สามล้อถูกหวย..!!
เป็นสำนวนที่รู้จักกันดี ว่าเปรียบเปรยถึงคนจนที่โชคดีมีโอกาสรวย แต่ใช้จ่ายเงินหมดภายในพริบตา
เป็นสำนวนจากเรื่องจริงเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่มีข่าวโด่งดัง เมื่อสามล้อฐานะยากจนคนหนึ่งถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 จากนั้นเพียงไม่กี่วันเงินทองก็หมดลงด้วยความรวดเร็ว

ยุ้ยเคยเล่าว่า เคยมีเงินเก็บมากที่สุดถึง 50 ล้านบาท แต่ในวันที่หมดสภาพแล้วเดินทางกลับมาเมืองไทยมีเงินเหลือติดตัวเพียงแค่ 500 บาทเท่านั้น!!!
แต่จู่ๆกลับตกเป็นข่าวดังคึกโครม เธอถูกพบขณะเร่ร่อนแบบคนไร้สติอยู่ข้างถนน บวกกับอาการป่วยด้วยโรคไบไพลาห์ คือ มีอาการเหมือนคนสองบุคลิก ดีก็ดีใจหาย ร้ายหรือเศร้าหดหู่ก็เอาเรื่องอยู่
งานนี้แน่นอนตามประสาสังคมไทย ความช่วยเหลือประดังเข้ามาในทันที ทั้งจากวงการบันเทิง และไปถึงระดับประเทศ เมื่อ ปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ปัญหาก็คือ แม้การช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่คนเราควรจะมีน้ำใจต่อกันช่วยเหลือกัน สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีงามของสังคมไทย แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปหรือไม่?
และที่สำคัญจะต้องตามช่วยเหลืออีกสักกี่คน?
เพราะอย่งที่บอกปัญหาทำนองนี้ไม่ใช่มีแค่ยุ้ยรจนา เพราะที่ผ่านมามีชีวิตแบบ “สามล้อถูกหวย” เกิดขึ้นไม่น้อยในแวดวงบันเทิง – ดารา – นางแบบ ที่จบอนาคตด้วยการดำเนินชีวิตผิดพลาด เพราะไม่เคยเรียนรู้บทเรียน โดยเฉพาะบทเรียนเรื่องยาเสพติด ที่ทำให้ใครต่อใครตายทั้งเป็น มานักต่อนักแล้ว
ยิ่งประเภทที่ดังตั้งแต่วัยไม่ถึง 20 ปี แล้วไม่มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ค่อยกำกับเป็นเข็มทิศนำทาง ดูแลเรื่องการดำเนินชีวิต... ก็ยิ่งน่ากลัว เพราะสิ่งแวดล้อมรอบข้าง พร้อมกระชากให้ดิ่งนรกลงเหว จบเส้นทางของดารา นางแบบ นายแบบ นักร้อง กลายเป็นตราบาปชีวิตมามากต่อมากแล้ว
สังคมบันเทิงที่ระเริงกับแสงสีเสียง ความหรูหราฟู่ฟ่า ชอบเฮฮาปาร์ตี้ พี้ยาเสพติด รวมทั้งมั่วเซ็กซ์กลายเป็นข่าวฉาวออกมาอยู่บ่อยครั้ง คนที่จัดปาร์ตี้มักเป็นไฮโซเซเล็บ ลูกหลานคนมีตังส์
เคยมีคนหลงเข้าไปในงานปาร์ตี้งานหนึ่งบอกว่า กลิ่นบุหรี่ กลิ่นกัญชายาเสพติดคลุ้งไปทั้งงาน หันไปซ้ายขวาล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ในวงการแฟชั่นทั้งนั้น
สังคมแบบนี้ไม่ใช่ไม่มีใครรู้ แต่ตลอดมาก็ยังมีคนสมัครใจที่จะเข้าไปติดบ่วง ที่เนียน ๆ ก็รอดตัวไป ที่ไม่เนียนก็กลายเป็นข่าวถูกตำรวจจับดำเนินคดี อย่างกรณีของ อดีตนางแบบและนักแสดง ยูยี่-อลิสา พันธุสมิต ก็ตกอยู่ในวังวนของยาเสพติด
ทำให้หลายคนที่ได้รับรู้ข่าว ต้องสลดหดหู่ใจ ว่าทำไมเรื่องราวเช่นนี้จึงไม่เป็นอุทธาหรณ์ให้คนในแวดวงบันเทิงรุ่นใหม่ได้ฉุกใจคิดกันบ้างหรือ
ทำไมตัวอย่างดีๆที่เป็นดาวค้างฟ้าอยู่จนทุกวันนี้ ถึงไม่มีการมองดูกันบ้าง??
