ตลอดห้วงการบริหารประเทศของ “รัฐบาลเทพประทาน” ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ดูเหมือนว่า รัฐบาลชุดนี้จะกระหยิ่มยิ้มย่องกับผลงาน ชิ้นโบแดงของกระทรวงการ ต่างประเทศเป็นยิ่งนัก แต่ในความภาคภูมิใจนักภูมิใจหนาในผลงานกระทรวงบัวแก้ว
ความเป็นจริงนั้น มันได้สร้างปรากฏการณ์หัวกลับ ผูกโบดำทางการทูตของไทย อย่างไม่เคยปรากฏในรัฐบาลชุดใดมาก่อน นับตั้งแต่บ้านเมืองนี้ประทับตรารับรองตัวเองในฐานะชาติ ผู้เจริญแล้ว
ปฏิบัติการไล่ล่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ภายใต้บัญชาของ “กษิต ภิรมย์” เจ้ากระทรวงบัวแก้ว แม้จะยังไม่สามารถจับให้มั่น คั้นให้ตาย แต่นักโทษหนีคดีอาญา ผู้นี้ก็แทบเข้าตาจนบนมิติโลกกว้างทางแคบที่กำลังเผชิญอยู่เท่าทุกวันนี้
ชูมือตบ ตีนตบ กราวใหญ่ให้กับผลงาน การไล่ล่า แต่พอเหลียวหลังกลับมา พับผ่า ผลผลิต คอร์รัปชั่น ถ่ายเอกสาร “ระบอบทักษิณ” เบ่งบาน เต็มบ้านเต็มเมือง
งานบ้าน งานเมือง ที่ควรจะทำกลับไม่ยอม ทำ วันๆ เอาแต่เล่นเอาล่อเอาเถิดเปิดสงครามน้ำลายกับเขมรเจ้าเล่ห์อย่าง “ฮุนเซน” ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเอือมระอา แนวร่วมหัวกลับ แดง-เหลือง รุมสหบาทารัฐบาลโดยไม่ได้นัดหมาย
ส่วนที่ไปบ้าจี้แลกหมัดกับเขมร บวก ลบ คูณ หาร ในยามสงครามน้ำลายสงบ “นายกฯ อภิสิทธิ์” โดนชั้นเชิงทางการทูตของ “ฮุนเซน” ตีกินจนแทบไม่เหลือหล่อ คนที่ซวยก็เป็นประชาชนชาวไทย ชาวเขมร ที่ริมขอบ ต้องตกอยู่ในอาการประหวั่นพรั่นพรึงทุกครั้งใน ยามท่านผู้นำพ่นน้ำลาย
และแล้วสัมพันธ์ไทย-เขมร ก็เป็นไป อย่างทุลักทุเล!!!พักรบ “ฮุนเซน” ก็ถึงคิว “วิคเตอร์ บูท” งานนี้ “วอลล์เปเปอร์” สวมบทล็อบบี้ยิสต์เดินเข้าออกคุก โดยไม่ยำเกรงต่ออาชญากร โชว์สายล่อฟ้าล่อเป้าทีมงานเชลียร์ “นายใหญ่” เดินเข้าคุก จับเข่าคุยพ่อค้าความตาย จนเรื่องราวบานปลายถึงขั้นพญา อินทรีและพญาหมี เกิดอาการ โกรธกริ้ว
จับประเทศไทยตรึงไว้ตรงกลางระหว่างเขาควาย ขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้ เหตุด้วย 2 มหาอำนาจตั้งท่าไล่ขย้ำ หาก 2 มาตรฐานทำให้ไม่ปลื้มมีหวังงอมพระรามเป็นแน่แท้ สุดท้ายเรื่องคาราคาซัง “วิคเตอร์ บูท” อยู่โยงกินข้าวแดงในคุกไทยต่อไป บนความหวาดระแวง ของ 2 ชาติมหาอำนาจที่มีให้ไทย
ประติมากรรมสีเทาชิ้นล่าสุดฉบับเทพประทาน นั่นคือการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้น “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” นั่งแท่น ผู้ช่วย ผบ.ตร. บนความอิดแหนงแคลงใจของรัฐบาล ซาอุดีอาระเบีย เหตุของเหตุคือนายตำรวจใหญ่ท่านนี้ดันมีชื่อไปพัวพัน กับคดีอุ้มฆ่า “อัล รูไวรี่” นักธุรกิจชาวซาอุฯ
ส่งผลให้ “นาบิล อัล อัชลี่” อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์แสดงความ ไม่พอใจถึง 3 ฉบับติดๆ ในเวลาใกล้เคียงกัน หากจำกันได้ก็คงทราบกันดีว่า ก็เป็น “รัฐบาลเทพประทาน” นี่แหละที่รื้อคดีนี้ขึ้นมา และหากรีรันกลับไปในอดีต จะพบว่า ทุกครั้งที่มี การโหมโรงเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดี ชื่อของ “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” จะถูกทางรัฐบาล ซาอุดีอาระเบียกล่าวขวัญถึงอย่างจดจ่อ
งานนี้ “เทพประทาน” เขี่ยลูกเล่นเอง แต่ทำไปทำมากลับเตะลูกบอลเข้าประตูตัวเอง ซะงั้น สรุปคือ “รัฐบาลเขียนด้วยมือ แต่กลับลบด้วยเท้า”
สุดท้ายเรื่องจะไปจบลงตรงที่ไหน คงต้องรอวันที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ จะให้คำตอบกับอุปทูตซาอุดีอาระเบีย แต่ระหว่างรอมันก็ได้นำพามาซึ่งสารพัดแห่ง ความหวาดระแวง
แน่นอนหากผลสรุปสุดท้ายออกมาในทางที่ไม่เป็นคุณ ที่กระทบแน่ๆ 5 ข้อคงไม่พ้น 1.ธุรกิจอาหารฮาลาล 2.ธุรกิจการค้าระหว่าง ประเทศ 3.ธุรกิจทางด้านพลังงาน น้ำมัน 4. ธุรกิจทางด้านแรงงานในตะวันออกกลาง และ 5.มุสลิมไทยที่ประสงค์เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์
แถมล่าสุด 8 องค์กรอิสลาม ก็รวมตัวกดดันรัฐบาลให้รีบสางปัญหานี้โดยด่วน ส่วนรัฐบาลซาอุฯ ก็ประกาศถอนวีซ่ามุสลิมไทยที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ล็อจแรกแล้ว 400 คน และมีแนวโน้มว่า หากไม่มีความคืบหน้าจะมีการถอนวีซ่าสูงถึง 15,000 คน
หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย อาจบังเกิดการชุมนุมในรูปแบบใหม่ท้าทาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ก็อาจจะเป็นได้ นี่แหละหนาผลงานที่ภูมิใจกันหนักหนา ผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศยุคนี้
อนิจจา “เทพประทาน” โชว์โบดำการทูตขั้นเทพ แต่...ไม่รับประทาน!!!
ที่มา.สยามธุรกิจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น