--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การส่งตัวนายบูท และราคาที่สหรัฐต้องจ่ายให้กับรัฐบาลไทย


วิคเตอร์ บูท กำลังจะถูกส่งตัวจากเรือนจำในกรุงเทพมหานครไปยังสหรัฐอเมริกาโดยเครื่องบินเจ็ทชนิดพิเศษ หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่าสหรัฐได้ตกลงอย่างลับๆอะไรกับรัฐบาลไทยบ้าง เพื่อขอให้ทางการไทยส่งตัวนายบูทไปยังสหรัฐ

หากพิจารณาตามข้อมูลจะพบว่า การส่งตัวนายบูทไปยังสหรัฐนั้นเมีความสำคัญต่อรัฐบาลสหรัฐมาก  อาชีพของนายบูททำให้นายบูทเป็นแหล่งข่าวที่ดีเกี่ยวเรื่องการค้าอาวุธของรัฐบาลรัสเซียทั่วโลก  ซึ่งเพิ่มความสำคัญต่อการส่งตัวนายบูทมากขึ้น นักข่าว นาย Douglas Farah ได้กล่าวเกี่ยวกับกรณีของนายบูทว่า “นายบูทอาจสามารถให้ข้อมูลเครือข่ายการค้าอาวุธของรัสเซียกับกองกำลังเคลื่อนไหวอาวุธจิฮาดิ ในโซมาเลียและเยเมน รวมถึงข้อมูลข่าวกรองทางการทหารและรายละเอียดสายบังคับบัญชาการของกองทัพในรัสเซีย รวมถึงผลประโยชน์ที่รัสเซียมีต่อเวเนซูเอล่า อิหร่านและที่อื่นๆ แม้ว่านายบูทจะมีอายุเพียงแค่ 43ปี แต่ฐานข้อมูลของเขาอาจสามารถย้อนกลับไปได้ถึง 20ปี และอาจจะสามารถขยายข้อมูลไป
ถึงนโยบายของรัฐบาลรัสเซียต่อประเทศอื่นๆทั่วโลก”



และสิ่งสำคัญที่สุดคือ หากนายบูทยอมเจรจาต่อรองกับสหรัฐ นายบูทอาจให้ข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของรองนายกรัฐมนตรีไอกอร์ เซซิ่น และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการส่งตัวนายบูทเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แน่นอนไม่มีอะไรประกันว่านายบูทจะยอมเปิดปากพูด นายบูทอาจจะปิดปากเงียบและปฎิเสธจะให้ข้อมูล เพราะรัฐบาลรัสเซียเอามีดจ่อคอหอยครอบครัวนายบูทอยู่  และเราไม่ควรจะมองข้ามผลประโยชน์ของนายโอบามาที่อาจจะมีการ“ตัดสินใจใหม่” โดยการส่งตัวนายบูทกลับรัสเซียแบบมีการ “แลกเปลี่ยนสายลับ” อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลไทยได้เจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อันมหาศาลกับสหรัฐ และปฏิเสธข้อเสนออย่างงามจากรัสเซีย เพื่อรับรองการส่งตัวนายบูทไปยังสหรัฐ รัฐบาลไทยกลายเป็นนักต่อรองที่กระตือรือร้น เพราะถูกกดดันจากประชาคมโลกเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้อำนาจเด็ดขาดของรัฐที่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลไทยคิดว่าทีความจำเป็นที่จะต้องซื้อเสียงสนับสนุนจากสหรัฐในทุกวิถีทาง แม้ว่าข้อเสนอของรัสเซียจะดีแค่ไหน หรือรัสเซียจะข่มขู่ไทยอย่างไรก็ตาม คำถามคือ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ผลประโยชน์อะไรจากข้อตกลงนี้ และข้อตกลงดังกล่าวมีผลประโยชน์ทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อสหรัฐอย่างไร?

ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ รัฐบาลสหรัฐอาจนำยุทธศาสตร์สงครามเย็นกลับมาใช้ใหม่  โดยหากรัฐบาลไทยสนับสนุนผลประโยชน์ของสหรัฐ  รัฐบาลสหรัฐก็จะให้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนโดยอนุญาตให้รัฐบาลไทยทำอะไรก็ได้ในประเทศตัวเอง ดูอย่างช่วงยุค 50, 60 และ 70 ที่สหรัฐ “อนุญาต” ให้เผด็จการโหดเหี้ยมอย่างสฤษดิ์ ธนรัชต์ และถนอม กิตติขจรปฏิบัติต่อประชาชนไทยอย่างป่าเถื่อน สหรัฐให้การช่วยเหลือรัฐบาลไทยอย่างลับๆในการสังหารหมู่ในปี 2516 และ 2519 ส่งเสริมกลุ่มกองกำลังที่ต่อต้าน ทรมานและสังหารคอมมิวนิสต์ รวมถึงรัฐประหารหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือการไม่วิพากษ์วิจารณ์การกระทำดังกล่าว

นับตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่กรุงเทพมหานครในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีนี้ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90ราย รัฐประหารปี 2549 ตามมาด้วยการปิดปังข้อมูลข่าวสารอันมหาศาล และการคุมขังนักโทษทางการเมืองหลายร้อยคนของรัฐบาลไทย  รัฐบาลสหรัฐแทบจะไม่เคยตำหนิรัฐบาลไทยอย่างชัดแจ้งเลย เราคาดว่าในจุดนี้ รัฐบาลสหรัฐคงจะไม่เปลี่ยนท่าทีง่ายๆ และในขณะที่รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องเสรีภาพในพม่า แต่กลับหาทางที่จะลิดรอนเสรีภาพในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผลประโยชน์ที่ซับซ้องเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น