--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

คอร์รัปชั่น ชี้ อนาคตไทย !!??

โดย : พัฒนพันธุ์ วงษ์พันธุ์

ถือเป็นเรื่องน่าตกใจ แต่ไม่เหนือความคาดหมายใด ๆ เมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ระบุว่า สถานการณ์บ้านเมืองของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค "มหาวิกฤตคอร์รัปชั่น"แค่คำว่าคอร์รัปชั่นก็แย่แล้ว ทว่า นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล้าระบุในวันเปิดงานต่อต้านคอร์รัปชั่นประจำปี 2556 "ACT NOW ร่วมกันสู้ กอบกู้อนาคต" เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา สถานการณ์คอร์รัปชั่นในประเทศไทยช่วง 3 ปีมานี้ อยู่ในภาวะทรงกับทรุด

ทั้งยังให้เหตุผลว่า การลุกลามของคอร์รัปชั่นที่กำลังเกิดขึ้นมาจาก 2 องค์ประกอบหลัก ๆ เป็นเพราะสังคมยังขาดจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชั่น บวกกับความไม่จริงจังของรัฐบาลและฝ่ายบริหาร ทำให้ไทยติดอันดับการคอร์รัปชั่น
อยู่ในลำดับที่ 88 จาก 160 ประเทศ โดยได้คะแนนเพียงแค่ 3.7

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับภาคเอกชนมานาน ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นไม่ปฏิเสธว่า "มหาวิกฤตคอร์รัปชั่น" ที่เจ้าตัวพูดถึงนี้ มีที่มาจากความเห็นแก่ตัวของนักธุรกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะเป็นฝ่ายที่ตอบสนองต่อคำเรียกร้องสินบน หรือไม่ก็เป็นฝ่ายเสนอตัวให้สินบนเสียเอง เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมักมีวงเงินเดิมพันสูงมาก จึงเกิดปัญหาการวิ่งเต้น

"แม้รัฐบาลจะแสดงเจตนารมณ์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่พบว่าไม่ได้ดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีกับโครงการขนาดใหญ่ เช่น รับจำนำข้าว"

ไม่มีอ้อมค้อมใด ๆ ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นจากการริเริ่มของภาคเอกชนที่ต้องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น

ที่กำลังเป็นปัญหาเลวร้ายที่บั่นทอนการพัฒนาของประเทศ ในครั้งแรกใช้ชื่อว่า "ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ท่ามกลางเสียงปรามาสรอบทิศ มองว่าเป็นแค่เวทีของการสร้างภาพ ปีปีหนึ่งจะลุกขึ้นมารวมตัวประกาศศักดากันแค่วันเดียว จากนั้นก็ไม่มีกิจกรรมใด ๆ

การรวมตัวดังกล่าวถูกมองว่าไม่มีทางแก้ไขปัญหาอะไรได้ เพราะสถานการณ์คอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้ลุกลามไปทั่ว
เห็นได้จากผลสำรวจที่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยยอมรับกับการคอร์รัปชั่น หากทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองดีขึ้น
ถึงแม้จะมีเสียงดูหมิ่นดูแคลน แต่เป็นเรื่องน่าดีใจที่กลุ่มบุคคลผู้ก่อตั้งองค์กรนี้ไม่ได้รู้สึกท้อถอย ยังยึดมั่นในเจตนารมณ์เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ยังดีกว่าไม่ทำอะไร

ในขณะที่เราได้ยินว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ได้รับการชื่นชมมาโดยตลอดถึงความโปร่งใส ไม่มีนอกมีใน เราได้ยินว่าอาชีพตำรวจในซีกโลกตะวันตกเป็นอาชีพที่มีเกียรติ หรือจีนที่เดินหน้าขจัดปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยที่ระดับผู้นำโดดเข้ามาชูธงด้วยตัวเอง เมื่อผู้รักษากฎหมายไม่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม กฎหมายจึงมีความศักดิ์สิทธิ์

แต่เมื่อมองกลับมาบ้านเรา เป็นหนังคนละม้วน โดยเฉพาะแวดวงข้าราชการ แตะไปตรงไหนก็โดน ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในขณะที่ปัญหาคอร์รัปชั่นยังหนักหนา ดันมีผลสำรวจออกมาอีกว่า ประเทศไทยเราอยู่ลำดับท้าย ๆ ในอาเซียนในเรื่องการศึกษา คงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่า การศึกษาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการ "หล่อหลอม" เป็นจุดเริ่มต้นของการ "สร้างคน"

การสร้างคนให้มีคุณภาพเท่าไหร่ จะทำให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นมีประสิทธิภาพที่สุด แต่นี่นอกจากเรากำลัง "มหาวิกฤตคอร์รัปชั่น" เรากำลังจะ "มหาวิกฤตเรื่องการศึกษา" ซ้ำเข้าไปอีกเรื่องหนึ่ง ไม่อยากจะคิดต่อว่า อนาคตข้างหน้าประเทศไทยของเราจะเป็นยังไง รู้แต่ว่าน่าห่วงจริง ๆ ครับ

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น