--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

พรางเป้า! ปัดผิดไอ้โม่ง!


สิ่งที่ยืนยันว่า ส.หัวจุกตัวแสบนั้น แสบจริงๆ ก็คือ ในการเสนอโยกย้ายแต่งตั้ง พ.ต.อ.สมเพียรนั้น ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา สบ.10 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเทียบเท่ารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นด้วยกับการให้โยกย้าย พ.ต.อ.สมเพียรตามที่ขอย้ายมาดังนั้นในวันที่ พล.ต.อ.อดุลย์ ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.ต.อ.สมเพียร จึงรู้สึกเจ็บช้ำใจเป็นยิ่งนัก ขนาดผ่านไปแล้ว ยังมีการไปดึงชื่อออกเปลี่ยนชื่อใหม่กันได้หน้าด้านๆ จะไม่ให้แค้นใจแทนจ่าเพียรได้อย่างไรเพราะ พล.ต.อ.อดุลย์เอง ก็ได้รับฉายาว่า “สุภาพบุรุษด้ามขวานทอง” ดูแลปัญหาภาคใต้มาตลอด จึงรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

แม้ว่าการจากไปของ “จ่าเพียรขาเหล็ก” พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา อาจจะสายเกินไปสำหรับการได้รับการยกย่องจากสังคมไทยว่า เป็น “วีรบุรุษที่แท้จริง” เพราะเป็นการได้รับการสดุดี ก็เมื่อไม่สามารถที่จะได้ยิน ได้ฟัง หรือมีรอยยิ้มแห่งความปิติอีกต่อไปแล้วแต่อย่างน้อยก็ยังดีสำหรับสังคมไทย ที่มีการลุกขึ้นมาให้คุณค่ากับบุคคที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง และดีสำหรับสังคมสีกากี โดยเฉพาะกับบรรดาตำรวจที่ทุ่มเทการทำงานเพื่อผดุงความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เพราะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมากในขณะนี้ ว่าเกิดอะไร

ขึ้นกับระบบยุติธรรมระหว่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กับ ผู้พิทักษ์นักการเมือง...ทำไมจึงแตกต่างกันสุดขั้วนัก นายตำรวจดีๆ อย่างแท้จริงต้องซมซานเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอความเป็นธรรมในช่วงสุดท้ายของชีวิตราชการ แต่กลับไม่ได้รับการไยดี จนต้องกลับไปประสบชะตากรรมเช่นที่หวั่นเกรงเพราะคนทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้กันทั่วว่า “จ่าเพียร” ถูกหมายหัว... แต่คนบนหอคอยงาช้าง นักการเมืองที่เสวยอำนาจ ไม่เคยรับรู้ ไม่เคยไยดีดังนั้นการเสียชีวิตของ

พ.ต.อ.สมเพียร หรือจ่าเพียร จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์แห่งความจริงที่ดีสำหรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และไม่ได้เป็นเรื่องดีสำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในยุคที่นายอภิสิทธิ์ นั่งเป็นประธาน คณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.) โดยที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกิจการตำรวจเพียงแต่ว่าในวันนี้ที่คนไทยสะเทือนใจไปทั่ว แต่วิญญูชนจอมปลอมบางคน จนวันนี้ก็ยังคงไม่รู้สึกใดๆ จากเรื่องนี้เลย แม้แต่กระทั่ง

ประโยคที่สะเทือนใจประชาชนคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ที่ว่า“หรือจะให้ผมเป็นพลตำรวจเอกตอนที่ผมเสียชีวิตแล้ว”ก็ไม่ได้ทำให้นักการเมืองบางกลุ่มเกิดความละอายแก่ใจขึ้นมาได้เลย ทั้งๆ ที่นั่นคือการประจานพฤติกรรมการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตำรวจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แท้ๆความอัปลักษณ์ของระบบบริหารในการที่จนป่านนี้ยังไม่สามารถแต่งตั้ง ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.ตัวจริงได้ รวมทั้งความเป็นจริงที่ว่า พล.ต.อ. ปทีป ตัน

ประเสริฐ ก็คงเป็นได้แค่รักษาราชการแทนไปจนกระทั่งเกษียณอายุยังไม่ทุเรศอัปลักษณ์เท่ากับว่า การจากไปของวีรบุรุษที่แท้จริงอย่าง “จ่าเพียร” ทำให้เห็นชัดว่ามีผลประโยชน์มากมายมหาศาลเกิดขึ้นในกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจยุคนี้โผรายชื่อ หรือกระดาษรายชื่อโยกย้าย ที่ควรจะเป็นแค่ “เปเปอร์” ธรรมดาๆ ที่ไม่ควรจะต้องให้ตำรวจดีๆ ต้องตายไปนั้น เมื่อมาเจอความหน้าหนาระดับกำแพง หรือ “วอล” ยังต้องเรียกพี่จึงกลายเป็นเสมือน “วอลเปเปอร์” แห่ง

เครือข่ายอำนาจ ที่ทำให้การโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจในยุคนี้ปั่นป่วนวุ่นวายสุดจะคณานับและเป็นต้นเหตุให้นายตำรวจดีๆ ที่มีผลงานมาชั่วชีวิต ควรที่จะได้กลับไปอยู่กับลูกเมีย กลับไปนั่งจิบน้ำชาในช่วงบั้นปลายหลังเกษียณ กลับต้องมาเสียชีวิตสังเวยผลประโยชน์โยกย้ายแต่งตั้งของเครือข่ายโยงใยนักการเมืองโดยเฉพาะขณะนี้ที่กระฉ่อนไปทั่วภาคใต้ และกำลังกระฉ่อนฉาวไปทั่วประเทศ ก็คือ มีการพูดถึงไอ้โม่งตัวแสบที่เป็นคนดึงชื่อของ พ.ต.อ.สมเพียร ออกจากโผปักษ์

