--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เสื้อแดงไม่ต้านศาลรธน.ระบุทำกันจนชินชามุ่งรื้อยุติธรรมทั้งระบบ

รักษาการประธาน นปช. ระบุจะไม่เคลื่อนไหวคัดค้านคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญที่ลงมติ 4 ต่อ 3 เสียง ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีรับเงินบริจาค 258 ล้านบาทผิดกฎหมาย เผยคนเสื้อแดงเริ่มตายด้านกับเรื่องเหล่านี้เพราะทำกันจนชิน ประกาศเป้าหมายมุ่งรื้อกระบวนการยุติธรรมใหม่ทั้งระบบ ชี้ประเทศไทยมีทางเลือกแค่ 2 ทางคือ ฆ่ากันให้ตายไปข้าง กับทบทวนบทเรียนหาทางออกร่วมกัน ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจจะเลือกทางไหน โฆษกอัยการโยนประธาน กกต. ยึกยักไม่ยืนยันความเห็นยุบประชาธิปัตย์จนเป็นเหตุให้ศาลยกคำร้อง โฆษกเพื่อไทยเหน็บพรรคเทวดาทำอะไรก็ไม่ผิด

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีที่อัยการยื่นฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีรับเงินบริจาค 258 ล้านบาท จากบริษัทบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อใช้ในการเลือกตั้งในปี 2548

ศาล รธน. มีมติ 4 ต่อ 3 ยกคำร้องยุบ ปชป.

ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ธ.ค. เป็นการนัดพร้อมคู่ความในคดีครั้งแรก แต่ตุลาการศาลรัฐธรรนูญได้พิพากษาคดีทันที โดยมีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการผิดขั้นตอนที่ไม่ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นยุบพรรคก่อน (รายรายละเอียดคำวินิจฉัยได้ที่หน้า 05 A)

“จรัญ” นำทีมเป็นเสียงข้างมาก

สำหรับคดีนี้มีตุลาการเป็นองค์คณะพิจารณาคดี 7 คน เสียงข้างมาก 4 เสียงที่ให้ยกคำร้องประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล, นายจรูญ อินทจาร, นายนุรักษ์ มาประณีต และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ เสียงข้างน้อย 3 เสียง ประกอบด้วย นายชัช ชลวร, นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ซึ่งนายอนุศักดิ์เคยเป็นเสียงข้างมากในคดียุบพรรค 29 ล้านบาท มาก่อน

อัยการแจงไม่มีโอกาสคัดค้าน

นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ยืนยันว่า อัยการทำงานเต็มที่แล้ว เมื่อศาลยกคำร้องก็ต้องยอมรับ อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อน ในส่วนนี้อัยการไม่มีโอกาสได้คัดค้านเพราะไม่สามารถยื่นเรื่องประกบได้ ทั้งนี้ ศาลมีสิทธิที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

โยนประธาน กกต. ต้นเหตุยกคำร้อง

“หากจำกันได้คดีนี้ตอนแรกอัยการมีความเห็นไม่ส่งฟ้องเพราะไม่แน่ใจว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์มาก่อนที่จะส่งเรื่องถึงอัยการหรือไม่ ต่อมานายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง ทำเรื่องมาถึงอัยการให้ส่งฟ้องศาล จึงถือว่าหนังสือดังกล่าวเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และอัยการก็มีการถกกันเรื่องนี้อีก โดยถามว่านายอภิชาตมีความเห็นชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิชาตไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้ อัยการจึงถือว่าหนังสือที่นายอภิชาตส่งมาให้ก่อนหน้านี้เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยื่นฟ้องคดีต่อศาล” นายธนพิชญ์กล่าว

ยื่นฟ้องใหม่ไม่ได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถกลับไปทำความเห็นเพื่อยื่นฟ้องคดีใหม่ได้หรือไม่ โฆษก อสส. กล่าวว่า คงไม่ได้เพราะถือว่าขั้นตอนสิ้นสุดแล้ว เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับคำตัดสินของศาล

นายณรงค์เดช สุระโฆษิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากดูจากคดี 29 ล้านบาทที่ศาลยกคำร้อง คดี 258 ล้านบาทที่ยกคำร้องก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย

นักวิชาการชี้น่าจะยื่นฟ้องใหม่ได้

“เมื่อศาลบอกว่าการดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ดังนั้น การกลับไปทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนแล้วยื่นฟ้องใหม่น่าจะทำได้ เพราะศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล แต่สำหรับคดี 29 ล้านบาท ฟ้องซ้ำไม่ได้เพราะคำวินิจฉัยข้อที่ 2 ได้ปิดช่องไปแล้ว” นายณรงค์เดชกล่าว

รศ.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ เชื่อว่าผลการตัดสินที่ออกมาจะไม่ทำให้คนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวจนเกิดความรุนแรง เป้าหมายของคนเสื้อแดงตอนนี้คือการเคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยใช้คำวินิจฉัยของศาลไปแจ้งกับประชาชนเพื่อให้มีความรู้สึกว่ามี 2 มาตรฐานเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม การจุดประเด็นเรื่อง 2 มาตรฐานคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองมาก อย่างมากแค่ลดความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ลงได้บ้างเท่านั้น

“มาร์ค” ให้ประชาชนศึกษาคำวินิจฉัย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ตุลาการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตัวในคดี 29 ล้านบาท เพราะจะทำให้ประชาชนที่สนใจมีความเข้าใจมากขึ้นว่าศาลได้พิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก่อนตัดสินว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา

