โดย : ปริญญา ชาวสมุน
อีกครั้งที่ลูกหลานมังกรจะเหินร่อนไปสู่ดินแดนบรรพบุรุษ ที่เคยเรียกว่าขั้นสุดคราวก่อนๆ อาจไม่ทำให้สะทกสะท้านเหมือนเดิม
แต่ยืนยันได้ว่ามีอะไรอีกหลายอย่างน่าตื่นเต้นและถือว่า 'สุด' เหมือนกัน
จากที่เคยผ่านบททดสอบจีนๆ มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหนึ่งปีก่อน ครั้งนั้นผมกับจีนได้สบตากันแบบเต็มรักก็ที่ปักกิ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวง ประสบการณ์แบบสุดติ่งจึงเป็นแบบเมื้อง..เมือง อะไรต่อมิอะไรก็ดูทันสมัย ไฮเทคโนโลยีไปเสียหมด ทว่าคราวนี้ช่างเป็นประสบการณ์อันแตกต่างสุดขั้ว เพราะปักกิ่งคือเมืองหลวง แต่เมืองที่ผมเพิ่งกลับมาเล่าให้คุณฟัง (อ่าน) คือ คุนหมิง เรียกอย่างสุภาพแบบคนไทยก็คือ "เมืองชนบท" แต่ตรงไปตรงมานี่คือ "บ้านนอก" ของจีนกันเลยทีเดียว!
ชื่อคุนหมิงน่าจะคุ้นหูคุ้นตาคนไทยพอสมควร เพราะเมื่อหลายปีก่อนทัวร์ไทยไปลงที่เมืองนี้กันมาก โดยเฉพาะทัวร์อาม่าอากง แม้ไม่ถึงกับเป็นทัวร์แสวงบุญแต่ก็มี
อาม่าอากงหอบหิ้วกระเป๋าซื้อทัวร์ไปไหว้เทพเจ้ากันจนเต็มเมืองคุนหมิง
ด้วยค่าที่คุนหมิงอยู่ในมณฑลยูนนานซึ่งเป็นตำแหน่งขาไก่ (เมื่อเปรียบเทียบแผนที่ประเทศจีนเป็นรูปไก่ตัวใหญ่) นั่นเท่ากับว่าเมืองนี้ค่อนข้างใกล้ภาคเหนือของไทยมาก...อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนไทยแห่กันไปเที่ยว
และสภาพอากาศแบบเย็นสบายตลอดทั้งปี ไม่หนาวจัด ไม่ร้อนตับแตก และได้ชื่อว่าเป็นเมืองนอกเมืองนาสำหรับชาวไทย...นี่ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน
-1-
เมื่อล้อเครื่องบินลำสีแดงของสายการบินแอร์เอเชียแตะพื้นรันเวย์ ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นและกลิ่นกรีนๆ ของป่าเขาซึ่งรายล้อมเมืองนี้อยู่ ที่กล่าวไปอาจคล้ายเกินจริง แน่นอนว่ามันเกินจริง (ยิ้ม) แต่ใช่ว่าผมจะกล่าวอ้างเกินสรรพคุณเสียทั้งหมด เพราะอากาศที่นั่นก็เย็นจริง และถ้าขยับออกไปนอกเขตเมืองก็เป็นป่าเขาเขียวขจีจริง เพียงแต่ตอนนี้ผมอยู่ที่ สนามบินฉางโส่ย สนามบินใหญ่อันดับที่สี่ของประเทศจีนซึ่งถูกสร้างขึ้นมาแทนสนามบินคุนหมิงเพื่อขยายพื้นที่ใช้สอยและสร้างบรรยากาศงดงาม ทันสมัยกว่า
หลังจากผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองจนเมื่อยมือ (เพราะต้องใช้ภาษาใบ้ตอบคำถามเจ้าหน้าที่หน้าตี๋ร่างใหญ่แต่ไม่พูดอะไรนอกจากภาษาจีน...แล้วผมจะฟังออกไหมครับ) ก็รีบออกไปจากสนามบินโดยพลัน เมื่อมองท้องฟ้าสลับกับยกนาฬิกาขึ้นดู เวลาห้าโมงกว่าช่างไม่สอดรับกับท้องฟ้าสีหม่นมืดเอาเสียเลย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเวลาของคุนหมิงเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมงจึงถึงบางอ้อ (บางอ้อที่คุนหมิงนี่ล่ะ) ไม่รอช้าบิดเม็ดมะยมจนเข็มหมุนตามครบวงรอบ ได้เวลาคุนหมิงเกือบทุ่มหนึ่ง
วันนี้คงไม่ทันกาลหากคิดจะไปไหนนอกจากเข้านอนแล้วค่อยว่ากันอีกทีเมื่ออรุณรุ่ง...