ตรงนี้แหละที่ ต้องการให้ฉุกใจคิดกันให้มากๆ เพราะอย่างที่บอกว่า เห็นคนตกทุกข์ได้ยากแล้วยื่นมือช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาช่วยเหลือก็ดีแล้ว
แต่หน่วยงานที่ต้องให้ความรู้กับประชาชน กับสังคม อย่างเช่นกระทรวงศึกษาธิการ มัวทำอะไรกันอยู่ ถึงได้ไม่เคยปลูกฝังค่านิยมที่ดีๆให้กับสังคมไทยเลยในช่วงระยะเวลาหลายๆสิบปีที่ผ่านมา
คนไทยเราไม่เคยได้ชื่อเสียงในเรื่องค่านิยมรักชาติ ซึ่งผิดกับประเทศญี่ปุ่น
คนไทยเราล่าสุดถูก เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ฉีกหน้าให้ได้รับรู้ว่า การพัฒนาด้านการศึกษาของไทยตกต่ำมาก สำรวจในกลุ่มอาเซียน 8 ประเทศ ไม่รวมลาว และพม่า ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่อันดับ 8 หรือบ๊วยสุด
เป็นรองแม้แต่เวียดนามและกัมพูชา
นี่คือความจริงที่ชี้ให้เห็นถึงความพิกลพิการ และการดำเนินนโยบายในเรื่องการศึกษาและการให้ความรู้ที่ผิดรูปผิดร่างของสังคมไทย
จนทำให้ต้องเกิดกรณีอย่างสามล้อถูกหวย อย่าง ยุ้ย รจนา เกิดขึ้นซ้ำซาก
เกิดขึ้นทีก็ช่วยกันที เป็นการช่วยแบบไฟไหม้ฟาง ไม่ได้ยั่งยืนอะไร ไม่ได้ปลูกฝังแก่นให้คนรู้จักคิด รู้จักใช้ชีวิตในเส้นทางที่เหมาะสม
คำว่าใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เป็นเพียงคำสวยหรูที่ขยันพูดว่าจะยึดถือและทำตาม แต่ยังคงพบเห็นตลอดว่า คนดังคนในแวดวงไฮโซจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ทำอย่างที่ปากพร่ำพูด
คงต้องถามนักการเมืองไทย ถามผู้ที่ผลัดกันขึ้นมาบริหารประเทศชุดแล้วชุดเล่า ว่าได้เคยตอบแทนคุณประเทศโดยสอนให้เด็กไทยรู้จักคิดเป็นกันตั้งแต่เด็กๆบ้างหรือยัง จะได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ผิดพลาดเช่นที่เกิดขึ้น
ที่สำคัญและน่ากลัวอย่างมากที่สุดในทุกวันนี้ คือนอกจากบกพร่องในการสอนให้รู้จักเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่เหมาะสม มีวินัย อยู่ในกรองของศีลธรรมจรรยาแล้ว ยังกลับปล่อยให้ตื่นกระแสในเรื่องสังคมออนไลน์กันแบบไม่มีขอบเขต
นึกจะเขียนอะไร นึกจะด่าใคร นึกจะทำรูปทำภาพออกมาเล่นงานใครเพื่อความสะใจ ก็ทำกันโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ ไม่สนใจผลกระทบหรือความรู้สึกของคนอื่น... ตรงนี้แหละที่น่ากลัวและน่าเป็นห่วงอย่างมาก
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคำว่า “สยามเมืองยิ้ม” ที่กำลังจะหมดไปเพราะสังคมออนไลน์แล้วอย่งนั้นหรือ
นั่นก็คือ กรณีที่เพื่อนสนิทนางเอกสาว "อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ" อย่าง "ยุ้ย ณัฏฐาพร อคุสุวรรณ" ที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กับข่าว สาวอั้ม โดนใส่ไฟว่าใจแคบใจดำ ช่วยเหลือนักแสดงอาวุโสที่กำลังเจ็บป่วยเป็นข่าวดังแค่ 10,000 บาท ทั้งที่ตัวเองเป็นถึงดาราดังและมีเงินถุงเงินถัง
