นอกเหนือจากสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศ ที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าครึ่งปีหลังนี้ต้องลุ้นระทึกว่า รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์จะนำประเทศฝ่าฟันทุกอุปสรรคปัญหาไปได้หรือไม่ กับผลกระทบจากระบบทุนนิยม ก็คือการขยายตัวด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างที่กำลังประสบวิกฤตด้านปริมาณแรงงาน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
ทั้งนี้จากข้อมูลของสภาพัฒน์ฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุภาพรวมภาวะเศรษฐกิจประเทศ พบว่าภาคการก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มีการขยายตัวเพียงร้อยละ 5 โดยเฉพาะการก่อสร้างภาคเอกชนที่ลดลงต่อเนื่อง เนื่องมาจากปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เรื้อรังมานานกว่า 1 ปี จนทำให้การก่อสร้างล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา
สอดรับกับข้อเท็จจริงจาก นายอธิป พีชานนท์ ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอาคารชุดไทย ที่ให้ข้อมูลว่า ปัญหาแรงงานไทยในธุรกิจก่อสร้างไม่เพียงพอ ที่ส่งสัญญาณมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้รับเหมาเกือบทุกรายต้องหันไปใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคการก่อสร้างขณะนี้จะหมดไป เพราะการใช้แรงงงานต่างด้าว ก็ยังมีปัญหาในเรื่องขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่าย และแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานจะรุนแรงมากขึ้นไปอีก หากโครงการเมกะโปรเจกต์รัฐเกิดขึ้น เพราะจะสภาะการณ์ดูดแรงงานจากภาคเอกชนไปใช้ในโครงการของรัฐสูงขึ้น
ขณะที่สภาพการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ช่วงครึ่งปีแรก 2556 ก็สะท้อนว่าในส่วนของผู้บริโภคเอง ก็ส่งสัญญาณชะลอการตัดสินใจซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะสถานการณ์ด้านรายได้ที่ไม่สอดรับกับค่าใช้จ่ายและมูลหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
ข้อควรพิจารณาหนึ่งว่าจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ มาจากการรายงานความก้าวหน้างานโยธา โครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบขององค์การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพราะเมื่อกลับไปดูการให้สัมภาษณ์ของ นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม. ที่ยอมรับว่าทุกการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทมีความล่าช้ากว่าแผนงานทั้งหมด ซึ่งปัญหาก็มาจากการขาดแคลนแรงงานก่อสร้างอย่างหนัก ไม่นับรวมปัญหาทางเทคนิค
จากข้อมูทั้งหมดก็พอจะมองเห็นภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์การลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศของรัฐบาล ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องเร่งผ่านร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน เพื่อดำเนินโครงการบริหารจัดการนำ 3.5 แสนล้าน และ ร่าง พ.ร.บ. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ทั้งที่โครงการเดิม ๆ ก็ยังล่าช้าเพราะหลายปัจจัยเกี่ยวเนื่อง ซึ่งก็รวมถึงวิกฤตการณ์ด้านแรงงาน และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจเอกชน
ที่มา.ทีนิวส์
/////////////////////////////////////////////////////////////
ทั้งนี้จากข้อมูลของสภาพัฒน์ฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุภาพรวมภาวะเศรษฐกิจประเทศ พบว่าภาคการก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มีการขยายตัวเพียงร้อยละ 5 โดยเฉพาะการก่อสร้างภาคเอกชนที่ลดลงต่อเนื่อง เนื่องมาจากปัญหาแรงงานขาดแคลน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เรื้อรังมานานกว่า 1 ปี จนทำให้การก่อสร้างล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา
สอดรับกับข้อเท็จจริงจาก นายอธิป พีชานนท์ ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอาคารชุดไทย ที่ให้ข้อมูลว่า ปัญหาแรงงานไทยในธุรกิจก่อสร้างไม่เพียงพอ ที่ส่งสัญญาณมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้รับเหมาเกือบทุกรายต้องหันไปใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคการก่อสร้างขณะนี้จะหมดไป เพราะการใช้แรงงงานต่างด้าว ก็ยังมีปัญหาในเรื่องขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่าย และแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานจะรุนแรงมากขึ้นไปอีก หากโครงการเมกะโปรเจกต์รัฐเกิดขึ้น เพราะจะสภาะการณ์ดูดแรงงานจากภาคเอกชนไปใช้ในโครงการของรัฐสูงขึ้น
ขณะที่สภาพการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ช่วงครึ่งปีแรก 2556 ก็สะท้อนว่าในส่วนของผู้บริโภคเอง ก็ส่งสัญญาณชะลอการตัดสินใจซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะสถานการณ์ด้านรายได้ที่ไม่สอดรับกับค่าใช้จ่ายและมูลหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
ข้อควรพิจารณาหนึ่งว่าจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ มาจากการรายงานความก้าวหน้างานโยธา โครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบขององค์การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพราะเมื่อกลับไปดูการให้สัมภาษณ์ของ นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม. ที่ยอมรับว่าทุกการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทมีความล่าช้ากว่าแผนงานทั้งหมด ซึ่งปัญหาก็มาจากการขาดแคลนแรงงานก่อสร้างอย่างหนัก ไม่นับรวมปัญหาทางเทคนิค
จากข้อมูทั้งหมดก็พอจะมองเห็นภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์การลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศของรัฐบาล ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องเร่งผ่านร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน เพื่อดำเนินโครงการบริหารจัดการนำ 3.5 แสนล้าน และ ร่าง พ.ร.บ. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ทั้งที่โครงการเดิม ๆ ก็ยังล่าช้าเพราะหลายปัจจัยเกี่ยวเนื่อง ซึ่งก็รวมถึงวิกฤตการณ์ด้านแรงงาน และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจเอกชน
ที่มา.ทีนิวส์
/////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น