"เอ้กอีเอ้กเอ้ก...!" เสียงไก่ขันในฝันทำเอาผมสะดุ้งตื่น ที่แท้มันคือเสียงดังจากโทรศัพท์มือถือของผมเอง ตัวเลขตรงหน้าจอบอกเวลาตีห้า นั่นเท่ากับว่าที่คุนหมิงคือหกโมงเช้า (เพราะไม่ได้ตั้งเวลาคุนหมิงในโทรศัพท์) สำหรับบางคนมันเช้าเกินกว่าจะลืมตาดูโลก แต่สำหรับเมืองที่ผมไม่คุ้นเคยเวลานี้ช่างน่าเดินเตร็ดเตร่ยิ่งนัก
ก้าวออกจากโรงแรมปุ๊บลมเย็นๆ ก็กระแทกหน้าปั๊บ ตามธรรมชาติสายตาต้องหรี่เพื่อกรองลมที่จะเข้าสู่ดวงตา ในช่วงเวลานั้นเองจินตนาการโลดแล่นไปแล้วว่านี่คงเป็นเมืองที่งดงามมากอีกเมืองหนึ่งเป็นแน่ ทันทีที่ดวงตาเบิกกว้างเต็มที่ ภาพเบื้องหน้าของผมคือ "รถติด!" ถึงแม้ไม่ติดเหมือนกรุงเทพฯยุคนี้ แต่ก็ติดเหมือนเมืองใหญ่อย่าง เชียงใหม่ ภูเก็ต ระยอง ประมาณนั้น ไม่ทันเดินไปไหนก็ขาสั่น ความจริงช่างโหดร้ายเหลือเกิน...
ผมเปลี่ยนแผนทันทีเพราะจะมีค่าอะไรหากต้องเดินชมรมควันเหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ จึงรอเวลาอันสมควร กระทั่งรถโดยสารของ สุริยา มัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวจีนแต่พูดไทยปล๋อ คำทักทายแรกของมัคคุเทศก์หนุ่มไม่ใช่คำว่า "หนีฮ่าว" หรือ "สวัสดี" แต่เป็นคำเตือนก่อนออกเดินทางว่า ถ้าลงไปเดินนอกรถเมื่อใดจะต้องสะพายกระเป๋าไว้ด้านหน้า ถ้าสะพายข้างหน้าเป็นของเรา สะพายข้างหลังเป็นของเขา สะพายข้างๆ เป็นของเราและเขาคนละครึ่ง เจอกันปุ๊บก็ประทับใจกันเลยทีเดียวนะสุริยา...
