ไม่ได้เหนือความคาดหมายที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำต้านระบอบทักษิณ จะประกาศเผด็จศึกให้ได้ภายในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคมนี้ให้ได้ เพราะเชื่อว่าคนที่ระดมมาจากภาคใต้และคนกรุงเทพฯ จะออกมาเป็นแสนอีกครั้ง หลังจากวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งมีประชาชาทั้งที่ระดมจากภาคใต้และคนกรุงเทพฯมาร่วมเป็นแสน แต่ก็ ไม่สามารถกดดันจนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกลาโหมให้ลาออกไม่ได้
นายสุเทพและแกนนำจึงต้องเปลี่ยนมาใข้ยุทธวิธีดาวกระจายอย่างที่พันธมิตรเสื้อเหลืองเคยใช้ แต่เพิ่มระดับความรุนแรงเป็นการยึดกระทรวงและศาลากลางจัหงวัด เพื่อให้เป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าได้ยึดอำนาจบริหารจากรัฐบาลแล้ว
แต่เมื่อรัฐบาลไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงใดๆ เพื่อไม่ให้นายสเทพนำไปใช้ปลุกระดมยกระดับให้ประชาชนโกรธแค้นและออกมามากยิ่งขึ้น
นายสุเทพจึงไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ จากรัฐบาล เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่ชี้ชะตานายสุเทพเช่นกันว่าจะแพ้หรือชนะ การทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” พร้อมๆ กับการเพิ่มระดับความรุนแรงด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาลที่เป็นศูนย์อำนาจของรัฐบาลจึงเป็นมาตรการเผด็จศึก เช่นเดียวกับที่พันธมิตรเสื้อเหลืองทำมาแล้ว
จึงไม่แปลกที่การประกาศตั้งเป็น “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)” จะมีบรรดาแกนนำที่เปิดตัวบนเวทีล้วนเป็นแกนนำพันธมิตรเสื้อเหลืองที่เคยเคลื่อนไหว แม้นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือน.ต.ประสงค์สุ่นศิริ ฯลฯ จะไม่ขึ้นบนเวที แต่ก็รู้ดีว่ามีส่วนสำคัญในการวางแผนและติดต่อกับผู้มีอำนาจที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ข้อเสนอทางออกมากมายของนักวิชาการไม่ว่าจะเอียงไปข้างไหน หรือกลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ จึงไม่มีความหมายขณะนี้ เพราะสถานการณ์ถึงจุดแตกหักแล้ว
ถ้ารัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรง ม็อบก็จะเข้ายึดสถานที่สำคัญ รวมทั้งทำเนียบรัฐบาลได้ แต่ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม นายสุเทพและแกนนำก็จะถูกนำไปขยายผลเพื่อประณามรัฐบาลว่าขาดความชอบธรรมและกดดันให้กองทัพออกมา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน หรือโดยใครก็ตาม เพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองและเข้ากับแผนของแผนของนายสุเทพที่จะให้มีการจัดตั้งสภาประชาชน เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ
สถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลจึงมีแต่นับถอยหลัง เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ไม่มั่นใจว่ากองทัพจะออกมาเผชิญหน้ากับประชาชนหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าเบื้องหลังของอำนาจยังมีคนที่มีอำนาจ (หน้าเดิมๆ) อยู่เบื้องหลังซึ่งทุกฝ่ายทราบดี
สถานการณ์วันนี้จึงจบแน่ แต่จะจบอย่างไรนั้น บ้านเมืองก็มีแต่หายนะ ไม่ว่าจะถอยหลังเข้าคลองหรือตกเหวไปเลย
เพราะกลียุคเกิดขึ้นแล้ว เมื่อบ้านเมืองไม่มีกฎกติกา นอกจากกฏกติกของพวกกูเท่านั้น !
ที่มา.นสพ.โลกวันนี้
-------------------------------
นายสุเทพและแกนนำจึงต้องเปลี่ยนมาใข้ยุทธวิธีดาวกระจายอย่างที่พันธมิตรเสื้อเหลืองเคยใช้ แต่เพิ่มระดับความรุนแรงเป็นการยึดกระทรวงและศาลากลางจัหงวัด เพื่อให้เป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าได้ยึดอำนาจบริหารจากรัฐบาลแล้ว
แต่เมื่อรัฐบาลไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงใดๆ เพื่อไม่ให้นายสเทพนำไปใช้ปลุกระดมยกระดับให้ประชาชนโกรธแค้นและออกมามากยิ่งขึ้น
นายสุเทพจึงไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ จากรัฐบาล เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่ชี้ชะตานายสุเทพเช่นกันว่าจะแพ้หรือชนะ การทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” พร้อมๆ กับการเพิ่มระดับความรุนแรงด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาลที่เป็นศูนย์อำนาจของรัฐบาลจึงเป็นมาตรการเผด็จศึก เช่นเดียวกับที่พันธมิตรเสื้อเหลืองทำมาแล้ว
จึงไม่แปลกที่การประกาศตั้งเป็น “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)” จะมีบรรดาแกนนำที่เปิดตัวบนเวทีล้วนเป็นแกนนำพันธมิตรเสื้อเหลืองที่เคยเคลื่อนไหว แม้นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือน.ต.ประสงค์สุ่นศิริ ฯลฯ จะไม่ขึ้นบนเวที แต่ก็รู้ดีว่ามีส่วนสำคัญในการวางแผนและติดต่อกับผู้มีอำนาจที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ข้อเสนอทางออกมากมายของนักวิชาการไม่ว่าจะเอียงไปข้างไหน หรือกลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ จึงไม่มีความหมายขณะนี้ เพราะสถานการณ์ถึงจุดแตกหักแล้ว
ถ้ารัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรง ม็อบก็จะเข้ายึดสถานที่สำคัญ รวมทั้งทำเนียบรัฐบาลได้ แต่ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม นายสุเทพและแกนนำก็จะถูกนำไปขยายผลเพื่อประณามรัฐบาลว่าขาดความชอบธรรมและกดดันให้กองทัพออกมา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน หรือโดยใครก็ตาม เพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองและเข้ากับแผนของแผนของนายสุเทพที่จะให้มีการจัดตั้งสภาประชาชน เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ
สถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลจึงมีแต่นับถอยหลัง เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ไม่มั่นใจว่ากองทัพจะออกมาเผชิญหน้ากับประชาชนหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าเบื้องหลังของอำนาจยังมีคนที่มีอำนาจ (หน้าเดิมๆ) อยู่เบื้องหลังซึ่งทุกฝ่ายทราบดี
สถานการณ์วันนี้จึงจบแน่ แต่จะจบอย่างไรนั้น บ้านเมืองก็มีแต่หายนะ ไม่ว่าจะถอยหลังเข้าคลองหรือตกเหวไปเลย
เพราะกลียุคเกิดขึ้นแล้ว เมื่อบ้านเมืองไม่มีกฎกติกา นอกจากกฏกติกของพวกกูเท่านั้น !
ที่มา.นสพ.โลกวันนี้
-------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น