‘มาร์ค-เทือก’... สามวาสองศอก
แม้ว่า คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการถือหุ้นของ ส.ส. และ ส.ว. ที่สุดท้ายมีผู้ที่ถูกเชือดแค่หยิบมือเดียว
เพราะคำวินิจฉัยให้ ส.ส. 6 รายพ้นสมาชิกภาพ ประกอบด้วย 1. นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ 2. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา และ รมช.คมนาคม 3. นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน 4. ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 5. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และ รมช.มหาดไทย และ 6. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
เนื่องจากขณะถือครองหุ้นทั้งหมดมีสถานะเป็น ส.ส. แล้ว
ส่วน 22 ส.ส.-16 ส.ว. โล่งอกเก้าอี้ยังอยู่เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่าการถือหุ้นมาก่อนได้รับตำแหน่ง จะต้องถือว่าไม่ผิดกติกา
ดูแล้วก็ไม่น่ามีอะไร 6 ส.ส.ที่พ้นสภาพก็แค่มาลงเลือกตั้งใหม่ก็จบ เพราะไม่มีบทลงโทษอย่างอื่น ไม่มีการตัดสิทธิ์
แต่ปัญหาที่ไม่น่ามีก็ยังมีจนได้ เมื่อนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา นั้นมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วย
หากลงสมัครเลือกตั้งทั้งๆที่ยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่งามแน่ เพราะคนเป็นรัฐมนตรี ไว่าอย่างไรก็มีอำนาจบริหารอยู่ในมือ มีผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งกระทรวง ที่สำคัญมีงบราชการอยู่ในมือด้วย
มองมุมไหนก็ต้องได้เปรียบคู่แข่งขันในสนามเลือกตั้งแน่นอน กระแสสังคมจึงเห็นว่าสมควรที่ทั้งคู่จะต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเสียก่อน แล้วจึงค่อยไปลงสมัครรับเลือกตั้ง
ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไร เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ต้องลาออกมาก่อนที่จะลงเลือกตั้งซ่อมที่สุราษฎร์ธานีมาแล้วเช่นกัน
แต่ที่เป็นเรื่องก็เพราะ ดันมีกองเชียร์ กองหนุน มากระชุ่นว่านายบุญจงไม่จำเป็นต้องลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับไว้
งานนี้แม้ว่านายบุญจงจะยังไม่ตัดสินใจว่าจะทำตามคำแนะนำที่ว่าหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคำถามเรื่อง “จริยธรรม”ดังกระฉ่อน ไปแล้ว
โดนกันระนาว ไล่ตั้งแต่นายบุญจง ไปยันผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย และแน่นอนว่าลามไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยเต็มๆ
อย่างเช่นนายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน คนสนิท ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณี นายบุญจง อาจจะไม่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อไปลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครราชสีมา เขต 6 ว่า ยิ่งนายบุญจง เกาะเก้าอี้แน่นอย่างนี้ยิ่งถูกคู่แข่งโจมตีง่าย ว่ากลัวจะแพ้เลือกตั้งจึงไม่ยอมลาออก เพราะกลัวว่าจะหลุดทั้ง 2 ตำแหน่ง
เนื่องจากถูกจองกฐินเยอะ ทั้งจากบรรดาผู้รับเหมา ข้าราชการ และผู้นำท้องถิ่น ที่ไม่พอใจการบริหารงาน ถึงแม้จะทุ่มเทงบประมาณลงไปในพื้นที่เยอะ แต่ก็ไม่ได้ใจชาวบ้าน เพราะมีกระแสข่าวเรื่องทุจริตการรับเหมาในโครงการต่างๆหนาหู
ดังนั้นจึงอยากรู้เหมือนกันว่านายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจอย่างไร???
เพราะกรณีของนายสุเทพ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จะไปลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี ยังให้ลาออกจากตำแหน่งก่อน ทั้งที่ไม่ได้โดนคำพิพากษาของศาล แต่กรณีนายบุญจงถือว่าขาดคุณสมบัติไปแล้ว นายกฯจะปกป้องคนที่ขาดคุณสมบัติเพื่อเอาใจพรรคร่วมหรือ!!!
ที่สุดจะกลายเป็นอนุสาวรีย์เน่าๆของครม.อภิสิทธิ์ 5 ??