-2-
รถแล่นไปบ้างหยุดบ้างตามประสา จนกระทั่งพ้นเขตเมืองอันจ้อกแจ้กจอแจ ผมแทบไม่เชื่อสายตาว่าเมืองอะไรจะสุดขั้วได้ถึงเพียงนี้ พอพ้นเมืองปุ๊บสองข้างทางกลายเป็นทุ่งหญ้า ทุ่งนา ได้อารมณ์ชนบทขนานแท้
แล้วรถก็มาส่งผมลงที่กระท่อมขนาดกะทัดรัดหลังหนึ่ง ที่นั่นมีป้ายติดอยู่ เนื้อความประมาณว่าเป็นที่ขายตั๋วขึ้น เขาซีซาน แค่รู้ชื่อของเขาลูกนี้ก็อดนึกถึงหนังจีนกำลังภายในไม่ได้ ภาพจอมยุทธกวัดแกว่งกระบี่ฟาดฟันกับเจ้าสำนักพรรคมาร เหาะเหินเดินอากาศไปบนแนวเขา ปล่อยพลังภายในกันตูมตาม ผุดพรายขึ้นในหัวแทบสลัดทิ้งไม่ทัน
กลับสู่ความจริง ไม่มีจอมยุทธมาเหาะขึ้นเขาลูกนี้ มีแต่รถมินิบัสที่จะพานักท่องเที่ยวแบบผมให้ขึ้นไปสู่ข้างบนได้ หากคุณนึกไม่ออกว่าการขึ้นเขาซีซานเป็นอย่างไรให้นึกถึงดอยสุเทพเข้าไว้ ทั้งทางคดเคี้ยวเป็นงู และข้างทางมีทั้งต้นไม้และหุบเหว กระทั่งครบห้ากิโลเมตร ผมลงจากรถพลางคิดว่าถึงแล้วสินะ แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะนี่แค่จุดเริ่มต้น...
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า มีอาจารย์แกะสลักหินท่านหนึ่งเป็นชาวเสฉวนหลงรักหญิงสาวคนหนึ่งแต่ต้องอกหักรักสลาย ประจวบเหมาะกับได้เดินทางมาที่เขาซีซานจึงอยากระบายพร้อมกับลองวิชาบวกกับศรัทธา แกะสลักหินเป็นสิ่งต่างๆ ทั้งตัวอักษร ภาพ แม้กระทั่งเทพเจ้าในลัทธิเต๋า
ผมเดินไปตามไหล่เขา บางช่วงเป็นอุโมงค์ซึ่งเชื่อกันว่าอาจารย์ท่านนี้และลูกศิษย์อีกไม่กี่คนเป็นผู้สกัดไว้นานนับพันปีมาแล้ว โดยใช้เวลาทั้งหมด 72 ปีจึงแล้วเสร็จเป็นศิลปกรรมเหนือธรรมชาติอย่างที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตา ตั้งแต่จุดแรกที่ขึ้นไปพบจนจุดก่อนสุดท้าย ผมและชาวจีนอีกมากมายซึ่งเดินตามกันเป็นพรวนได้ยกมือไหว้เทพเจ้าหลายองค์ อาทิ เทพหวังหลิงกวนตรงด่านแรก ถัดขึ้นมาหน่อยก็ไหว้เทพฉ่ายเส่งเอี๊ยะ (เชื่อกันว่าจะดลบันดาลให้ร่ำรวย) และถัดมาเป็นเทพเจินอู่ เทพศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋า
แต่ระหว่างทางที่ผ่านมาแล้วจะสังเกตเห็นโพรงคล้ายถ้ำขนาดย่อม มีรูปปั้น (หรือหินสลัก...ไม่แน่ใจ) รูปวัวนั่งอยู่ ข้างๆ คือบ่อน้ำใสไหลเย็น ถัดไปอีกมีรูปปั้น (หรือหินสลักอีกนั่นละ) รูปวัวตัวเล็กๆ อีกหนึ่งตัว ถามไถ่ได้ความว่านี่คือ บ่อน้ำกตัญญู เกิดจากตำนานแม่ลูกวัวคู่หนึ่ง บางตำนานบอกว่าวัวตัวนี้กตัญญูกับเจ้าของมาก เพื่อที่จะให้เจ้าของได้ดื่มน้ำที่บนภูเขาซีซาน มันจึงใช้เขาเจาะหน้าผาจนทะลุได้เป็นสายน้ำและเป็นบ่อน้ำเล็กๆ ให้เจ้าของได้ดื่ม แต่บางตำนานก็ว่าลูกวัวใช้เขาเจาะหน้าผาจนทะลุเพื่อให้แม่ของมันได้ดื่มน้ำ...ขนาดสัตว์ยังรู้จักกตัญญู เป็นคนก็คิดเอาเองแล้วกัน
