ถอย คือ ชนะ
ดันทุรัง คือ พ่ายแพ้
เมื่อไม่เข้าใจถึงความจริงข้อนี้ พรรคเพื่อไทยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตและอันตรายอย่างที่สุด
เพราะแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะยอมรับว่ามีการประเมินยุทธศาสตร์ผิดพลาด จนขณะนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการแถลงการณ์แสดงท่าทีว่าจะไม่ดื้อดึงไปแล้ว จะยอมรับดุลยพินิจของวุฒิสภา
หากจะคว่ำก็คือคว่ำ... ไม่ว่าอะไร
แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้มีแค่บรรดาขาประจำเจ้าเก่าเท่านั้น แต่ขยายวงต่อต้านการนิรโทษกรรมเหมาเข่งออกไปทั่วหมดแล้วเช่นนี้
ไม่รู้จริงๆว่า ต่อให้ถอยแล้วก็ตาม คู่อาฆาตทางการเมืองและขั้วตรงข้าม จะยอมปล่อยโอกาสทางการเมืองครั้งนี้หรือไม่???
เห็นได้ชัดจากเสียงที่ออกมาจากกลุ่มม็อบขาประจำ ที่ว่าจะไม่หยุดแค่นี้แน่ จะรุกคืบต่อ เพื่อให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ รวมถึงมีความพยายามที่จะไปให้ไกลถึงการขับไล่ตระกูลชินวัตรออกจากแผ่นดนไทยเลยด้วยซ้ำ
แม้จะหวังว่า ประชาธิปัตย์จะเป็นประเภทนักเลงจริง คือ จบเป็นจบ โดยไม่คิดอาฆาตลึกถึงความพ่ายแพ้ทางการเมืองมาตลอด 20 ปี และยังไม่มั่นใจว่าจะชนะในทางการเมืองได้อย่างไรในอนาคต คงไม่ฉวยโอกาสนี้ ทำลายคู่แข่งทางการเมืองแบบนอกกติกา เพื่อจะได้ไร้เสี้ยนหนามในการแข่งขันเลือกตั้งตลอดไป
เพราะการที่มีการจุดกระแสว่าจะไล่ทั้งตระกูลนั้น ต้องถามว่าตระกูลเกี่ยวอะไรด้วย เด็กเล็กเกี่ยวอะไรกับการทำลายล้างทางการเมืองหรือ???
ถ้าไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ก็ไม่ควรที่จะเห็นด้วยกับการเล่นงานเหมาเข่งยกทั้งตระกูลด้วยเช่นกัน... จริงหรือไม่
ตอนที่ประชาชนเรียกร้องให้หาคนผิดที่บงการจนมีคนตาย 99 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ก็มุ่งที่เฉพาะตัวบุคคล คือพุ่งเป้าไปแค่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ เท่านั้นไม่ใช่หรือ???
ไม่เคยมีการพูดถึง ตระกูลเวชชาชีวะ และตระกูลเทือกสุบรรณ ให้ลูกเด็กเล็กแดงต้องหวาดวิตกเลยสักนิด
การเมืองไทยน่าจะเดินผ่านยุคมืดยุคทมิฬกันมานานแล้ว นานเกินกว่าที่จะเดินย้อนกลับไปสร้างประวัติศาสตร์การเมืองที่เลวร้ายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
เพราะเชื่อว่าบรรดาคณาจารย์ นักวิชาการ นักกฎหมาย บรรดามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ออกมาแสดงพลังคัดค้านนั้น เป็นการคัดค้านการออกกฎหมายที่ขัดหลักการนิติธรรมเท่านั้น แต่ไม่ได้มุ่งหวังถึงขั้นจะทำลายล้างทางการเมืองใดๆแน่
อย่างการออกมาเดินชูธงของชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนพรึ่บไปทั้งสยามสแควร์
หรืออย่างการที่ในวันที่ 7 พฤศจิกายน ชาวธรรมศาสตร์ รวมตัวกันที่ลานปรีดี แล้วเคลื่อนขบวนไปรัฐสภา แวะประกาศแถลงการณ์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนที่จะยื่นข้อเรียกร้องให้กับวุฒิสภานั้น
ก็เป็นการไปเพื่อทวงสัจจะวาจา ว่าจะคว่ำกฎหมายฉบับนี้จาก ส.ว.เท่านั้น
ไม่ได้เลยเถิดหวังผลทางการเมืองที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนอกระบบแต่อย่างใด
แต่เพียงแค่นี้ก็เป็นบทเรียนราคาแพงแสนแพงสำหรับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลแล้ว!!!