ก็เลยออกมาโต้แกมชี้แจงผ่านอินสตาแกรมแทนเพื่อนว่า
มีเว็บดังเขียนข่าวอั้มช่วยนักแสดงท่านนึง 10,000 บาท เอามาจากไหนเหรอคะ? งงมาก ถ้าอยากรู้จริงๆ ถามยุ้ยก่อนก็ได้นะคะ เวลาไปให้กำลังใจหรือช่วยใคร อั้มและเพื่อนๆ ก็ไม่เคยที่จะออกมาป่าวประกาศนะ (เห็นอย่างนี้แล้วทนไม่ได้จริงๆ)
ยืนยันว่าตัวเลขมากกว่านี้มากนะคะ! ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาอวดร่ำอวดรวยอะไร แต่พอคุณลงว่า 10,000 โดยที่คุณคิดตัวเลขขึ้นมาเอง อั้มก็โดนด่าว่าใจแคบใจดำ เป็นดาราดังให้แค่นี้เองเหรอ คนที่อยากช่วยจากใจจริง เขาก็ท้อและเสียใจเป็นนะคะ) ขอบคุณค่ะ yui_papa”
นี่คืออีกความจริงที่โหดร้ายในสังคมไทยเวลานี้
ตราบใดที่สังคมไทยยังถูกปล่อยปละละเลยให้เป็นสังคมที่ไม่เข้มงวดหย่อนยานระเบียบวินัย โดยเฉพาะจากสถาบันครอบครัว ที่เป็นหน่วยย่อยหน่อยเล็กที่สุดในสังคม แต่มีความสำคัญที่สุด และการแก้ปัญหาไปไม่ถึงรากเหง้า เกาไม่ถูกที่คัน
หน่วยงานการศึกษาของชาติยังเรื่อยๆมาเรียงๆอยู่เช่นนี้
กรณีของ “ยุ้ย-รจนา เพชรกัณหา” คงไม่ใช่เป็นบทเรียนราคาแพงรายสุดท้าย คงจะมีต่อกันไปไม่มีที่สุด
และกรณีผลสำรวจคุณภาพการศึกษาของไทยก็จะฉีกหน้าคนไทยไปอีกนานแน่ๆ
เป็นสำนวนจากเรื่องจริงเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่มีข่าวโด่งดัง เมื่อสามล้อฐานะยากจนคนหนึ่งถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 1 จากนั้นเพียงไม่กี่วันเงินทองก็หมดลงด้วยความรวดเร็ว
เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน แต่สังคมบางส่วนก็ไม่เคยนำไปใจเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ
เฉกเช่นกรณีอดีตนางแบบสาวชาวที่ราบสูง ผู้โด่งดังระดับโลก “ยุ้ย-รจนา เพชรกัณหา” ซึ่งมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีปัญหารุมเร้าสารพัด จับพลัดจับผลูมีคนนำไปเจียรไน ส่งเข้าประกวด “อีลิท ซูเปอร์โมเดล ออฟ ไทยแลนด์ 1994” แล้วคว้าแชมป์ ได้เซ็นสัญญากับเอเยนซีนางแบบ จนกลายเป็นนางแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยวัย 18 ปี
เฉกเช่นกรณีอดีตนางแบบสาวชาวที่ราบสูง ผู้โด่งดังระดับโลก “ยุ้ย-รจนา เพชรกัณหา” ซึ่งมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีปัญหารุมเร้าสารพัด จับพลัดจับผลูมีคนนำไปเจียรไน ส่งเข้าประกวด “อีลิท ซูเปอร์โมเดล ออฟ ไทยแลนด์ 1994” แล้วคว้าแชมป์ ได้เซ็นสัญญากับเอเยนซีนางแบบ จนกลายเป็นนางแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยวัย 18 ปี
ไม่ได้โด่งดังในเมืองไทย แต่ไปสร้างชื่อในต่างประเทศ ขนาดติดอันดับ 1 ใน 12 ซูเปอร์โมเดลโลก
ช่วงที่เธอโด่งดังบรรดาสื่อทั้งหลาย โดยเฉพาะแมกกาซีนหัวไทย หัวนอก ประโคมข่าวถึงความฮอตของเธอ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ที่หรูหราฟู่ฟ่า มีเงินหมุนเวียนเข้ามาในชีวิตกว่า 100 ล้านบาท
แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอด สังคมเลยต้องช็อคกับข่าวว่า เธอใช้ชีวิตผิดพลาด ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยจนหมดตัว แถมยังติดสุราสูบบุหรี่อย่างหนัก แรงสุดถึงขั้นติดยาเสพติดประเภทโคเคนอีกด้วย
ช่วงที่เธอโด่งดังบรรดาสื่อทั้งหลาย โดยเฉพาะแมกกาซีนหัวไทย หัวนอก ประโคมข่าวถึงความฮอตของเธอ ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ที่หรูหราฟู่ฟ่า มีเงินหมุนเวียนเข้ามาในชีวิตกว่า 100 ล้านบาท
แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอด สังคมเลยต้องช็อคกับข่าวว่า เธอใช้ชีวิตผิดพลาด ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยจนหมดตัว แถมยังติดสุราสูบบุหรี่อย่างหนัก แรงสุดถึงขั้นติดยาเสพติดประเภทโคเคนอีกด้วย
ยุ้ยเคยเล่าว่า เคยมีเงินเก็บมากที่สุดถึง 50 ล้านบาท แต่ในวันที่หมดสภาพแล้วเดินทางกลับมาเมืองไทยมีเงินเหลือติดตัวเพียงแค่ 500 บาทเท่านั้น!!!
แถมกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทย เธอก็ยังติดทั้งเหล้า ทั้งบุหรี่ ทั้งยาเสพติด กลายเป็นประสาทหลอน ทะเลาะกับแม่เป็นประจำ จากนั้นเมื่อรักษาอาการดีขึ้น หันเข้ามาทำงานรับสอนเดินแบบ และขายรองเท้าอยู่ห้างดัง ชีวิตดูเหมือนจะฟื้นให้ประคองตัวรอดได้ เพราะมีงานแฟชั่นเข้ามาบ้าง ตามประสาสังคมไทยที่มักให้โอกาสคนที่เดินชีวิตผิดพลาด โดยเฉพาะคนในวงการบันเทิง
แต่จู่ๆกลับตกเป็นข่าวดังคึกโครม เธอถูกพบขณะเร่ร่อนแบบคนไร้สติอยู่ข้างถนน บวกกับอาการป่วยด้วยโรคไบไพลาห์ คือ มีอาการเหมือนคนสองบุคลิก ดีก็ดีใจหาย ร้ายหรือเศร้าหดหู่ก็เอาเรื่องอยู่
งานนี้แน่นอนตามประสาสังคมไทย ความช่วยเหลือประดังเข้ามาในทันที ทั้งจากวงการบันเทิง และไปถึงระดับประเทศ เมื่อ ปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ปัญหาก็คือ แม้การช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่คนเราควรจะมีน้ำใจต่อกันช่วยเหลือกัน สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีงามของสังคมไทย แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปหรือไม่?
และที่สำคัญจะต้องตามช่วยเหลืออีกสักกี่คน?
เพราะอย่งที่บอกปัญหาทำนองนี้ไม่ใช่มีแค่ยุ้ยรจนา เพราะที่ผ่านมามีชีวิตแบบ “สามล้อถูกหวย” เกิดขึ้นไม่น้อยในแวดวงบันเทิง – ดารา – นางแบบ ที่จบอนาคตด้วยการดำเนินชีวิตผิดพลาด เพราะไม่เคยเรียนรู้บทเรียน โดยเฉพาะบทเรียนเรื่องยาเสพติด ที่ทำให้ใครต่อใครตายทั้งเป็น มานักต่อนักแล้ว
ยิ่งประเภทที่ดังตั้งแต่วัยไม่ถึง 20 ปี แล้วไม่มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ค่อยกำกับเป็นเข็มทิศนำทาง ดูแลเรื่องการดำเนินชีวิต... ก็ยิ่งน่ากลัว เพราะสิ่งแวดล้อมรอบข้าง พร้อมกระชากให้ดิ่งนรกลงเหว จบเส้นทางของดารา นางแบบ นายแบบ นักร้อง กลายเป็นตราบาปชีวิตมามากต่อมากแล้ว
สังคมบันเทิงที่ระเริงกับแสงสีเสียง ความหรูหราฟู่ฟ่า ชอบเฮฮาปาร์ตี้ พี้ยาเสพติด รวมทั้งมั่วเซ็กซ์กลายเป็นข่าวฉาวออกมาอยู่บ่อยครั้ง คนที่จัดปาร์ตี้มักเป็นไฮโซเซเล็บ ลูกหลานคนมีตังส์
เคยมีคนหลงเข้าไปในงานปาร์ตี้งานหนึ่งบอกว่า กลิ่นบุหรี่ กลิ่นกัญชายาเสพติดคลุ้งไปทั้งงาน หันไปซ้ายขวาล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ในวงการแฟชั่นทั้งนั้น
สังคมแบบนี้ไม่ใช่ไม่มีใครรู้ แต่ตลอดมาก็ยังมีคนสมัครใจที่จะเข้าไปติดบ่วง ที่เนียน ๆ ก็รอดตัวไป ที่ไม่เนียนก็กลายเป็นข่าวถูกตำรวจจับดำเนินคดี อย่างกรณีของ อดีตนางแบบและนักแสดง ยูยี่-อลิสา พันธุสมิต ก็ตกอยู่ในวังวนของยาเสพติด
ทำให้หลายคนที่ได้รับรู้ข่าว ต้องสลดหดหู่ใจ ว่าทำไมเรื่องราวเช่นนี้จึงไม่เป็นอุทธาหรณ์ให้คนในแวดวงบันเทิงรุ่นใหม่ได้ฉุกใจคิดกันบ้างหรือ
ทำไมตัวอย่างดีๆที่เป็นดาวค้างฟ้าอยู่จนทุกวันนี้ ถึงไม่มีการมองดูกันบ้าง??
ในแวดวงนางแบบดังของเมืองไทย ตัวอย่างที่ดีก็มีเยอะ หลายคนจนวันนี้ยังมีชีวิตที่สดใส แม้ว่าจะแขวนรองเท้าไปแล้วก็ตามที เช่นไอดอล ซูเปอร์โมเดล อย่าง ลูกเกด-เมทนี กิ่งโพยม และ ซินดี้-สิรินยา เบอร์บริดจ์
ตรงนี้แหละที่ ต้องการให้ฉุกใจคิดกันให้มากๆ เพราะอย่างที่บอกว่า เห็นคนตกทุกข์ได้ยากแล้วยื่นมือช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาช่วยเหลือก็ดีแล้ว
แต่หน่วยงานที่ต้องให้ความรู้กับประชาชน กับสังคม อย่างเช่นกระทรวงศึกษาธิการ มัวทำอะไรกันอยู่ ถึงได้ไม่เคยปลูกฝังค่านิยมที่ดีๆให้กับสังคมไทยเลยในช่วงระยะเวลาหลายๆสิบปีที่ผ่านมา
คนไทยเราไม่เคยได้ชื่อเสียงในเรื่องค่านิยมรักชาติ ซึ่งผิดกับประเทศญี่ปุ่น
คนไทยเราล่าสุดถูก เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ฉีกหน้าให้ได้รับรู้ว่า การพัฒนาด้านการศึกษาของไทยตกต่ำมาก สำรวจในกลุ่มอาเซียน 8 ประเทศ ไม่รวมลาว และพม่า ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่อันดับ 8 หรือบ๊วยสุด
เป็นรองแม้แต่เวียดนามและกัมพูชา
นี่คือความจริงที่ชี้ให้เห็นถึงความพิกลพิการ และการดำเนินนโยบายในเรื่องการศึกษาและการให้ความรู้ที่ผิดรูปผิดร่างของสังคมไทย
จนทำให้ต้องเกิดกรณีอย่างสามล้อถูกหวย อย่าง ยุ้ย รจนา เกิดขึ้นซ้ำซาก
เกิดขึ้นทีก็ช่วยกันที เป็นการช่วยแบบไฟไหม้ฟาง ไม่ได้ยั่งยืนอะไร ไม่ได้ปลูกฝังแก่นให้คนรู้จักคิด รู้จักใช้ชีวิตในเส้นทางที่เหมาะสม
คำว่าใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เป็นเพียงคำสวยหรูที่ขยันพูดว่าจะยึดถือและทำตาม แต่ยังคงพบเห็นตลอดว่า คนดังคนในแวดวงไฮโซจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ทำอย่างที่ปากพร่ำพูด