เดินขึ้นบันได 333 ขั้นหมดแรงพอดิบพอดีผมมองหาที่นั่งพักหวังว่าจะมีแรงเดินต่อ แต่พอหันกลับมาชาวจีนมากมายที่เดินตามผมมาเมื่อครู่ก็หยุดเดินตาม ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นนักเลียนแบบตัวยง แต่เป็นเพราะเราได้มาถึงจุดสุดยอดของเขาซีซานแล้ว นั่นคือ ประตูมังกรหลงเหมิน สร้างขึ้นสมัยราชวงศ์หมิง เชื่อกันว่าเป็นประตูแห่งสิริมงคล เดินลอดผ่านจะประสบความสำเร็จ เฮงๆ ยิ่งได้เอื้อมมือแตะ สะดือมังกร (ที่ปูดๆ อยู่บนคานประตู) จะโชคดีเป็นร้อยเท่า แต่ต้องยอมรับว่าผมไม่ได้เชื่อเรื่องแบบนี้มากนักจึงไม่ได้แตะสะดือมังกร เพราะมัวแต่มองลงมายังเบื้องล่าง คือ ทะเลสาบคุนหมิงเตียนฉือ ทะเลสาบน้ำจืดกว้างใหญ่ไกลสุดสายตา
ชื่นชมความงามของทะเลสาบจนอิ่มเอม หันมาก็ไม่เห็นกองทัพชาวจีนกลุ่มเดิมแล้ว คงได้เวลาลงจากเขาซีซานแล้ว ผมก้าวเท้าฉับๆ ผ่านประตูมังกรฯไป, แล้วเดินกลับมา ในใจก็แสร้งว่าลืมของไว้ไหมหนอ สรุปว่าได้ลอดประตูสี่รอบเลยเชียว...บอกแล้วผมไม่เชื่อ
ขณะที่รถมินิบัสของอุทยานพาผมลงจากเขา ภาพภูเขารูปทรงเหมือนในหนังจีนกำลังภายในเมื่อสักครู่ยังติดตา แต่ต้องสะดุดด้วยภาพคนเดินขึ้น - ลง ตลอดเส้นทางที่รถแล่นผ่าน สุริยา บอกผมว่าชาวจีนมักจะมาเดินขึ้นเขาเพื่อแสดงความจริงใจต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระยะทางขึ้นห้ากิโลเมตร ลงห้ากิโลเมตร ไม่นับขึ้นลงบันไดรวม 666 ขั้น ผมว่าผมได้พบบรรดาจอมยุทธแห่งเขาซีซานแล้ว...
-3-
ผมยกนาฬิกาขึ้นดูจำไม่ได้ว่ากี่โมง แต่จำได้ว่าใกล้หมดวันแล้วหากจะไปไหนต่อยามนี้คงไม่เหมาะ เพราะดวงตะวันก็เริ่มหย่อนตัวลงเตรียมลับขอบฟ้าในอีกไม่ช้า ห้วงยามแบบนี้มีอยู่สถานที่หนึ่งที่สมควรแก่การส่งท้ายวัน ณ คุนหมิง นั่นคือ จตุรัสม้าทองและไก่หยก ตั้งอยู่กลางใจเมืองคุนหมิง พอผมมาถึงก็โพล้เพล้พอดี บนจตุรัสแห่งนี้มีซุ้มประตูศิลปะแบบจีนๆ ตระหง่านอยู่ถึงสองประตู ประตูหนึ่งชื่อม้าทอง ประตูสองชื่อไก่หยก ว่ากันว่าเมื่อดวงอาทิตย์กำลังตกดินจะตรงกับซุ้มประตูทั้งสองพอดีเป๊ะ!
นอกจากที่ผมจะได้นั่งรอชมดวงอาทิตย์ตรงประตู (ซึ่งก็ไม่ค่อยตรงเป๊ะสักเท่าไร) ยังได้เดินชมแต่ไม่ช้อป สินค้าที่จตุรัสแห่งนี้ด้วยเพราะตกค่ำจะกลายเป็นถนนคนเดินในทันที
. . .
เช้านี้โทรศัพท์มือถือไม่ส่งเสียงปลุกผมดังเมื่อวาน ด้วยรู้ว่าจะไปเตร็ดเตร่ก็คงไม่ได้ หนึ่ง-เพราะเข็ดขยาดภาพรถติดแน่นเอียด สอง-วันนี้ผมมีโปรแกรมน่าตื่นเต้นรออยู่...
