ในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้เขียนถึงประเทศสหรัฐ อเมริกาว่าต่อไปจะกลายเป็นมหาอำนาจทางด้านพลังงาน โดย จะเปลี่ยนจากประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ของโลก มาเป็น ประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่แทน ทั้งนี้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซที่เรียกกันว่า Horizontal Drilling และ Hydraulic Fracturing หรือ "Fracking" ที่ทำให้สหรัฐฯสามารถผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่เรียกว่า Shale Oil และ Shale Gas ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จนเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ และเหลือใช้จนต้องส่งออกในอนาคต
มีผู้ถามผมว่าแล้วประเทศไทยล่ะ จะมีโอกาสพบแหล่ง พลังงานแบบ Shale Oil และ Shale Gas ในสหรัฐฯบ้างหรือไม่ ประกอบกับมีผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้รอบรู้ด้านพลังงานบางคนออกมาให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านสื่อ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานของกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ว่า ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งก๊าซธรรมชาติปริมาณมากสูงถึง 5-10 ล้านล้านลบ.ฟุต คิดเป็นหนึ่งในสามของปริมาณก๊าซในอ่าวไทย และมีโครงสร้างที่ใหญ่มาก คาดว่าใหญ่กว่าซาอุดีอาระเบีย เสียอีก ผมจึงอยากนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ
ที่มาของเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา EIA ได้ออกรายงานเกี่ยวกับการประเมินถึงแหล่งทรัพยากรทางน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในชั้นหินดินดานที่อาจจะค้นพบได้ทางเทคนิค (Technically Recoverable Shale Oil and Shale Gas Resources) ในประเทศต่างๆ 41 ประเทศนอกจากสหรัฐอเมริกา
โดยในส่วนของ Shale Oil นั้น 10 ประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดคือ
ดูตารางที่ 1 ประกอบ

ในขณะที่ประเทศที่มีศักยภาพด้าน Shale Gas สูงสุด 10 อันดับคือ
ดูตารางที่ 2 ประกอบ

ในส่วนของประเทศไทยนั้น EIA ได้รายงานเอาไว้ว่า เนื่องจากยังไม่เคยมีรายงานการสำรวจเกี่ยวกับ Shale Oil/Shale Gas มาก่อนเลยในประเทศไทย แต่ดูจากรายงานการศึกษาทางธรณีวิทยาและชั้นหิน และนำไปศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งที่มีลักษณะแบบเดียวกันในสหรัฐฯแล้ว คาดว่าประเทศไทยมีโอกาสมาก (significant prospective) ที่จะมีแหล่ง Shale Gas และมีศักยภาพ (Potential) ที่จะพบ Shale Oil โดยโอกาสที่จะพบ Shale Gas จะมีมากกว่า Shale Oil
โดย Shale Gas นั้นมีโอกาสที่จะพบในแหล่งที่เรียกว่า Khorat Basin ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง EIA ประเมินว่าจะมีปริมาณก๊าซตั้งต้น หรือที่เรียกกันในศัพท์ ทางวิชาการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมว่า "Risked Shale Gas In-Place" ประมาณ 22 ลล.ลบ.ฟุต แต่คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซที่ค้นพบได้ทางเทคนิค (Risked Technically Recoverable Shale Gas Resources) เพียง 5 ลล.ลบ.ฟุต เท่านั้น
ถึงตรงนี้ต้องบอกว่าปริมาณ Shale Oil/Shale Gas ที่พูดๆ กันในรายงานของ EIAฉบับนี้นั้น ไม่ใช่ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) นะครับ เพราะยังไม่มีการขุดเจาะและสำรวจกันแต่อย่างใด จึงป็นแค่การคาดการณ์ว่าน่าจะมี ซึ่งต้องทำการสำรวจยืนยันกันอีกครั้ง ว่ามีจริงหรือไม่ และถ้ามีจริง จะมีมากอย่างที่คาดการณ์กันหรือเปล่า
เรื่องปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พูดกันอยู่ในบ้านเรานี่ทำเอาคนไทยสับสนกันมากนะครับ เพราะเอาคำว่า Recoverable Resources ซึ่งหมายความถึงทรัพยากรที่คาดว่าจะค้นพบได้ มาปนกับคำว่า Petroleum Reserve ซึ่งหมายถีงปริมาณ สำรองปิโตรเลียมที่มีการสำรวจและค้นพบแล้ว แล้วเอาไปพูดทำให้คนเข้าใจผิดไข้วเขวกันไปหมด
ในทางวิชาการปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่มีการสำรวจและค้นพบแล้วยังแบ่งออกได้เป็นสามประเภท คือ