ใต้ มีนกกรงหัวจุก ที่สร้างชื่อเสียง หน้าตา บารมีให้กับเศรษฐีแต่ในเครือข่ายนักการเมืองขั้วอำนาจปัจจุบัน มีตัวแสบชื่อ ส. ไม่รู้ว่าชอบเลี้ยงนกกรงหัวจุกหรือเปล่า แต่คนชอบเรียกเป็น “ส.หัวจุก” ซึ่งก็ไม่ได้มีคุณงามความดีเท่านกกรงหัวจุกสักนิด แต่กลับสามารถกอบโกยสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้เป็นนายได้อย่างมหาศาลเพราะมีดีกรีเป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น นิยมและคลั่งไคล้ในศิลปะวอลเปเปอร์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้เข้ามาในเครือข่ายผลประโยชน์การเมือง และ

การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในรัฐบาลชุดนี้ทั้งๆ ที่หากดูประวัติแล้ว อยู่กับใครก็ยาก ขนาดส่งไปทำหน้าที่ให้คอยช่วยเหลือเลขาฯ ของคนที่มีตำแหน่งในกรุงเทพฯ หรือ กทม. ก็ยังออกลายจนอยู่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตอนที่ถูกยัดเข้าไป ก็ประกาศปาวๆ ว่าเป็นระดับ “มือขวา” ของคนที่มีอำนาจ ที่อยู่ใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์แถมยังเคยปรากฏภาพจับไม้จับมือกับนายอภิสิทธิ์ ให้เห็นกันแว๊บๆ ด้วยเหมือนกัน คนทั่วไปใครฟังหรือบังเอิญเห็น... ก็มักจะเชื่อว่าใหญ่จริงที่สำคัญเป็นที่รู้กัน

ทั่วว่ามีอิทธิพลในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ เพราะมี “แบ็ค” ดี ก็เหมือนมี “วอลเปเปอร์” สีสันสดสวยฉาบทา ลบความเลอะเทอะที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่ยืนยันว่า ส.หัวจุกตัวแสบนั้น แสบจริงๆ ก็คือ ในการเสนอโยกย้ายแต่งตั้ง พ.ต.อ.สมเพียรนั้น ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา สบ.10 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเทียบเท่ารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นด้วยกับการให้โยกย้าย พ.ต.อ.สมเพียรตามที่ขอย้ายมาดังนั้นในวันที่ พล.ต.อ.อดุลย์ ทำหน้าที่เป็น

ประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.ต.อ.สมเพียร จึงรู้สึกเจ็บช้ำใจเป็นยิ่งนัก ขนาดผ่านไปแล้ว ยังมีการไปดึงชื่อออกเปลี่ยนชื่อใหม่กันได้หน้าด้านๆ จะไม่ให้แค้นใจแทนจ่าเพียรได้อย่างไรเพราะ พล.ต.อ.อดุลย์เอง ก็ได้รับฉายาว่า “สุภาพบุรุษด้ามขวานทอง” ดูแลปัญหาภาคใต้มาตลอด จึงรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรฉะนั้นการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.สมเพียร ก็มาจากฝีมือของ ส.หัวจุกตัวแสบ ที่มีกำแพงผนังให้พิงอย่างมั่นคงนั่นเองแถมเมื่อเรื่องบานปลาย ยังใช้วิชา

มารกลบเกลื่อน ปล่อยข้อมูลไปว่า จ่าเพียรจะขอไปอยู่ที่ สภอ.กันตัง ซึ่งหากทุกคนมุ่งเป้าไปตรงนี้ ก็จะเจอแต่แพะ!! ไม่มีวันที่จะสามารถพิสูจน์ได้เลยว่า มีการใช้เงินใช้ทองเพื่อเขี่ยจ่าเพียร!! เพราะในความเป็นจริง จ่าเพียรหรือ พ.ต.อ.สมเพียร ไม่ได้ขอโยกย้ายไปที่ สภอ.กันตัง!!!แสบมั้ยล่ะไอ้จุก จู้ฮุกกรู ปล่อยม่านควันตัดตอนเสียอย่างนั้นแหละดังนั้นยังไม่สาย หากนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และเป็น ประธาน ก.ตร. จะไถ่บาปด้วยการแค่ตรวจสอบดูว่า จริงๆ

แล้วจ่าเพียร ขอโยกย้ายไปลงที่ไหน??แล้วก็ดูว่า ใครมาเสียบแทนตรงนั้น หากมือสะอาดจริงอย่างที่สร้างภาพ ก็จะสืบย้อนต่อไปได้แล้วว่า มีเรื่องผลประโยชน์กันจริงหรือไม่???ถ้าไม่จริง ทำไมจึงมีการดึงชื่อ พ.ต.อ.สมเพียรออกในวินาทีสุดท้ายถ้านายอภิสิทธิ์ แน่จริง และไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์คนรอบข้างจริง... งานนี้เชือดให้ดูกันทั้งประเทศหน่อยเป็นไร!!!

ที่มา.บางกอกทูเดย์
*************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น