สุริยา กับรถคันเดิมมารับผมตามเวลานัดหมาย เราออกจากโรงแรมกันแต่เช้าเพราะคำขู่ของสุริยาเมื่อวานที่ว่า หากไม่รีบไป "ป่าหินจะกลายเป็นป่าหัว!"
ใช่แล้วครับผมเดินทางมาถึง ป่าหิน แล้ว นี่คือสถานที่ขึ้นชื่อของคุนหมิง และก็น่าเชื่อว่าสมัยก่อนพวกทัวร์อาม่าอากงก็ต้องตรงดิ่งมาที่นี่ด้วยเป็นแน่ ผมมาถึงที่นี่ราวเก้าโมงกว่า แค่ทางเข้าก็ต้องใจสั่นแล้วกับจำนวนนักท่องเที่ยวมากมายราวกับมารอชมคอนเสิร์ตซูเปอร์สตาร์
เมื่อผ่านด่านคนและเสียสตางค์ถึงสองต่อ คือ ค่าเข้า 175 หยวน และ ค่ารถกอล์ฟพาเข้าไปอีก 25 หยวน สมกับเป็นพี่จีนจริงๆ เก็บทุกเม็ด
และนี่คืออีกครั้งที่ผมถูกดูดเข้าไปสู่โลกจินตนาการ ท่ามกลางหินสูงเสียดฟ้า รูปร่างพิสดาร คล้ายว่าจอมยุทธจะโผล่มาดวลวิทยายุทธกันอีกแล้ว ผมรีบสะบัดหัวไล่ความคิดเพ้อฝันออกทันที เพราะป่าหินจริงๆ ตรงหน้าผมน่าสนใจกว่า
ภายในอาณาบริเวณกว่า 400 ตารางกิโลเมตร มีหินรูปร่างแปลกประหลาดเหล่านี้เรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ เชื่อกันว่าเมื่อ 300 ล้านปีก่อนเคยเป็นเพียงหินปูนซึ่งอยู่ใต้น้ำ ครั้นเวลาผ่านไปเปลือกโลกดันตัวสูงขึ้นจึงกลายเป็นป่าหินแห่งนี้ในที่สุด บ้างมองดูเหมือนภูผาในภาพวาดโบราณ บ้างเสมือนหญิงงามในวรรณคดี แต่ที่ถือเป็นสีสันคือ หินอาซือหม่า (อาซือหม่า คือ หญิงสาวชนเผ่าท้องถิ่น ใช่แล้วครับ...มีหินรูปร่างคล้ายอาซือหม่าตั้งอยู่ และที่นี่ก็ทำให้ผมเข้าใจว่า "ป่าหินจะกลายเป็นป่าหัว" คืออะไร
จบจากป่าหิน ก็ถึงโปรแกรมขั้นสุดของทริปนี้กันแล้ว ทันทีที่รถจอดที่ลานกว้าง ผมก็เริ่มเห็นป้ายคล้ายโปสเตอร์หนังจีนซึ่งผมคุ้นตา ยิ่งเดินเข้าไปก็ยิ่งเห็นป้ายมากขึ้น และใหญ่ขึ้น
"นี่มันเฮียเฉินหลงนี่นา!" ผมอุทานในใจ ใช่จริงๆ นอกจากนั้นยังมีภาพดาราเอเชียอีกมากมายในชุดจอมยุทธ เมื่อจับต้นชนปลายได้จึงร้องอ๋อ เพราะที่นี่คือ ถ้ำจิ่วเซียง สตูดิโอธรรมชาติ เพราะที่นี่คือสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง บางเรื่องคุณเองก็อาจจะคุ้นตา...ผมมั่นใจ
แต่ก่อนจะเข้าถ้ำ ผมได้เตรียมใจด้วยการล่องเรือไปตามแนวเขา ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งฉากของหนังจีนกำลังภายในหลายเรื่อง ทว่าคงไม่พูดถึงมากเพราะจะว่าไปแล้วอารมณ์ขณะนั้นก็คล้ายๆ ล่องเรือล่องแพที่แม่น้ำแคว กาญจนบุรี