1.Proved Reserve (P1) คือ ปริมาณสำรองที่สำรวจแล้วมีความมั่นใจ 90% ว่ามีแน่นอนตามที่ได้ประเมินเอาไว้ ซึ่งตัวเลขนี้เมื่อประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมทั้งสำนักงานการบัญชี ผู้ตรวจสอบ และสถาบันทางการเงิน ยอมให้ประเมินเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สิน (Asset) ของบริษัท
2.Probable Reserve (P2) คือ ปริมาณสำรองที่ผู้สำรวจมีความมั่นใจ 50% ว่ามีแน่ตามที่ประเมินเอาไว้ ซึ่งเอาไปใช้ประเมินเป็นทรัพย์สินไม่ได้ แต่ยังสามารถเอาไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้ได้
3.Possible Reserve (P3) คือ ปริมาณสำรองที่ผู้สำรวจมีความมั่นใจเพียง 10% ว่ามีแน่ และไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันใดๆ ทางการเงินได้ แต่ก็ถือว่ามีการสำรวจ แล้ว มีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าได้ค้นพบแหล่งปิโตรเลียมแล้ว
จะเห็นได้ว่าแม้แต่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่สำรวจและค้นพบแล้ว ยังมีการแบ่งแยกออกเป็นประเภทต่างๆ ตามความไม่แน่นอนในผลของการสำรวจ ซึ่งนี่ก็คือความเสี่ยง ในการทำธุรกิจสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงนั่นเอง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าในชั้นของการสำรวจทางธรณีวิทยาและสภาพทางกายภาพของชั้นหินจะบ่งบอกว่าที่ใดมีความเป็นไปได้หรือมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมจำนวนมาก แต่พอไปทำการสำรวจจริงๆ กลับไม่พบหรือพบในจำนวนไม่มากอย่างที่คาด ดังนั้นในกรณีรายงานของ EIA ที่ว่านี้ เราจึงยังไม่ควรตื่นเต้นกันมากจนเกินไปนัก จนกว่าจะมีการเปิดให้สัมปทานสำรวจและขุดเจาะกันอย่างจริงจัง
ข้อสำคัญผมไม่อยากให้มีการใช้ประโยชน์ จากการให้ข่าวที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เราเป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน มีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่มาก สำรองเยอะ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือสำรวจด้วยซ้ำไป จึงอยากให้รับฟังข้อมูลอย่างระมัดระวังและรู้จริงครับ
สำหรับผู้ที่รับข้อมูลมา ถ้ามีโอกาส คงต้องฝากให้ช่วยถามแทนด้วยว่า ที่บอกว่ามีปริมาณสำรองเยอะ มากกว่าซาอุดีอาระเบียนั้นน่ะ ท่านหมายถึง P1 P2 P3 หรือหมายถึงอะไร !!!
ที่มา.สยามธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////
มีผู้ถามผมว่าแล้วประเทศไทยล่ะ จะมีโอกาสพบแหล่ง พลังงานแบบ Shale Oil และ Shale Gas ในสหรัฐฯบ้างหรือไม่ ประกอบกับมีผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้รอบรู้ด้านพลังงานบางคนออกมาให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านสื่อ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานของกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ว่า ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งก๊าซธรรมชาติปริมาณมากสูงถึง 5-10 ล้านล้านลบ.ฟุต คิดเป็นหนึ่งในสามของปริมาณก๊าซในอ่าวไทย และมีโครงสร้างที่ใหญ่มาก คาดว่าใหญ่กว่าซาอุดีอาระเบีย เสียอีก ผมจึงอยากนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ
ที่มาของเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา EIA ได้ออกรายงานเกี่ยวกับการประเมินถึงแหล่งทรัพยากรทางน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในชั้นหินดินดานที่อาจจะค้นพบได้ทางเทคนิค (Technically Recoverable Shale Oil and Shale Gas Resources) ในประเทศต่างๆ 41 ประเทศนอกจากสหรัฐอเมริกา
โดยในส่วนของ Shale Oil นั้น 10 ประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดคือ
ดูตารางที่ 1 ประกอบ
ในขณะที่ประเทศที่มีศักยภาพด้าน Shale Gas สูงสุด 10 อันดับคือ
ดูตารางที่ 2 ประกอบ
ในส่วนของประเทศไทยนั้น EIA ได้รายงานเอาไว้ว่า เนื่องจากยังไม่เคยมีรายงานการสำรวจเกี่ยวกับ Shale Oil/Shale Gas มาก่อนเลยในประเทศไทย แต่ดูจากรายงานการศึกษาทางธรณีวิทยาและชั้นหิน และนำไปศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งที่มีลักษณะแบบเดียวกันในสหรัฐฯแล้ว คาดว่าประเทศไทยมีโอกาสมาก (significant prospective) ที่จะมีแหล่ง Shale Gas และมีศักยภาพ (Potential) ที่จะพบ Shale Oil โดยโอกาสที่จะพบ Shale Gas จะมีมากกว่า Shale Oil