คงต้องถามนักการเมืองไทย ถามผู้ที่ผลัดกันขึ้นมาบริหารประเทศชุดแล้วชุดเล่า ว่าได้เคยตอบแทนคุณประเทศโดยสอนให้เด็กไทยรู้จักคิดเป็นกันตั้งแต่เด็กๆบ้างหรือยัง จะได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ผิดพลาดเช่นที่เกิดขึ้น
ที่สำคัญและน่ากลัวอย่างมากที่สุดในทุกวันนี้ คือนอกจากบกพร่องในการสอนให้รู้จักเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่เหมาะสม มีวินัย อยู่ในกรองของศีลธรรมจรรยาแล้ว ยังกลับปล่อยให้ตื่นกระแสในเรื่องสังคมออนไลน์กันแบบไม่มีขอบเขต
นึกจะเขียนอะไร นึกจะด่าใคร นึกจะทำรูปทำภาพออกมาเล่นงานใครเพื่อความสะใจ ก็ทำกันโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ ไม่สนใจผลกระทบหรือความรู้สึกของคนอื่น... ตรงนี้แหละที่น่ากลัวและน่าเป็นห่วงอย่างมาก
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคำว่า “สยามเมืองยิ้ม” ที่กำลังจะหมดไปเพราะสังคมออนไลน์แล้วอย่งนั้นหรือ
แม้แต่เรื่องดีๆ เรื่องที่ต้องการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือเพื่อนร่วมวงการด้วยกันแท้ๆ ยังมีการเอาไปละเลงจนคนที่ต้องการทำดีถึงกับส่ายหน้า
นั่นก็คือ กรณีที่เพื่อนสนิทนางเอกสาว "อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ" อย่าง "ยุ้ย ณัฏฐาพร อคุสุวรรณ" ที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กับข่าว สาวอั้ม โดนใส่ไฟว่าใจแคบใจดำ ช่วยเหลือนักแสดงอาวุโสที่กำลังเจ็บป่วยเป็นข่าวดังแค่ 10,000 บาท ทั้งที่ตัวเองเป็นถึงดาราดังและมีเงินถุงเงินถัง
ก็เลยออกมาโต้แกมชี้แจงผ่านอินสตาแกรมแทนเพื่อนว่า
มีเว็บดังเขียนข่าวอั้มช่วยนักแสดงท่านนึง 10,000 บาท เอามาจากไหนเหรอคะ? งงมาก ถ้าอยากรู้จริงๆ ถามยุ้ยก่อนก็ได้นะคะ เวลาไปให้กำลังใจหรือช่วยใคร อั้มและเพื่อนๆ ก็ไม่เคยที่จะออกมาป่าวประกาศนะ (เห็นอย่างนี้แล้วทนไม่ได้จริงๆ)
ยืนยันว่าตัวเลขมากกว่านี้มากนะคะ! ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาอวดร่ำอวดรวยอะไร แต่พอคุณลงว่า 10,000 โดยที่คุณคิดตัวเลขขึ้นมาเอง อั้มก็โดนด่าว่าใจแคบใจดำ เป็นดาราดังให้แค่นี้เองเหรอ คนที่อยากช่วยจากใจจริง เขาก็ท้อและเสียใจเป็นนะคะ) ขอบคุณค่ะ yui_papa”
นี่คืออีกความจริงที่โหดร้ายในสังคมไทยเวลานี้
ตราบใดที่สังคมไทยยังถูกปล่อยปละละเลยให้เป็นสังคมที่ไม่เข้มงวดหย่อนยานระเบียบวินัย โดยเฉพาะจากสถาบันครอบครัว ที่เป็นหน่วยย่อยหน่อยเล็กที่สุดในสังคม แต่มีความสำคัญที่สุด และการแก้ปัญหาไปไม่ถึงรากเหง้า เกาไม่ถูกที่คัน
หน่วยงานการศึกษาของชาติยังเรื่อยๆมาเรียงๆอยู่เช่นนี้
กรณีของ “ยุ้ย-รจนา เพชรกัณหา” คงไม่ใช่เป็นบทเรียนราคาแพงรายสุดท้าย คงจะมีต่อกันไปไม่มีที่สุด
กรณีของ “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ก็ยังจะเกิดซ้ำซากกับใครก็ได้
และกรณีผลสำรวจคุณภาพการศึกษาของไทยก็จะฉีกหน้าคนไทยไปอีกนานแน่ๆ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น