เอาละ! ได้เวลาเข้าถ้ำ ถ้ำจิ่วเซียงมีลำธารไหลผ่านภายในถ้ำ ประกอบด้วยธารน้ำตก หุบเขาลึก และถ้ำเล็กๆ อยู่มากมาย ด้วยค่าที่มีลำธารและน้ำตกนี่เองจึงทำให้พื้นภายในถ้ำเปียกชื้นและค่อนข้างลื่น จึงขอแนะนำว่าควรสวมรองเท้าผ้าใบที่มีดอกยางกันลื่นและกระชับเท้า
แต่ละย่างก้าวของผมไม่เร่งรีบนัก ผมค่อยๆ เดินผ่าน ก้มๆ เงยๆ ลอดถ้ำน้อยใหญ่ซึ่งประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสีสมกับเป็นฉากถ่ายภาพยนตร์กำลังภายในยุคใหม่เสียจริง และต้องยอมรับว่าที่นี่มีถ้ำเยอะมากหากจะสาธยายไปก็คงเปลืองหน้ากระดาษจึงขอยกตัวอย่าง อาทิ ถ้ำช้างเผือก ถ้ำค้างคาว วังเทพธิดา แค่ชื่อเหล่านี้ก็ชวนให้นึกถึงจอมยุทธอีกแล้วใช่ไหมละ
ยิ่งเข้าไปลึกยิ่งตื่นตาตื่นใจกับความอัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างไว้ ทั้งหินงอก หินย้อย หลากหลายรูปร่าง เมื่อใส่จินตนาการเข้าไปก็ยิ่งได้อรรถรส เช่น หินขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายสิงโตกำลังขย้ำเหยื่อ และสีสันอย่างหนึ่งคือ น้ำตกแฝด (Twin Water Falls) ขนาดมหึมา
เส้นทางภายในถ้ำมีทั้งเดินขึ้นและลง บรรยากาศคล้ายโลกใต้พิภพอันซับซ้อนและสวยงาม และแน่นอนว่ากว้างใหญ่ ยิ่งเดินยิ่งเมื่อย โดยเฉพาะเส้นทางสุดท้ายก่อนจะถึงทางออก คล้ายเราทุกคนต้องใช้เกียร์ต่ำก้มหน้าก้มตาเดินดุ่มๆ ขึ้นไปตามขั้นบันไดหินผ่านหินงอกหินย้อยและผนังถ้ำแปลกตาทว่าไม่มีจิตใจมองแล้วเพราะเมื่อยขา
กระทั่งผมเดินเข้าสู่แสงสว่างภายนอกถ้ำ เท่ากับว่าผมได้พิชิตถ้ำจิ่วเซียงสำเร็จแล้ว
ทว่า จะลงไปจากภูเขาสูงใหญ่นี้ได้อย่างไร ถ้าจะให้เดินย้อนกลับไปทางเดิมคงต้องคิดหนัก แต่อีกทางเลือกซึ่งแทบจะทุกคนต่างเลือกวิธีนี้ คือ นั่งกระเช้าแบบห้อยขาข้ามเขาสองลูกไปยังทางออก (ทางเดียวกับทางเข้า)
กระเช้าค่อยๆ พานักท่องเที่ยวทีละคู่ไปส่งยังจุดหมาย ผมยอมรับโดยดุษณีว่าไม่ถูกชะตากับความสูงนัก กระเช้าสุดเสียวนี่ก็เช่นกันย่อมไม่ใช่สิ่งอันปรารถนาของผม แต่เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่ชาวจีนแท้ๆ ส่งเสียงเรียกแบบแปล่งๆ ว่า "มายืนตรงรอยเท้า มายืนตรงรอยเท้า"
ไม่ทันคิดอะไร กระเช้าเจ้ากรรมช้อนตัวผมขึ้นไปนั่ง แล้วก็เหาะเหินเดินอากาศข้ามภูเขาได้ดั่งจอมยุทธในหนังจีนกำลังภายใน
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น