ในวันที่นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องมาแถลงการณ์น้ำตาคลอตา น่าจะสื่อไปยังบรรดานักเชลียร์ภายในพรรคได้รู้สึกตัวบ้างว่าทำสิ่งที่พลาดมหันต์เพียงใด รวมทั้งน่าจะสื่อไปถึงผู้ใหญ่บางคนภายในพรรค ที่แนะนำเรื่องแบบนี้โดยคิดว่าข้าเก่งข้าแน่ทางด้านกฎหมาย ได้หันมาสำนึกเสียทีว่า
ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมหาศาลนั้น มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะมาใช้ข้อกฎหมายกล่าวอ้าง
ไม่ต้องมองความรู้สึกของประชาชนที่หลากหลาย เอาแค่ความรู้สึกของคนเสื้อแดง ที่เคยเป็นมิตรร่วมรบมาด้วยกันกับพรรคเพื่อไทย ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการรัฐประหาร และขั้วอำนาจเดิมมาด้วยกัน
ก็ยังเจ็บปวดใจจนเกินกว่าที่จะรับได้
แม้ในหลักการประชาธิปไตย คนเสื้อแดงยังพร้อมที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หากอำนาจนอกระบบหรือขั้วตรงกันข้ามจะใช้เกมนอกกติกามาล้ม
ในวันที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาประกาศความเจ็บช้ำใจในสิ่งที่มิตรกระทำ ก็ยังยืนยันตลอดว่า แต่หากมีการกระทำใดๆนอกระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้น คนเสื้อแดงก็จะลุกขึ้นสู้เพื่อช่วยปกป้องรัฐบาลอยู่ดี... เพราะนั่นคือหลักการประชาธิปไตย
แต่ก็เช่นกันจะให้รับการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง มันก็เกินกว่าที่หัวใจจะรับไหวจริงๆ
อย่าลืมว่าคนเสื้อแดง หัวใจล้วนมีเลือดมีเนื้อ มีความเจ็บปวดจากภาพความทรงจำที่เลวร้ายในปี 2553 ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางรับได้หากฆาตกรจะลอยนวล!!!
นี่คือความจริงที่สะท้อนออกมาจากปากของแกนนำเสื้อแดง ซึ่งจริงๆหากคนในพรรคเพื่อไทยไม่หน้ามืดตามัว หรือตามืดบอดเพราสำคัญผิดในอำนาจแล้ว... ความรู้สึกของคนเสื้อแดงก็ใช่ว่าจะอ่านยากอะไรเลยสักนิด
ดังนั้นสิ่งที่ไม่เข้าใจก็คือ ในภาวะที่การต่อสู้ระหว่างขั้วอำนาจเก่าที่ต้องการอนุรักษ์ กับอำนาจใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงยังมิได้ยุติเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทำไมจึงได้มีกุนซือ หรือใครก็ตาม เสนอให้มองข้ามความรู้สึกของคนเสื้อแดงเช่นนี้
ยิ่งการถอดรายการของแกนนำคนเสื้อแดงออกจาก เอเชีย อัพ เดท ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า “ยิ่งกว่าโง่”จริงๆ
เพราะอย่างที่คนเสื้อแดงบอกนั่นแหละ เอาคนที่จะพูดความจริงออกไปจากจอ แล้วจะให้ผู้คนไปฟังความจริงจากที่ไหน? หรือจะให้หันไปฟังดราม่าจากช่องบลูสกายแทน
คนทำเรื่องโง่สุดบรรยายครั้งนี้เคยคิดบ้างหรือไม่?
