--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

บทเรียนซ้ำซาก !!??

สามล้อถูกหวย..!!

เป็นสำนวนที่รู้จักกันดี ว่าเปรียบเปรยถึงคนจนที่โชคดีมีโอกาสรวย แต่ใช้จ่ายเงินหมดภายในพริบตา
เป็นสำนวนจากเรื่องจริงเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่มีข่าวโด่งดัง เมื่อสามล้อฐานะยากจนคนหนึ่งถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 จากนั้นเพียงไม่กี่วันเงินทองก็หมดลงด้วยความรวดเร็ว

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน แต่สังคมบางส่วนก็ไม่เคยนำไปใจเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ
เฉกเช่นกรณีอดีตนางแบบสาวชาวที่ราบสูง ผู้โด่งดังระดับโลก “ยุ้ย-รจนา เพชรกัณหา” ซึ่งมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีปัญหารุมเร้าสารพัด จับพลัดจับผลูมีคนนำไปเจียรไน ส่งเข้าประกวด “อีลิท ซูเปอร์โมเดล ออฟ ไทยแลนด์ 1994” แล้วคว้าแชมป์ ได้เซ็นสัญญากับเอเยนซีนางแบบ จนกลายเป็นนางแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยวัย 18 ปี



ไม่ได้โด่งดังในเมืองไทย แต่ไปสร้างชื่อในต่างประเทศ ขนาดติดอันดับ 1 ใน 12 ซูเปอร์โมเดลโลก
ช่วงที่เธอโด่งดังบรรดาสื่อทั้งหลาย โดยเฉพาะแมกกาซีนหัวไทย หัวนอก ประโคมข่าวถึงความฮอตของเธอ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ที่หรูหราฟู่ฟ่า มีเงินหมุนเวียนเข้ามาในชีวิตกว่า 100 ล้านบาท
แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอด สังคมเลยต้องช็อคกับข่าวว่า เธอใช้ชีวิตผิดพลาด ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยจนหมดตัว แถมยังติดสุราสูบบุหรี่อย่างหนัก แรงสุดถึงขั้นติดยาเสพติดประเภทโคเคนอีกด้วย

ยุ้ยเคยเล่าว่า เคยมีเงินเก็บมากที่สุดถึง 50 ล้านบาท แต่ในวันที่หมดสภาพแล้วเดินทางกลับมาเมืองไทยมีเงินเหลือติดตัวเพียงแค่ 500 บาทเท่านั้น!!!

แถมกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทย เธอก็ยังติดทั้งเหล้า ทั้งบุหรี่ ทั้งยาเสพติด กลายเป็นประสาทหลอน ทะเลาะกับแม่เป็นประจำ จากนั้นเมื่อรักษาอาการดีขึ้น หันเข้ามาทำงานรับสอนเดินแบบ และขายรองเท้าอยู่ห้างดัง ชีวิตดูเหมือนจะฟื้นให้ประคองตัวรอดได้ เพราะมีงานแฟชั่นเข้ามาบ้าง ตามประสาสังคมไทยที่มักให้โอกาสคนที่เดินชีวิตผิดพลาด โดยเฉพาะคนในวงการบันเทิง

แต่จู่ๆกลับตกเป็นข่าวดังคึกโครม เธอถูกพบขณะเร่ร่อนแบบคนไร้สติอยู่ข้างถนน บวกกับอาการป่วยด้วยโรคไบไพลาห์ คือ มีอาการเหมือนคนสองบุคลิก ดีก็ดีใจหาย ร้ายหรือเศร้าหดหู่ก็เอาเรื่องอยู่
งานนี้แน่นอนตามประสาสังคมไทย ความช่วยเหลือประดังเข้ามาในทันที ทั้งจากวงการบันเทิง และไปถึงระดับประเทศ เมื่อ ปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ปัญหาก็คือ แม้การช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่คนเราควรจะมีน้ำใจต่อกันช่วยเหลือกัน สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีงามของสังคมไทย แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปหรือไม่?
และที่สำคัญจะต้องตามช่วยเหลืออีกสักกี่คน?