“กระแสในพื้นที่ขณะนี้ไม่ถือว่า นายบุญจง ได้เปรียบ และยิ่งถ้าพรรคเพื่อไทยจับมือกับกลุ่ม 3 พี บวกกับ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา นายบุญจง สาหัสแน่ เพราะการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาก็แพ้ นายมีชัย จิตต์พิพัฒน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา เขต 6 พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้ได้ย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย มาแล้ว ซึ่งอยู่ที่ทางผู้ใหญ่จะได้พูดคุยกันต่อไปว่าจะเอาอย่างไร”นายอนุวัฒน์กล่าว
ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงข้อวิจารณ์ว่ากลุ่มโคราชจับมือกับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำรวมชาติพัฒนา เพื่อคว่ำพรรคภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครราชสีมา ว่า ในทางการเมืองคงจะฮั้วกันไม่ได้ แม้ว่าโดยส่วนตัวอยากให้พื้นที่ จ.นครราชสีมา เกิดความสมานฉันท์ปรองดอง
แต่จะไม่คุยกันในเรื่องแบบนี้ ส่วนการส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะมีการประชุมกันในสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพรรคไม่ได้เตรียมบุคลากรไว้รอเลือกตั้งซ่อม เพราะผู้สมัครเดิมของพรรค ได้ย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่าถึงความคืบหน้าการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมว่า ในวันอังคารที่ 9 พ.ย.นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อขอมติว่าจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมกี่เขตและใครบ้าง
ส่วนกระแสข่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมขอร้องให้พรรคเพื่อแผ่นดิน งดส่งผู้สมัครนั้น นายชาญชัย กล่าวว่า “ข่าวลือก็คือข่าวลือ ต้องฟังหูไว้หู ทุกอย่างพรรคจะเป็นผู้ตัดสินใจ”
นายนิคม ไวยรัชพาณิช รองประธานวุฒิสภา กล่าวว่าหาก นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส. ก็ควรลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี จะปฏิเสธผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นไม่ได้
และเสี่ยงที่จะได้ใบเหลืองหรือใบแดงหากคู่แข่งนำไปเป็นประเด็นร้องเรียนต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ดังนั้นการลาออกจึงดีที่สุด
หากหลังการเลือกตั้ง ผลปรากฏว่าชนะคู่แข่งแล้วกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ วิธีนี้จะเรียกศรัทธาจากประชาชนให้กับคืนมาสู่พรรคการเมืองได้
ดังนั้นจึงคิดว่าควรยึดมาตรฐานที่นายสุเทพ ทำไว้ เพราะเป็นบรรทัดฐานด้านจริยธรรมของนักการเมือง ที่ประเทศไทยและคนไทยต้องการ
สำหรับมาตรฐานทางจริยธรรมนักการเมือง หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นส.ส.นั้น ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กำหนดบท ลงโทษที่ชัดเจนหรือไม่ นายนิคมมองว่า จะมัวมาแก้รัฐธรรมนูญทำไม อยู่ที่คนปฏิบัตินั้นแหละ
“แม้กฎหมายไม่ได้กำหนด แต่หากนักการเมืองมีจิตสำนึกก็คิดได้เอง ถึงแก้รัฐธรรมนูญไป แต่คนไม่นำไปปฏิบัติ ก็เสียเปล่า”
ในขณะที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนกรานว่าเป็นเรื่องที่นายบุญจงจะต้องพิจารณาเองว่าควรที่จะดำเนินการอย่างไร
แต่ในวันที่ 9 พ.ย.นี้ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จะช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงพิจารณาตัวผู้สมัครด้วย
อย่างไรก็ตามการไม่ลาออกจากตำแหน่งก็ไม่ได้ขัดกับกฎหมาย
ส่วนว่าถ้าจะพูดเรื่องจริยธรรม ก็เป็นเรื่องที่พูดยากและน่าหนักใจแทนนายบุญจง!!!
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำให้เห็นแล้วในกรณีของนายสุเทพ ที่ลาออกไปเมื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้ง
ส่วนการที่พรรคภูมิใจไทย อ้างว่าไม่สามารถใช้บรรทัดฐานเดียวกันได้นั้น ยืนยันว่าบรรทัดฐานการเมืองควรจะเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน
และจะไปเทียบเคียงกับเวลาที่เป็นการยุบสภาคงไม่ได้เพราะเวลาที่ยุบสภาที่เป็นลักษณะของการรักษาการ คือโดยสภาพตามธรรมชาติและก็มีบทบัญญัติรองรับไว้ไม่ให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจเต็มที่ เพราะ กกต.จะต้องเข้ามาดูเรื่องงบประมาณ การโยกย้ายและการแต่งตั้ง
ส่วนที่ว่าแม้นายกฯส่งสัญญาณมาอย่างนี้ แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทย ตอบกลับไม่ตรงกับสัญญาณที่ให้ไปจะทำอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปสมมุติ เพราะได้มอบให้นายสุเทพไปคุยอยู่ บอกไปเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ซึ่งนายสุเทพบอกว่าจะไปคุยให้เร็วที่สุด
ปัญหาก็เลยกลายมาเป็นประเด็นงานเข้าที่นายสุเทพไปในทันที
เพราะนายสุเทพ ได้มีการให้สัมภาษณ์ว่ากรณีของนายบุญจง กับ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม ไม่มีรัฐธรรมนูญกำหนด
พูดง่ายๆก็คือพูดอ้างในลักษณะที่สอดคล้องเป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนกับพรรคภูมิใจไทย นั่นคือรัฐมนตรีรักษาการยังลงสมัครได้โดยไม่ต้องลาออก
เมื่อถูกจี้ในเรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ ก็ยืนยันว่าได้คุยกับนายสุเทพแล้ว นายสุเทพอ้างว่าไม่ได้พูดอย่างที่เป็นข่าว
“ท่านบอกผมไม่ได้พูดอย่างนั้นหรอก”
เลยเจรายการยืนยันว่านายสุเทพให้สัมภาษณ์แบบนั้นจริงๆ แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงยืนกรานว่า
“ก็ท่านบอกผมว่าท่านไม่ได้พูดอย่างนั้น”
งานนี้ได้เห็นอาการที่ออกมาแล้ว บอกได้แค่ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์คลอนแคลนเต็มที ไม่เช่นนั้นคงไม่ปล่อยให้เกิดภาพเช่นนี้หลุดออกมาแน่
ที่มา.บางกอกทูเดย์
**************************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น