ถ้ามีวิญญาณของความเป็นสื่อที่เข้าใจความคิดเห็นที่แตกต่างของมวลชนสักนิด จะต้องทำเหมือนหนังสือพิมพ์รายวันบางแห่ง ที่รู้กันทั้งประเทศว่า มีนักเขียนที่ยืนข้างเสื้อแดง และนักเขียนที่เป็นเสื้อเหลือง เขียนอยู่ในฉบับเดียวกันได้
แต่นี่กลับมีใครบางคนที่คุ้นเคยกับการทำสิ่งโง่ๆ สิ่งที่อื้อฉาวจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถล่มแหลกมาโดยตลอด ออกมาสั่งการให้ทำอะไรที่ผิดพลาด เพราะเป็นการ“ผลักมิตรให้ถอยห่าง”อย่างไม่น่าให้อภัย
อย่าลืมว่าที่ผ่านมา ขั้วอำนาจเก่าที่จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่กล้าที่จะทำอะไรนั้น ก็เป็นเพราะความกริ่งเกรงที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ยังมีคนเสื้อแดงเป็นมิตรร่วมรบนั่นเอง
แต่กลับมีคนซื่อบื้อ ทำให้คนเสื้อแดงรู้สึกว่าถูกละเลยความรู้สึก ถูกมองข้ามคุณค่า จนกลายเป็นรอยร้าวในใจขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ยินดีปรีดาไชโยโห่ฮิ้วอยู่ในใจสำหรับรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างคนเสื้อแดง กับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลนั้น
ก็คือขั้วตรงกันข้ามนั่นเอง!!!
กรณีของกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง สุดโต่งแบบโง่ๆครั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงก็เตือนมาตลอดว่าให้ระวังนะจะเข้าทางขั้วตรงข้าม ซึ่งที่ผ่านมาทุกม็อบที่จุดไม่ติด ก็เพราะถูกมองว่าไม่มีความชอบธรรม เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์การเมือง
แต่กลายเป็นว่าเวลานี้ พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล กลับไปมอบความชอบธรรมให้กับขั้วตรงข้ามนำมาใช้ทำร้ายตัวเอง
และส่อแววว่า กำลังมองข้ามชอต จะไม่หยุดปลุกกระแสแม้รัฐบาลเพื่อไทยจะยอมถอยร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเจ้าปัญหาก็ตาม แต่จะปลุกกระแสต่อถึงขั้นยกระดับเล่นงานยกตระกูลชินวัตรกันเลยทีเดียว
อย่าคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะอดีตเมื่อครั้ง 14 ตุลา 16 บรรดานักศึกษาที่คิดว่าชนะขั้วอำนาจ สามารถนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทยได้แล้ว ยังถูกทำลายย่อยยับจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19
ขั้วอำนาจอนุรักษ์ในขณะนั้นใช้เวลา 3 ปี ก็ทำลายพลังนักศึกษา และดึงอำนาจกลับมาได้เหมือนเดิม
นั่นคือบทเรียนในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้ว
ครั้งนี้ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงจะเดินซ้ำรอยความผิดพลาดเช่นนั้นอีก
ยังไม่สายที่จะถอย ยังไม่สายที่จะกลับมาจูนกันใหม่กับมิตรร่วมรบ กับคนเสื้อแดง
เลิกฟังนักเชลียร์นักหลบเสียทีเถอะ อย่าลืมภาษิตฝรั่งที่ว่า History repeat itself! เป็นอันขาด
“ถอย” คือ ชนะ.... “ดันทุรัง” พังแน่นอน อย่าลืม
ที่มา.บางกอกทูเดย์
-------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น