เพราะอย่งที่บอกปัญหาทำนองนี้ไม่ใช่มีแค่ยุ้ยรจนา เพราะที่ผ่านมามีชีวิตแบบ “สามล้อถูกหวย” เกิดขึ้นไม่น้อยในแวดวงบันเทิง – ดารา – นางแบบ ที่จบอนาคตด้วยการดำเนินชีวิตผิดพลาด เพราะไม่เคยเรียนรู้บทเรียน โดยเฉพาะบทเรียนเรื่องยาเสพติด ที่ทำให้ใครต่อใครตายทั้งเป็น มานักต่อนักแล้ว

ยิ่งประเภทที่ดังตั้งแต่วัยไม่ถึง 20 ปี แล้วไม่มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ค่อยกำกับเป็นเข็มทิศนำทาง ดูแลเรื่องการดำเนินชีวิต... ก็ยิ่งน่ากลัว เพราะสิ่งแวดล้อมรอบข้าง พร้อมกระชากให้ดิ่งนรกลงเหว จบเส้นทางของดารา นางแบบ นายแบบ นักร้อง กลายเป็นตราบาปชีวิตมามากต่อมากแล้ว

สังคมบันเทิงที่ระเริงกับแสงสีเสียง ความหรูหราฟู่ฟ่า ชอบเฮฮาปาร์ตี้ พี้ยาเสพติด รวมทั้งมั่วเซ็กซ์กลายเป็นข่าวฉาวออกมาอยู่บ่อยครั้ง คนที่จัดปาร์ตี้มักเป็นไฮโซเซเล็บ ลูกหลานคนมีตังส์

เคยมีคนหลงเข้าไปในงานปาร์ตี้งานหนึ่งบอกว่า กลิ่นบุหรี่ กลิ่นกัญชายาเสพติดคลุ้งไปทั้งงาน หันไปซ้ายขวาล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ในวงการแฟชั่นทั้งนั้น

สังคมแบบนี้ไม่ใช่ไม่มีใครรู้ แต่ตลอดมาก็ยังมีคนสมัครใจที่จะเข้าไปติดบ่วง ที่เนียน ๆ ก็รอดตัวไป ที่ไม่เนียนก็กลายเป็นข่าวถูกตำรวจจับดำเนินคดี อย่างกรณีของ อดีตนางแบบและนักแสดง ยูยี่-อลิสา พันธุสมิต ก็ตกอยู่ในวังวนของยาเสพติด

ทำให้หลายคนที่ได้รับรู้ข่าว ต้องสลดหดหู่ใจ ว่าทำไมเรื่องราวเช่นนี้จึงไม่เป็นอุทธาหรณ์ให้คนในแวดวงบันเทิงรุ่นใหม่ได้ฉุกใจคิดกันบ้างหรือ

ทำไมตัวอย่างดีๆที่เป็นดาวค้างฟ้าอยู่จนทุกวันนี้ ถึงไม่มีการมองดูกันบ้าง??
ในแวดวงนางแบบดังของเมืองไทย ตัวอย่างที่ดีก็มีเยอะ หลายคนจนวันนี้ยังมีชีวิตที่สดใส แม้ว่าจะแขวนรองเท้าไปแล้วก็ตามที เช่นไอดอล ซูเปอร์โมเดล อย่าง ลูกเกด-เมทนี กิ่งโพยม และ ซินดี้-สิรินยา เบอร์บริดจ์

ตรงนี้แหละที่ ต้องการให้ฉุกใจคิดกันให้มากๆ เพราะอย่างที่บอกว่า เห็นคนตกทุกข์ได้ยากแล้วยื่นมือช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาช่วยเหลือก็ดีแล้ว

แต่หน่วยงานที่ต้องให้ความรู้กับประชาชน กับสังคม อย่างเช่นกระทรวงศึกษาธิการ มัวทำอะไรกันอยู่ ถึงได้ไม่เคยปลูกฝังค่านิยมที่ดีๆให้กับสังคมไทยเลยในช่วงระยะเวลาหลายๆสิบปีที่ผ่านมา
คนไทยเราไม่เคยได้ชื่อเสียงในเรื่องค่านิยมรักชาติ ซึ่งผิดกับประเทศญี่ปุ่น

คนไทยเราล่าสุดถูก เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ฉีกหน้าให้ได้รับรู้ว่า การพัฒนาด้านการศึกษาของไทยตกต่ำมาก สำรวจในกลุ่มอาเซียน 8 ประเทศ ไม่รวมลาว และพม่า ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่อันดับ 8 หรือบ๊วยสุด

เป็นรองแม้แต่เวียดนามและกัมพูชา

นี่คือความจริงที่ชี้ให้เห็นถึงความพิกลพิการ และการดำเนินนโยบายในเรื่องการศึกษาและการให้ความรู้ที่ผิดรูปผิดร่างของสังคมไทย

จนทำให้ต้องเกิดกรณีอย่างสามล้อถูกหวย อย่าง ยุ้ย รจนา เกิดขึ้นซ้ำซาก
เกิดขึ้นทีก็ช่วยกันที เป็นการช่วยแบบไฟไหม้ฟาง ไม่ได้ยั่งยืนอะไร ไม่ได้ปลูกฝังแก่นให้คนรู้จักคิด รู้จักใช้ชีวิตในเส้นทางที่เหมาะสม