ส่วนกรณีที่จะมีการนำคำวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างน้อยที่ให้ยุบพรรคไปขยายผลทางการเมืองหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องมีอยู่แล้ว เมื่อเสียงไม่เอกฉันท์ก็ต้องเป็นแบบนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตามกติกาเรายึดตามเสียงข้างมาก

โทร.ยินดี “ชวน” ทำงานสำเร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังรับทราบผลคดี 258 ล้านบาท ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกคำร้อง นายอภิสิทธิ์ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมทนายต่อสู้คดียุบพรรค

ด้านนายชวนกล่าวว่า ถือว่าหมดภารกิจของทีมกฎหมายแล้ว ส่วนจะมีการยื่นยุบพรรคเพื่อไทยที่ฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องของพรรคจะพิจารณา แต่ในทีมกฎหมายไม่ได้คุยกันเรื่องนี้

ความเห็นนายทะเบียนเป็นสาระสำคัญ

นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ หนึ่งในทีมทนายต่อสู้คดียุบพรรค กล่าวว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ได้ทำความเห็นให้ยุบพรรคก่อส่งอัยการฟ้องศาลถือเป็นสาระสำคัญของกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเปิดการไต่สวนเพราะดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน

“กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 94-95 เขียนชัดอยู่แล้วว่าทนายทะเบียนต้องทำความเห็นก่อนเสนออัยการยื่นฟ้องศาล เมื่อขั้นตอนไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องอื่น”

นปช. เสียดายไม่ตัดสินข้อเท็จจริง

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยา นพ.เหวง โตจิราการ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวว่า คำตัดสินของศาลเป็นไปตามความคาดหมายว่าจะเหมือนกับคดี 29 ล้านบาท แต่ถ้าตนเป็นพรรคประชาธิปัตย์จะดีใจมากกว่าหากศาลตัดสินตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่เทคนิคกฎหมาย เพราะหากมุ่งเรื่องข้อกฎหมายโดยละเลยข้อเท็จจริงทำให้เกิดข้อครหาเรื่อง 2 มาตรฐาน

ไม่เคลื่อนไหวต้านเพราะเริ่มชินชา

“คนเสื้อแดงกำลังตายด้านกับเรื่องเหล่านี้เพราะเกิดบ่อยจนชิน หลายคนอาจคิดว่าคนเสื้อแดงต้องโกรธ ต้องออกมาต่อต้าน เราไม่รู้จะทำทำไมเพราะที่ผ่านมาโดนกระทำมามากกว่านี้อีก และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยตรงกับคนเสื้อแดง คนที่เคยเจ็บกับเรื่องหนักพอมาเจอเรื่องเบาๆก็ไม่รู้สึกอะไร” นางธิดากล่าวพร้อมยืนยันว่า คนเสื้อแดงจะไม่ออกไปเคลื่อนไหวต่อต้านคำตัดสินของศาล แต่จะเคลื่อนไหวเพื่อทวงถามความยุติธรรมทั้งระบบ และอยากฝากเตือนไปยังคนที่มองว่าเสื้อแดงเป็นศัตรูด้วยว่าอย่าทำอะไรให้พวกเราสะสมความโกรธแค้นให้มากนัก เพราะแค่นี้บ้านเมืองก็มีปัญหามากอยู่แล้ว

ชี้บ้านเมืองมีทางเลือกแค่ 2 ทาง

นางธิดากล่าวอีกว่า บ้านเมืองหลังจากนี้มีทางเลือกแค่ 2 ทางคือ 1.แต่ละฝ่ายนำบทเรียนในอดีตมาพิจารณาแล้วร่วมกันมองไปข้างหน้าว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร หรือ 2.ต้องฆ่ากันตายไปข้างหนึ่ง หากยังตายไม่หมดก็ฆ่ากันต่อไป บ้านเมืองจะไปทิศทางใดขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจจะเลือก

“ถ้าเขายอมรับความเป็นจริงและคิดว่าจะเดินหน้าไปอย่างไรก็ถือว่าดี แต่หากคิดว่าต้องฆ่าให้หมด ต้องขังให้หมด รับรองได้ปัญหานี้ไม่มีวันจบสิ้น” รักษาการประธาน นปช. กล่าว

เพื่อไทยขอศึกษาคำวินิจฉัยก่อน

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน และคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 คดี สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น วุฒิสภาและภาคประชาชนจะต้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะดูข้อกฎหมายว่าสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า น่าเสียดายที่ศาลเลือกยกคำร้อง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองจากข้อกล่าวหาที่เป็นข้อเท็จจริงของคดี

แขวะพรรคเทวดาทำอะไรไม่ผิด

“พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นพรรคการเมืองที่โชคดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะรอดพ้นจากการยุบพรรคมาทุกครั้ง จึงขอตั้งฉายาให้เป็นพรรคเทวดา” นายพร้อมพงศ์กล่าวและว่า หลัง จากที่ศาลมีคำวินิจฉัยโดยละเอียดออกมาแล้ว ฝ่ายกฎหมายของพรรคจะนำมาศึกษาเพื่อทำสมุดปกขาวให้ประชาชนได้อ่านข้อเท็จจริง

โฆษกพรรคเพื่อไทยยังแนะนำให้นายอภิชาต ในฐานะที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง ออกมาชี้แจงเรื่องการทำความเห็นยุบพรรค เพราะตามข้อกฎหมายไม่ได้ระบุชัดเจนว่านายทะเบียนจะ ต้องทำความเห็นด้วยวิธีใด เพื่อจะได้ไม่ต้องตกเป็นแพะ ส่วนอัยการก็ต้องชี้แจงข้อกฎหมายที่เห็นต่างจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริง

ที่มา.จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

**********************************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น