--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

เนวินเปิดใจ-ทำไมต้องนิรโทษฯ

นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เขียนหนังสือ "ทำไมต้องนิรโทษกรรม" เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน จำนวน 3 แสนเล่ม

เพื่อใช้ในการรณรงค์ผลักดันร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรม มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสนอให้มีการนิรโทษกรรมประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกดำเนินคดีข้อหากระทำความผิด อันเนื่องมาจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

ไม่ว่าเสื้อเหลือง เสื้อแดง หากทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ไม่ควรต้องรับโทษ ถ้าไม่มีเจตนาละเมิดกฎหมาย หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ในฐานะที่ทำงานมวลชนคลุกคลีกับประชาชนกว่า 30 ปี เห็นว่าทางออกทางเดียวที่จะนำประเทศไทยออกจากวิกฤตได้ คือต้องนิรโทษกรรมให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม

ต้อง "ชักฟืนออกจากกองไฟ"

"ฟืน" หมายถึง มวลชนหรือประชาชนที่ถูกปลุกระดมขึ้นมา แล้วถูกผลักเข้าใส่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการไม่สมประ โยชน์ทางการเมืองของนักการเมือง

"ไฟ" หมายถึง ความโกรธแค้นและความต้องการเอาชนะ การผูกใจเจ็บ และไม่ให้อภัย ซึ่งนักการเมืองบางคนและผู้ไม่สมประโยชน์ทางการเมืองบางคนร่วมกันก่อขึ้น

เพื่อบ้านเมืองต้องไม่มีเงื่อนไข ทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ หรือเซ็ตซีโร่ (set zero) โดยการนิรโทษกรรมเป็นหัวใจหลัก หากไม่สามารถจบเรื่องเก่าก็ไม่มีทางที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์

การนิรโทษกรรมเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยสไตล์ คืออโหสิแก่กัน วันนี้ มีคนตกเป็นผู้ต้องหามากมาย หากไม่เอาคนบริสุทธิ์ออกมาก่อน ปัญหาจะลุกลาม

แต่พอมีแนวคิดนี้ก็มีเสียงคัดค้าน ผมก็ประหลาดใจ ในขณะที่มีความพยายามนิรโทษกรรมให้คนที่เคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจกลับถูกคัดค้าน แต่การเรียกร้องอภัยโทษคนคนเดียวกลับมีคนสนับ สนุน

การนิรโทษกรรมที่ผมเสนอ ครอบคลุมและเป็นประโยชน์เฉพาะประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมโดยสุจริตและบริสุทธิ์ใจเท่านั้น

ผู้สั่งการและนักการเมืองที่บงการทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง หากทำให้บ้านเมืองเสียหาย ยังต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้น รวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

มีคำถามว่าที่ให้จบเรื่องเก่า หมายถึงจบการตรวจสอบของศาลด้วยหรือไม่ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน

การนิรโทษกรรมให้เฉพาะคนที่มาร่วมชุมนุม ไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้พวกผมเพราะไม่จำเป็น

ในภาวะบ้านเมืองขัดแย้งเช่นนี้ คนในสังคมต้องลืมเรื่องเก่า วันนี้ต้องรีบชักฟืนออกจากไฟให้หมด เหลือเท่าไหร่ค่อยมาช่วยกันดับ

มีคนจำนวนมากที่เข้าร่วมชุมนุม ร่วมทำกิจกรรมในการชุมนุมเพื่อแสดงว่ามีอุดมการณ์เหมือนกันและไม่ได้ไปร่วมก่อจลาจลด้วย

แต่ในความเป็นจริงมีจำนวนมากที่ถูกจับดำเนินคดี เพราะไปอยู่ในเหตุการณ์ที่มีการก่อจลาจล เผาศาลากลางจังหวัดและสถานที่ราชการ

จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คนเหล่านั้นถูกดำเนินคดีทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ประชาชนจำนวนมากต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เพราะเข้าร่วมชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่รู้ตัวมาก่อนว่ามีความผิดร้ายแรงเพียงใด

คนที่ไม่ได้เจตนากระทำผิด ไม่มีเจตนาปิดสนามบินก็ไม่ต้องรับโทษ แต่คนวางแผนปิดสนามบิน คนที่ชักชวนไปปิดสนามบิน พวกนี้ยังต้องถูกดำเนินคดีต่อไป

"นิรโทษกรรม" ช่วยผู้บริสุทธิ์พ้นคุก เพราะการไปร่วมชุมนุม ยืนดู ยืนเชียร์ ในฐานะผู้สนับสนุนเป็นความผิด ในขณะที่ผู้ลงมือ ผู้สั่งการ ผู้ก่อการตัวจริง ไม่ถูกควบคุมตัวมาดำเนินคดีเพราะหนีไปหมด

หนทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องรับโทษ ไม่มีความผิด ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม ปลดปล่อยประชาชน ผู้บริสุทธิ์ ออกจากข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะไม่มีทางอื่นจริงๆ

ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ประชุมกรรมการปรองดอง ประชุมกรรมการสมานฉันท์ ไม่ว่าจะมีมติออกมาอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์

แต่กำลังถูกดำเนินคดีในขณะนี้ พ้นผิดได้ เว้นเสียแต่จะมีกฎหมายนิรโทษกรรม

ผมประหลาดใจกับข้อเสนอไม่ให้เอาผิดกับประชาชนทั้ง 2 สีเสื้อ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค กลับถูกนักการเมือง 2 พรรคใหญ่โยนทิ้งแบบไม่เห็นค่า และไม่ให้เวลาพิจารณาแม้แต่วินาทีเดียว

