บทบรรณาธิการ
คณะกรรมการไตรภาคีขานรับแนวทางของรัฐบาลด้วยการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสำหรับปี 2554 ขึ้นอีกวันละ 9-17 บาททั่วประเทศ ตามแต่สภาพค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่ โดยจำนวนจังหวัดที่ปรับค่าแรงเพิ่มขึ้น 10-11 บาท/วันมากที่สุด
ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้อัตราคาแรงพุ่งไปถึงระดับวันละ 250 บาท ดังที่นายกรัฐมนตรีเคยแสดงเจตนาไว้ แต่ก็อยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเห็นว่า
เหมาะสม โดยมีกลุ่มผู้ใช้แรงงานอีกจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นว่าน่าจะปรับเพิ่มมากขึ้นกว่านี้
ประเด็นว่าอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าใด
เป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงมานานนับสิบปี และมีปัจจัยที่แปรผันไปตามสถานการณ์เข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการด้วยกัน ตั้งแต่มาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสมของประชาชน ไปจนกระทั่งถึงต้นทุนการประกอบการของธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งประเภทเดียวกันใน
ต่างประเทศ
ซึ่งจะต้องมีกระบวนการที่ทำให้การตกลงและการต่อรองผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย เป็นไปอย่างเท่าเทียม เป็นธรรมให้มากที่สุด เพื่อให้ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติได้รับการแก้ไขด้วยกระบวนการสันติ
แต่สิ่งที่เป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ซึ่งติดตามมาพร้อมกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการปรับเงินเดือนของข้าราชการ ที่อยู่ในระดับไม่เกินอัตราร้อยละ 5-6 ก็คือเพิ่มค่าตอบแทนของ ส.ส. และวุฒิสมาชิกขึ้นไปอีกเกือบร้อยละ 15
ประการหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. มิได้พิสูจน์ตนเองให้สังคมเห็นว่าได้ปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มกำลังและความสามารถ ในทางตรงข้ามกลับมี
ภาพของความย่อหย่อน ความไม่เอาใจใส่ และความไร้ประสิทธิภาพเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ยังไม่นับข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบหรือกระทำการทุจริต ซึ่งจากผลสำรวจทั้งภายในประเทศและโดยการประเมินเปรียบเทียบชี้ว่า ระดับการทุจริตโครงการภาครัฐในเมืองไทย อันมีนักการเมืองและข้าราชการเป็นต้นตอนั้น สูงถึงร้อยละ 25-30 ของมูลค่าโครงการ และถูกจัดเป็นประเทศที่มีการทุจริตติดอันดับต้น ๆ ของโลก
ในขณะที่รัฐบาลซึ่งเสนอให้ขึ้นค่าตอบแทนกับนักการเมืองระดับชาติ อ้างเหตุผลแต่ว่าที่ผ่านมา ส.ส.และ ส.ว.มิได้รับการปรับค่าตอบแทนมาเป็นเวลานาน หรือมีภาระทางสังคมอื่น ๆ ที่ทำให้เงินเดือนในปัจจุบันไม่พอกับค่าใช้จ่าย
แต่กลับไม่ได้พูดถึงประเด็นของความสุจริต ความรับผิดชอบ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ ให้สมกับที่นำเงินภาษีอากรของประชาชนมาเพิ่มค่าตอบแทนให้ตนเองหรือพวกพ้อง
จึงยากที่รัฐบาลและฝ่ายการเมืองจะหลีกเลี่ยงคำวิพากษ์วิจารณ์ และการต่อต้านจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประสงค์ที่จะเห็นเงินของชาวบ้านได้รับการใช้จ่ายไปในทางที่เหมาะควรกว่านี้
รัฐบาลและนักการเมืองพึงน้อมรับคำวิจารณ์ และนำสาระที่อยู่ในนั้นไปปรับปรุงตน ให้สมกับความประสงค์ของเจ้าของเงิน และเจ้าของอำนาจที่ตนเองหยิบยืมมา
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
------------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น