพิจารณา นี่คุณต้องใช้เงิน และเวลารับผิดชอบมันรับผิดชอบด้วยกัน ดังนั้น ควรเคลียร์ข้อมูลให้ชัดเจน ให้ทุกคนออกไปอธิบายได้เหมือนกันหมด”

แน่นอนว่าการที่ถูกตีกลับซ้ำซากก็หงุดหงิดเจ็บช้ำพออยู่แล้ว ยังมาโดนตอกย้ำในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใสของโครงการตลอดเวลา... จะไม่ให้พรรคภูมิใจไทยหงุดหงิดได้อย่างไร

สภาล่ม... โหวตงบประมาณปี 2554 ... หรือแม้แต่กระทั่งการพลิกไปจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย กลายเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นลูกระนาดตามมาในทันที และทำให้คอการเมืองทุกขั้วต่างจับตามองเขม็ง

ยิ่ง นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์วิกฤติ พรรคที่มาร่วมจับมือตั้งรัฐบาลขึ้นมา เป้าหมายเพื่อจะแก้วิกฤติที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่ากลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งต่อมาเป็นพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากที่สุด

ดังนั้นแม้ว่าโครงการนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจมาก่อนสมัยเป็นฝ่ายค้าน แต่ตอนนี้ได้ผ่านการศึกษา ปรับเปลี่ยนโครงการเดิมไปมากมาย โดยเฉพาะ เรื่องความโปร่งใส และถือว่าเป็นโครงการของรัฐบาลโดยรวมที่ได้ดูแลกันมาอย่างดีแล้ว แต่ยิ่งพูดไปเหมือนกับรัฐบาลพยายามแยกให้เห็นว่านี่คือรถเมล์พรรคภูมิใจไทย

ส่วนกระแสข่าวพรรคแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ จะมีการปรับ ครม. หลังงบประมาณปี 54 ผ่าน และอาจจะดึงเอากระทรวงสำคัญๆ จากภูมิใจไทย ไปดูแลเอง นายศุภชัย กล่าวว่า จริงๆ รัฐบาลก็เพิ่งปรับ ครม. มาไม่กี่วัน รัฐมนตรีใหม่บางคนเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ถ้าจะมาปรับคงไม่น่าจะเป็นไปได้ ส่วนที่ว่าจะเอากระทรวงที่ภูมิใจไทยดูแล กลับไปดูแลเอง ถ้าเป็นกรณีตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นโดยพรรคแกนนำเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลก็คงใช่ที่พรรคแกนนำควรจะดูแลกระทรวงใหญ่

แต่สำหรับกรณีนี้เป็นเรื่องที่แต่ละคนไม่ได้ยึดถือเรื่องหลักว่าใครเป็นพรรคใหญ่พรรคเล็กแต่เป็นกรณีการเข้ามากอบกู้แก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง กระทรวงที่รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ดูแลอยู่ก็สามารถทำงานได้ดีดูแล ทำงานเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้ แล้วจะเอาเหตุอะไรมาอ้างตรงนี้
“ถ้าใครอยากจะดูกระทรวงใหญ่ควรจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า”

ในขณะที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ทางแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เคยมาหารือเรื่องนี้ แต่การปรับ ครม. เป็นเรื่องปกติของรัฐบาล หากใครเป็นแล้วไม่เห็นผลงานก็ต้องปรับ แต่ถ้าเขาทำงานดีแล้วจะปรับทำไม ในส่วนของรัฐมนตรีของพรรคที่มีอยู่ปัจจุบันก็ทำงานมั่นคงแข็งแรงดีอยู่ แล้ว

“ก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาเอาไปดู เราก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน จะไปอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ยินเรื่องนี้ มันเล่นแบบนี้ไม่ได้หรอก ถ้าเล่นอย่างนี้เขาคงจะเอาพรรคภูมิใจไทยออกไปนานแล้ว ภูมิใจไทยเราเล่นการเมืองแบบมืออาชีพไม่ใช่มือสมัครเล่นเมื่อไหร่”
นายชวรัตน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง มานั่งทะเลาะกัน มันไม่มีประโยชน์ โครงการใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องมีคำถามเยอะ ยืนยันว่าพรรคไม่มีการเอาเรื่องรถเมล์ไปต่อรองกับการโหวตผ่านงบประมาณปี 54

“โครงการรถเมล์ถ้านายกฯอยากจะรู้ 3 ข้อ เราก็ตอบไปให้กระจ่างก็หมดเรื่องไป หากตอบให้กระจ่างแล้ว ถ้านายกฯ เขายังหาเรื่องอย่างอื่นมาอ้างอีกก็ค่อยว่ากันตอนนั้น”

ส่วนกรณีที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย บางคนออกมาขู่ทำนองจะพลิกขั้วไปจับมือกับพรรค เพื่อไทยตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ก็เป็นเรื่องของนักการเมืองเขาว่ากันเอง ตนไม่ใช่นักการเมือง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องในอนาคต ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นักการเมืองก็อาจจะเล่นไปตามกติกานั้นก็ได้ เพราะตามหลักการ การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรอยู่แล้ว เมื่อถึงวันนั้นหากการเมืองจะเปลี่ยนหรือจะเดินไปอย่างไร ก็แล้วแต่ทางพรรคจะว่ากันไป จะจับมือกับใครก็เป็นเรื่องอนาคต ไม่มีใครสามารถจะทราบได้
เปิดหน้าซดกันแบบนี้ อาการ “ร้าว” มีสิทธิ์ที่จะ “แตก”ได้ทุกเมื่อเสียแล้วกระมัง?!?


ที่มา.บางกอกทูเดย์****************************************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น