คำว่าใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เป็นเพียงคำสวยหรูที่ขยันพูดว่าจะยึดถือและทำตาม แต่ยังคงพบเห็นตลอดว่า คนดังคนในแวดวงไฮโซจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ทำอย่างที่ปากพร่ำพูด

คงต้องถามนักการเมืองไทย ถามผู้ที่ผลัดกันขึ้นมาบริหารประเทศชุดแล้วชุดเล่า ว่าได้เคยตอบแทนคุณประเทศโดยสอนให้เด็กไทยรู้จักคิดเป็นกันตั้งแต่เด็กๆบ้างหรือยัง จะได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ผิดพลาดเช่นที่เกิดขึ้น

ที่สำคัญและน่ากลัวอย่างมากที่สุดในทุกวันนี้ คือนอกจากบกพร่องในการสอนให้รู้จักเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่เหมาะสม มีวินัย อยู่ในกรองของศีลธรรมจรรยาแล้ว ยังกลับปล่อยให้ตื่นกระแสในเรื่องสังคมออนไลน์กันแบบไม่มีขอบเขต

นึกจะเขียนอะไร นึกจะด่าใคร นึกจะทำรูปทำภาพออกมาเล่นงานใครเพื่อความสะใจ ก็ทำกันโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ ไม่สนใจผลกระทบหรือความรู้สึกของคนอื่น... ตรงนี้แหละที่น่ากลัวและน่าเป็นห่วงอย่างมาก
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคำว่า “สยามเมืองยิ้ม” ที่กำลังจะหมดไปเพราะสังคมออนไลน์แล้วอย่งนั้นหรือ
แม้แต่เรื่องดีๆ เรื่องที่ต้องการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือเพื่อนร่วมวงการด้วยกันแท้ๆ ยังมีการเอาไปละเลงจนคนที่ต้องการทำดีถึงกับส่ายหน้า

นั่นก็คือ กรณีที่เพื่อนสนิทนางเอกสาว "อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ" อย่าง "ยุ้ย ณัฏฐาพร อคุสุวรรณ" ที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กับข่าว สาวอั้ม โดนใส่ไฟว่าใจแคบใจดำ ช่วยเหลือนักแสดงอาวุโสที่กำลังเจ็บป่วยเป็นข่าวดังแค่ 10,000 บาท ทั้งที่ตัวเองเป็นถึงดาราดังและมีเงินถุงเงินถัง

ก็เลยออกมาโต้แกมชี้แจงผ่านอินสตาแกรมแทนเพื่อนว่า

มีเว็บดังเขียนข่าวอั้มช่วยนักแสดงท่านนึง 10,000 บาท เอามาจากไหนเหรอคะ? งงมาก ถ้าอยากรู้จริงๆ ถามยุ้ยก่อนก็ได้นะคะ เวลาไปให้กำลังใจหรือช่วยใคร อั้มและเพื่อนๆ ก็ไม่เคยที่จะออกมาป่าวประกาศนะ (เห็นอย่างนี้แล้วทนไม่ได้จริงๆ)

ยืนยันว่าตัวเลขมากกว่านี้มากนะคะ! ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาอวดร่ำอวดรวยอะไร แต่พอคุณลงว่า 10,000 โดยที่คุณคิดตัวเลขขึ้นมาเอง อั้มก็โดนด่าว่าใจแคบใจดำ เป็นดาราดังให้แค่นี้เองเหรอ คนที่อยากช่วยจากใจจริง เขาก็ท้อและเสียใจเป็นนะคะ) ขอบคุณค่ะ yui_papa”

นี่คืออีกความจริงที่โหดร้ายในสังคมไทยเวลานี้

ตราบใดที่สังคมไทยยังถูกปล่อยปละละเลยให้เป็นสังคมที่ไม่เข้มงวดหย่อนยานระเบียบวินัย โดยเฉพาะจากสถาบันครอบครัว ที่เป็นหน่วยย่อยหน่อยเล็กที่สุดในสังคม แต่มีความสำคัญที่สุด และการแก้ปัญหาไปไม่ถึงรากเหง้า เกาไม่ถูกที่คัน

หน่วยงานการศึกษาของชาติยังเรื่อยๆมาเรียงๆอยู่เช่นนี้

กรณีของ “ยุ้ย-รจนา เพชรกัณหา” คงไม่ใช่เป็นบทเรียนราคาแพงรายสุดท้าย คงจะมีต่อกันไปไม่มีที่สุด
กรณีของ “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ก็ยังจะเกิดซ้ำซากกับใครก็ได้

และกรณีผลสำรวจคุณภาพการศึกษาของไทยก็จะฉีกหน้าคนไทยไปอีกนานแน่ๆ

ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น