--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

‘บิ๊กตู่’ รู้ดีกว่าใคร!

จะเห็นว่า การยิง M79 ก็ดี การระเบิดกระทรวงกลาโหม และการระเบิดที่ทำการใหม่ของ ป.ป.ช.ทั้งๆ ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ซึ่งทุกกรณีถ้ากลุ่มเสื้อแดงทำจริงก็ต้องถือว่าปัญญาอ่อนขั้นรุนแรง เพราะไม่ได้อยู่ในแนวยุทธศาตร์ที่จะช่วยให้ชนะเลย แถมยังจะไปเข้าล็อกข้อกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงด้วยแต่ทั้งนายสุเทพ และเครือข่ายเนวิน ไม่กลัวเรื่องที่จะถูกจับโกหกรายวัน เพราะเป็นประเภท 5 ห่วงคาราวะอยู่แล้ว จึงยังคงสนุกกับการให้ข่าว หรือใช้ช่องทางกระบอกเสียง ซัดโครมๆทันทีว่า สงสัยว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดงการเจรจาระหว่างนายกฯ อภิสิทธิ์ กับ นปช.ที่ล้มเหลว เป็นสิ่งที่สังคมคาดเอาไว้อยู่แล้ว หากดูมาตรฐานรัฐบาลที่เล่นเกมซื้อเวลามาตลอด ซ้ำยังมีการอาศัยกระบอกเสียงของรัฐปล่อยข่าวรายวันตลอดวาจาปราศรัย น้ำใจเชือดคอเป็นสุภาษิตสอนใจคนไทยมาช้านาน ว่าอย่าได้หลงเชื่อคารมใครง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่เวลาพูดก็ดี๊ดี ทุกอย่างดูเหมือนมีเหตุผลที่

จะยกความดีให้ตัวเองส่วนปัญหา ความผิดพลาดเลวร้าย สิ่งไม่ดีทั้งหลายโยนออกไปให้คนอื่นหมดบางครั้งไม่เว้นแม้แต่พรรคพวกเดียวกันเองด้วยซ้ำซึ่งคนแบบนี้โบราณบอกว่า เป็นพวก “รู้จักหน้าไม่รู้จักใจ”โชคร้ายที่สถานการณ์การเมือง และการทำลายล้างกันทางการเมืองในรอบนี้ กลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มนายทหารสาย คมช. เลือกที่จะใช้นอมินี เป็นคนประเภทปากปราศัยน้ำใจเชือดคอปัญหาต่างