"อุกฤษ"เผยทำงานแบบผู้ให้ ไม่มีผลประโยชน์ ย้ำการทำรัฐประหารปัจจุบันไม่ง่าย ชี้ประชาชนรู้ข่าวสารหมด ลั่นใครคิดทำจะไม่มีแผ่นดินอยู่
คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง "คอ.นธ. เพื่อประชาชน" โดยมีนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคอ.นธ. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และเสวนาผลการดำเนินการของคอ.นธ.ว่า วันนี้เป็นวันที่คอ.นธ.ครบ 2 ปี แต่ต้องลบออก 3 เดือนเพราะติดช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ส่วนคอ.นธ.รอบ 2 ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติคงไม่มีน้ำท่วม เพราะจะได้ทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามการทำงานของคอ.นธ.เราเป็นคณะกรรมการชุดที่เป็นผู้ให้ ไม่ได้เป็นผู้รับ อาทิเช่น เราไม่มีการรับเบี้ยประชุม และเวลามีการประชุม หรือรับประทานอาหารก็จะใช้ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทั้งนี้การปกครองด้วยระบบนิติธรรมอย่างเดียวในปัจจุบันไม่เพียงพอ ต้องมีระบบทำนองครองธรรมด้วย ถึงอย่างไรก็ดีการทำงาน 2 ปีของคอ.นธ. ก็ให้รัฐบาลเป็นผู้ประเมินผล ซึ่งหลังจากครบ 2 ปี ก็ได้มีคนของรัฐบาล 6-7 คน มาขอร้องให้คณะกรรมการคอ.นธ.ชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งต่อไปเพื่อช่วยบ้านเมือง
ถ้าเราทำให้ประชาชนมีความสุข มีความเรียบร้อย มีความยุติธรรม มีมาตรฐานเดียว เมื่อนั้นพวกเราจะนอนตายตาหลับ ซึ่งสิ่งที่คอ.นธ.ทำไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร แต่มีความสุขที่ได้ทำ ทั้งนี้เราใช้เงินน้อย เพราะไม่มีเงินตำแน่ง ไม่มีรถประจำตำแหน่ง ไม่มีเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นงบประมาณที่ตั้งไว้ให้แต่ละปีเหลือทุกปี เราไม่ใช่นักบริหาร จึงบริหารงบประมาณไม่เป็น อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่ขอให้นึกถึงประชาชน ขอให้ทุกคนเป็นผู้ให้ มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ"นายอุกฤษ กล่าว
โดยภายลังเสร็จสิ้นงานเสวนา ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ กล่าวถึงการครบรอบ 7 ปีการรัฐประหาร 19 ก.ย. ว่า ในมุมมองของตนการรัฐประหารในเดือนก.ย.ในขณะนั้น ต่อมาในดือนพ.ย.-ธ.ค. ตนก็ได้ออกรายการทีวีให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหารไว้ชัดเจนแล้วว่า การทำรัฐประหารในครั้งนั้นทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างมาก เพราะเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านสังคม รวมถึงเรื่องระหว่างประเทศด้วย เพราะในปัจจุบันโลกเสรีเขาไม่ยอมรับการรัฐประหารแล้ว แต่ในขณะนั้นคงไม่มีใครกล้าพูดเท่าไหร่ แต่ตนก็ได้พูดเตือนแล้วว่าทีหลังอย่าทำอีก ถ้าทำบ้านเมืองจะเสียหายอีกเยอะ
อย่างไรก็ตามจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ผู้ที่ทำรัฐประหารก็ยอมรับแล้วว่า คิดผิดที่ทำรัฐประหาร เพราะทำให้บ้านเมืองเสียหายจริง และปัญหาความแตกแยกที่คิดว่าจะทำให้ดีขึ้นกลับทำให้แตกแยกระเอียดมากกว่าเดิม
ส่วนคนที่มองว่าไม่มีใครชอบการทำรัฐประหารแต่ในขณะนั้นถ้าไม่หยุดด้วยวิธีนี้ก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้ นายอุกฤษ กล่าวว่า ไม่จริงเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงภายหลังการรัฐประหารที่มีการเลือกตั้งทำไมคนไม่สนับสนุน แม้กระทั่งหัวหน้าการทำรัฐประหารเองที่มีการตั้งพรรคการเมือง นั้นก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่เอาด้วย
ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมามีการปล่อยข่าวมาเป็นระยะจากฝ่ายการเมืองนายอุกฤษ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือเรื่องข่าวที่สื่อขยายข่าวออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น แต่ตนไม่ได้ตำหนิสื่อ แต่สื่อต้องฟังหูไว้หู และต้องศึกษาประวัติศาสตร์บ้าง และเวลาใครปล่อยข่าวอะไรออกมาก็ให้มีการกรองข่าวบ้าง เพราะการออกข่าวไปแบบไม่ได้มีการกรองข่าวก็เหมือนเป็นยาพิษให้แก่ประชาชน แต่อย่างไรก็ตามการรัฐประหารในปัจจุบัน ต่อไปใครที่คิดจะแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง ประเทศไหนก็ตาม ไม่ง่ายเหมือนในอดีตแล้ว เพราะประชาชนรู้ข้อมูลทุกอย่างจากสื่อหมดแล้ว และถ้ามีการทำรัฐประหารก็จะมีคนต่อต้าน และผู้ที่ทำรัฐประหารจะไม่มีแผ่นดินอยู่แน่นอน
"ตั้งแต่ปี 2540 หมดสมัยไปแล้วที่จะมาใช้วิธีการทำรัฐประหาร ต้องเดินหน้าได้แล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เราถอยหลังกลับไปอยู่หลังประเทศพม่า ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก เพราะเราเป็นคนนำ ทั้งนี้ถ้านักการเมืองบ้านเราเล่นการเมือง เหมือนกับเล่นกีฬา ที่ต้องทำตามกฎกติกามารยาท และไม่มีอคติ การเมืองก็จะเดินไปได้ และทุกปัญหาจะไม่เกิด บ้านเมืองเราตอนนี้เหมือนเราประคองสถานการณ์ไว้ ขอให้หวังดีกับบ้านเมือง หวังดีกับประชาชน และอย่าหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว แต่เมื่อทุกอย่างถึงจุดวิกฤติสุดแล้วทุกอย่างจะดีเอง.
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
//////////////////////////////////////////////////////////////////
คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง "คอ.นธ. เพื่อประชาชน" โดยมีนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคอ.นธ. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และเสวนาผลการดำเนินการของคอ.นธ.ว่า วันนี้เป็นวันที่คอ.นธ.ครบ 2 ปี แต่ต้องลบออก 3 เดือนเพราะติดช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ส่วนคอ.นธ.รอบ 2 ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติคงไม่มีน้ำท่วม เพราะจะได้ทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามการทำงานของคอ.นธ.เราเป็นคณะกรรมการชุดที่เป็นผู้ให้ ไม่ได้เป็นผู้รับ อาทิเช่น เราไม่มีการรับเบี้ยประชุม และเวลามีการประชุม หรือรับประทานอาหารก็จะใช้ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทั้งนี้การปกครองด้วยระบบนิติธรรมอย่างเดียวในปัจจุบันไม่เพียงพอ ต้องมีระบบทำนองครองธรรมด้วย ถึงอย่างไรก็ดีการทำงาน 2 ปีของคอ.นธ. ก็ให้รัฐบาลเป็นผู้ประเมินผล ซึ่งหลังจากครบ 2 ปี ก็ได้มีคนของรัฐบาล 6-7 คน มาขอร้องให้คณะกรรมการคอ.นธ.ชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งต่อไปเพื่อช่วยบ้านเมือง
ถ้าเราทำให้ประชาชนมีความสุข มีความเรียบร้อย มีความยุติธรรม มีมาตรฐานเดียว เมื่อนั้นพวกเราจะนอนตายตาหลับ ซึ่งสิ่งที่คอ.นธ.ทำไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร แต่มีความสุขที่ได้ทำ ทั้งนี้เราใช้เงินน้อย เพราะไม่มีเงินตำแน่ง ไม่มีรถประจำตำแหน่ง ไม่มีเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นงบประมาณที่ตั้งไว้ให้แต่ละปีเหลือทุกปี เราไม่ใช่นักบริหาร จึงบริหารงบประมาณไม่เป็น อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่ขอให้นึกถึงประชาชน ขอให้ทุกคนเป็นผู้ให้ มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ"นายอุกฤษ กล่าว