โดย Shale Gas นั้นมีโอกาสที่จะพบในแหล่งที่เรียกว่า Khorat Basin ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง EIA ประเมินว่าจะมีปริมาณก๊าซตั้งต้น หรือที่เรียกกันในศัพท์ ทางวิชาการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมว่า "Risked Shale Gas In-Place" ประมาณ 22 ลล.ลบ.ฟุต แต่คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซที่ค้นพบได้ทางเทคนิค (Risked Technically Recoverable Shale Gas Resources) เพียง 5 ลล.ลบ.ฟุต เท่านั้น
ถึงตรงนี้ต้องบอกว่าปริมาณ Shale Oil/Shale Gas ที่พูดๆ กันในรายงานของ EIAฉบับนี้นั้น ไม่ใช่ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) นะครับ เพราะยังไม่มีการขุดเจาะและสำรวจกันแต่อย่างใด จึงป็นแค่การคาดการณ์ว่าน่าจะมี ซึ่งต้องทำการสำรวจยืนยันกันอีกครั้ง ว่ามีจริงหรือไม่ และถ้ามีจริง จะมีมากอย่างที่คาดการณ์กันหรือเปล่า
เรื่องปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พูดกันอยู่ในบ้านเรานี่ทำเอาคนไทยสับสนกันมากนะครับ เพราะเอาคำว่า Recoverable Resources ซึ่งหมายความถึงทรัพยากรที่คาดว่าจะค้นพบได้ มาปนกับคำว่า Petroleum Reserve ซึ่งหมายถีงปริมาณ สำรองปิโตรเลียมที่มีการสำรวจและค้นพบแล้ว แล้วเอาไปพูดทำให้คนเข้าใจผิดไข้วเขวกันไปหมด
ในทางวิชาการปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่มีการสำรวจและค้นพบแล้วยังแบ่งออกได้เป็นสามประเภท คือ
1.Proved Reserve (P1) คือ ปริมาณสำรองที่สำรวจแล้วมีความมั่นใจ 90% ว่ามีแน่นอนตามที่ได้ประเมินเอาไว้ ซึ่งตัวเลขนี้เมื่อประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมทั้งสำนักงานการบัญชี ผู้ตรวจสอบ และสถาบันทางการเงิน ยอมให้ประเมินเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สิน (Asset) ของบริษัท
2.Probable Reserve (P2) คือ ปริมาณสำรองที่ผู้สำรวจมีความมั่นใจ 50% ว่ามีแน่ตามที่ประเมินเอาไว้ ซึ่งเอาไปใช้ประเมินเป็นทรัพย์สินไม่ได้ แต่ยังสามารถเอาไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้ได้
3.Possible Reserve (P3) คือ ปริมาณสำรองที่ผู้สำรวจมีความมั่นใจเพียง 10% ว่ามีแน่ และไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันใดๆ ทางการเงินได้ แต่ก็ถือว่ามีการสำรวจ แล้ว มีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าได้ค้นพบแหล่งปิโตรเลียมแล้ว
จะเห็นได้ว่าแม้แต่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่สำรวจและค้นพบแล้ว ยังมีการแบ่งแยกออกเป็นประเภทต่างๆ ตามความไม่แน่นอนในผลของการสำรวจ ซึ่งนี่ก็คือความเสี่ยง ในการทำธุรกิจสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงนั่นเอง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าในชั้นของการสำรวจทางธรณีวิทยาและสภาพทางกายภาพของชั้นหินจะบ่งบอกว่าที่ใดมีความเป็นไปได้หรือมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมจำนวนมาก แต่พอไปทำการสำรวจจริงๆ กลับไม่พบหรือพบในจำนวนไม่มากอย่างที่คาด ดังนั้นในกรณีรายงานของ EIA ที่ว่านี้ เราจึงยังไม่ควรตื่นเต้นกันมากจนเกินไปนัก จนกว่าจะมีการเปิดให้สัมปทานสำรวจและขุดเจาะกันอย่างจริงจัง
ข้อสำคัญผมไม่อยากให้มีการใช้ประโยชน์ จากการให้ข่าวที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เราเป็นประเทศที่ร่ำรวยพลังงาน มีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่มาก สำรองเยอะ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือสำรวจด้วยซ้ำไป จึงอยากให้รับฟังข้อมูลอย่างระมัดระวังและรู้จริงครับ
สำหรับผู้ที่รับข้อมูลมา ถ้ามีโอกาส คงต้องฝากให้ช่วยถามแทนด้วยว่า ที่บอกว่ามีปริมาณสำรองเยอะ มากกว่าซาอุดีอาระเบียนั้นน่ะ ท่านหมายถึง P1 P2 P3 หรือหมายถึงอะไร !!!
ที่มา.สยามธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น