พรรคหนึ่งกับสีหนึ่ง อ้างว่าพวกตนไม่ผิด ไม่ต้องการนิรโทษกรรม โดยไม่สอบถามประชาชนที่ต้องคดีที่หลบหนี และที่อยู่ในเรือนจำแม้แต่คำเดียว

พรรคหนึ่งกับสีหนึ่ง บอกว่านิรโทษกรรมจะทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ และคนผิดจะไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ทั้งที่หลายคนในพรรคนั้นและสีนั้น ก็เคยได้รับนิรโทษกรรมจากคำสั่ง 66/2523 ไม่ต้องไปหลบซ่อน หนีคดีอยู่ในป่า ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติในสังคม

กลับเป็นผมที่ถูกถล่ม และถูกหวาดระแวงสงสัยว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือไม่

หลังการถล่มผม และตั้งข้อสงสัยหวาดระแวงต่อข้อเสนอของผมและไม่เหลียวแล ไม่ไยดีต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ก็ไม่มีหนทางอื่น ไม่มีแนวทางใดๆ ที่จะเป็นทางออกให้แก่ประเทศไทยของเราจากปากของพรรคและแกนนำการชุมนุมทั้ง 2 สี

ตรงกันข้ามสถานการณ์การเมืองเลวร้ายลงเรื่อยๆ จนเกิดเหตุ การณ์ เม.ย.-พ.ค.53 และจบลงด้วยความเสียใจของคนไทยทั้งประเทศ

1 ปีหลังจากที่ผมได้เสนอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านไปเหตุการณ์บ้านเมืองก็ดำเนินไปในทิศทางที่วิกฤตรุนแรง

วันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา ในเวทีอภิปรายของ กกต. ผมชี้ให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยวันนี้อยู่บนสถานการณ์พิเศษ เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างไม่ปกติ คือมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่ในสังคมไทย ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยากแก่การแก้ไข คือ

1. บนสถานการณ์พิเศษที่มีการนำสถาบันหลักของชาติมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองและการต่อสู้ของคนในชาติ

2. บนสถานการณ์พิเศษมีการสร้างความแตกแยกของคนในชาติ เพื่อประโยชน์ของพรรคและผู้นำทางการเมือง ความแตกแยกของบ้านเมืองส่วนหนึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนของพรรคการเมือง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกพรรคมีส่วนร่วมเป็นฟืนคนละท่อน ทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ดังนั้น ทุกพรรคต้องนำความปกติสุขกลับมาสู่บ้านเมือง ด้วย 2 ภารกิจ คือ

1. ปกป้องสถาบันสูงสุดของชาติ

2. สร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งมีกระแสมาโดยตลอดแต่ทั้งหมดเป็นแค่นามธรรม 1 ปีที่ผ่านมาทุกคนปากบอกปรองดอง แต่หลังประโยคนี้มักจะมีเงื่อนไขเสมอ ทำให้บ้านเมืองเดินไม่ได้

สถานะของผมขณะนี้ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม และจะไม่หาประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างเด็ดขาด

ที่จริงผมอยู่เฉยๆ เงียบๆ ก็ไม่ถูกด่า ไม่ถูกกล่าวหา ไม่ถูกหวาดระแวง ไม่เสียเพื่อน ไม่เสียมิตรทางการเมือง ไม่ต้องทำให้เพื่อนเข้าใจผิด คิดว่าเอาใจออกห่างเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้

แต่ผมเห็นความเดือดร้อนของประชาชนบริสุทธิ์ที่ต้องไปติดคุกติดตะรางไม่ได้

ที่ผ่านมา ผมเคยเสนอแนวคิดนี้ แล้วผลักดันให้พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร แต่ 1 ปีผ่านไปร่างกฎหมายฉบับนั้นไม่กระดิก ไม่ไหวติง เพราะพรรคอื่นๆ ไม่เอาด้วย

แต่ปีนี้ผมมีวิธีการของผมที่จะเคลื่อนต่อไปและตั้งใจจะทำให้สำเร็จ

แต่ผมคนเดียวคงทำไม่สำเร็จ จึงเสนอว่าหากประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ไม่ว่าจะสีใด ฝ่ายใด สนับสนุนพรรคใดก็ตามเห็นว่ากฎหมายนิรโทษกรรมจะช่วยให้หลุดพ้นจาก ความเดือดร้อนที่กำลังได้รับอยู่

ขอให้ช่วยกันลงชื่อเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับประชาชนเข้าสู่สภา

ผมไม่ได้ยึดติดว่าทางออกของประเทศไทยจะมีแนวทางเดียวคือการออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ขณะนี้ผมคิดได้เพียงเท่านี้

หากท่านใด พรรคใดมีวิธีการที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า ให้เสนอออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ให้ประชาชนพิจารณา ให้สังคมตัดสิน

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใดที่เสนอเข้ามาแล้วสังคมเสียงส่วนใหญ่ ประชาชนเห็นด้วย ผมก็พร้อมจะสนับสนุน เป็นมือ เป็นเท้า เป็นกำลังในการขับเคลื่อน

ที่มา.ข่าวสดรายวัน

-----------------------------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น