--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รอดยุบพรรค ไม่รอดวิกฤต

ไม่มีอะไรผิดไปจากความคาดหมาย

กรณีคำตัดสินของศาลรัฐ ธรรมนูญ 4 ต่อ 3 ยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์

ในข้อหารับเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548

ชนะฟาวล์ซ้ำรอยคดี 29 ล้าน

เนื่องจากกระบวนการยื่นคำร้องข้ามขั้นตอน ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ

เหตุเพราะนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่เคยมีความเห็นในคดี

ความผิดพลาดทางเทคนิคจนทำให้คดี 'ตกม้าตาย' ติดกัน 2 ครั้ง

แน่นอนว่าคนที่ 'งานเข้า' ก็คือนายอภิชาต ที่ต้องรับภาระหนักกว่าใครในการตอบคำถามต่อสังคมว่า ทั้งที่เป็นผู้พิพากษาเก่ารู้กฎหมายอย่างดี

แต่ทำไมถึงปล่อยให้เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคซ้ำๆ ซากๆ

คำถามสำคัญคือเป็นความผิดพลาดโดยสุจริต หรือมีเบื้องหลังอื่นแอบแฝง

แล้วก็แน่นอนอีกเช่นกันว่าผู้ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากการที่คดี 29 ล้าน และ 258 ล้านไม่ได้รับการวินิจฉัยให้ถึงที่สุดว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่

คือนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้เชิดหน้าอยู่ในอำนาจต่อไป

ในช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังเข้าสู่โหมดการ 'ยุบสภา' ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นราวต้นปีหน้า

โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีชนวนเหตุอื่นใดทำให้การเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงพลิกผันก่อนกำหนด

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญและกกต. พร้อมใจกันพลีชีพ

อาสาปลดชนวนระเบิดให้จนหมดเกลี้ยง



การรอดสันดอนคดียุบพรรคมาได้ 2 ครั้งติดกัน

เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่า 'ของดี' ที่คอยทำหน้าที่ปกป้องนายกฯ อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์

ช่วยให้หนังเหนียว เป็นอมตะ ฟันแทงไม่เข้ามาตั้งแต่เหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค.

จนถึงปัจจุบันยังแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ไม่หยุดหย่อน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดตั้งแต่ชนะฟาวล์คดี 29 ล้านเป็นต้นมา

ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์จะมีความมั่นใจในการเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป

โดยไม่สะทกสะท้านต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เกี่ยวกับคำตัดสินคดี

และเมื่อผ่านด่านคดี 258 ล้านมาได้ในจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลกำลังจะบริหารประเทศใกล้ครบ 2 ปีเต็มวันที่ 17 ธ.ค.นี้

ความมั่นใจยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า

นายกฯ อภิสิทธิ์ ทยอยปล่อยนโยบายประชานิยมออกมาชุดใหญ่

ไม่ว่าการแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบครบวงจร แก้หนี้สินครัวเรือน ครู เกษตรกร หนี้สิน กองทุนหมู่บ้าน อันเป็นผลพวงความล้มเหลวของประชานิยมยุค 'ทักษิณ'

สร้างความมั่นคงด้านรายได้และลดภาระค่าครองชีพ ต่อยอดโครงการอุดหนุนด้านสาธารณูปโภค ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ฟรี

แก้ปัญหาราคาเนื้อไก่ เนื้อหมู และไข่อย่างถาวร ลดราคาก๊าซหุงต้มและแผนลดราคาเบนซิน-ดีเซล

ขยายระบบประกันสังคมครอบคลุม 6 กลุ่มอาชีพ ตั้งแต่คนขับสามล้อ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไปจนถึงคนกลางคืน แรงงานก่อสร้าง

บวกกับโครงการประชานิยมที่ทำไปแล้วในรอบ 2 ปี

อาทิ โครงการเรียนฟรี 15 ปี บัตรประชาชนรักษาทุกโรค เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยอาสาสมัครหมู่บ้าน การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เช็คช่วยชาติ 2 พันบาท ประกันราคาพืชผลการเกษตร

ฉายา 'ซานต้ามาร์ค' จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย

แต่ขณะเดียวกันนิสัย 'เหยียบบ่า' เพื่อนก็ยังเป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย

อย่างเรื่องขึ้นเงินเดือน อบต. พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ยอมให้พรรคภูมิใจไทยได้หน้าไปคนเดียว

นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องออกมาติดเบรก พร้อมฉวยโอกาสโหมประโคมการขึ้นเงินเดือนข้าราชการเดือนเม.ย.ปีหน้าที่รัฐบาลอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว

หรืออย่างกรณีการแก้ปัญหาบัตรสมาร์ทการ์ด ที่คู่กรณีคือมหาดไทยกับไอซีที

ถึงกับทำให้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต้องตัดพ้อดังๆ ผ่านสื่อ

นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่มีน้ำใจนักกีฬา



ผลจากการที่ประชาธิปัตย์เอาตัวรอดจากคดียุบพรรคมาได้ถึงสองครั้งสองครา

ยังถือเป็นสัญญาณเตือนถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ให้รู้กันไว้ก่อนว่า

นาทีนี้พรรคประชาธิปัตย์สามารถคุมเกมอำนาจในประเทศไว้ได้ทั้งหมด

โครงการประชานิยมที่เตรียมปล่อยออกมาล็อตใหญ่ โดยไม่สนใจเสียงท้วงติงนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่มองเป็นเพียงนโยบายฉาบฉวย ทำง่าย ได้เสียงเร็ว

รวมถึงการเตะตัดขาพรรคร่วมด้วยกันเอง มุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวลือเริ่มโหมกระพือขึ้นมาอีกระลอกว่า

พรรคแกนนำจ้องหาทางดึงกระทรวงมหาดไทยมาดูแลเองก่อนการยุบสภา

เพื่อวางรากฐานปูทางไปสู่ชัย ชนะศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

โดยมีผลเลือกตั้งซ่อมส.ส. 5 เขต 5 จังหวัดวันอาทิตย์นี้ เป็นบททดสอบกระแสเบื้องต้นโดยเฉพาะสนามภาคอีสาน

เพื่อนำมาปรับเกมหาจุดแข็ง-จุดอ่อนรอรับศึกใหญ่

รวมไปถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีนัดเดินทางเข้าสหรัฐ ตามคำเชิญคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป หรือซีเอสซีอี

เพื่อชี้แจงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยช่วงการสลายม็อบเสื้อแเดงเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา

จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาล อภิสิทธิ์ เก่งแต่ในบ้านจริงหรือไม่

ขณะเดียวกันคดี 91 ศพที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ยังเคลียร์ไม่ได้

กับสำนวนการสอบสวนดีเอสไอ ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงนำมาเปิดเผย และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ก็ยอมรับว่าเป็นข้อมูลของจริง

เริ่มทำให้เห็นโฉมหน้าลางๆ ของมือสังหารประชาชนตัวจริง

ตรงนี้เองถึงแม้ นายกฯ อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ จะเอาตัวรอดจากคดียุบพรรคมาได้ พร้อมลุยเปิดเกมประชานิยมฉบับ 'ซานต้ามาร์ค'

เกาะกุมความได้เปรียบทุกด้านเดินหน้าสู่การ ยุบสภา

ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง กลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลโดยมีพรรคร่วมรัฐบาลหน้าเดิมๆ เข้าร่วม

แต่ประเทศชาติยังหาทางออกจากวิกฤตขัดแย้งไม่เจออยู่ดี


ที่มา.ข่าวสดรายวัน
*****************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น