โดยภายลังเสร็จสิ้นงานเสวนา ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ กล่าวถึงการครบรอบ 7 ปีการรัฐประหาร 19 ก.ย. ว่า ในมุมมองของตนการรัฐประหารในเดือนก.ย.ในขณะนั้น ต่อมาในดือนพ.ย.-ธ.ค. ตนก็ได้ออกรายการทีวีให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำรัฐประหารไว้ชัดเจนแล้วว่า การทำรัฐประหารในครั้งนั้นทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างมาก เพราะเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านสังคม รวมถึงเรื่องระหว่างประเทศด้วย เพราะในปัจจุบันโลกเสรีเขาไม่ยอมรับการรัฐประหารแล้ว แต่ในขณะนั้นคงไม่มีใครกล้าพูดเท่าไหร่ แต่ตนก็ได้พูดเตือนแล้วว่าทีหลังอย่าทำอีก ถ้าทำบ้านเมืองจะเสียหายอีกเยอะ
อย่างไรก็ตามจากการทำรัฐประหารในปี 2549 ผู้ที่ทำรัฐประหารก็ยอมรับแล้วว่า คิดผิดที่ทำรัฐประหาร เพราะทำให้บ้านเมืองเสียหายจริง และปัญหาความแตกแยกที่คิดว่าจะทำให้ดีขึ้นกลับทำให้แตกแยกระเอียดมากกว่าเดิม
ส่วนคนที่มองว่าไม่มีใครชอบการทำรัฐประหารแต่ในขณะนั้นถ้าไม่หยุดด้วยวิธีนี้ก็จะทำให้บ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้ นายอุกฤษ กล่าวว่า ไม่จริงเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงภายหลังการรัฐประหารที่มีการเลือกตั้งทำไมคนไม่สนับสนุน แม้กระทั่งหัวหน้าการทำรัฐประหารเองที่มีการตั้งพรรคการเมือง นั้นก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่เอาด้วย
ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมามีการปล่อยข่าวมาเป็นระยะจากฝ่ายการเมืองนายอุกฤษ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือเรื่องข่าวที่สื่อขยายข่าวออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น แต่ตนไม่ได้ตำหนิสื่อ แต่สื่อต้องฟังหูไว้หู และต้องศึกษาประวัติศาสตร์บ้าง และเวลาใครปล่อยข่าวอะไรออกมาก็ให้มีการกรองข่าวบ้าง เพราะการออกข่าวไปแบบไม่ได้มีการกรองข่าวก็เหมือนเป็นยาพิษให้แก่ประชาชน แต่อย่างไรก็ตามการรัฐประหารในปัจจุบัน ต่อไปใครที่คิดจะแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง ประเทศไหนก็ตาม ไม่ง่ายเหมือนในอดีตแล้ว เพราะประชาชนรู้ข้อมูลทุกอย่างจากสื่อหมดแล้ว และถ้ามีการทำรัฐประหารก็จะมีคนต่อต้าน และผู้ที่ทำรัฐประหารจะไม่มีแผ่นดินอยู่แน่นอน
"ตั้งแต่ปี 2540 หมดสมัยไปแล้วที่จะมาใช้วิธีการทำรัฐประหาร ต้องเดินหน้าได้แล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เราถอยหลังกลับไปอยู่หลังประเทศพม่า ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก เพราะเราเป็นคนนำ ทั้งนี้ถ้านักการเมืองบ้านเราเล่นการเมือง เหมือนกับเล่นกีฬา ที่ต้องทำตามกฎกติกามารยาท และไม่มีอคติ การเมืองก็จะเดินไปได้ และทุกปัญหาจะไม่เกิด บ้านเมืองเราตอนนี้เหมือนเราประคองสถานการณ์ไว้ ขอให้หวังดีกับบ้านเมือง หวังดีกับประชาชน และอย่าหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว แต่เมื่อทุกอย่างถึงจุดวิกฤติสุดแล้วทุกอย่างจะดีเอง.
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
//////////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น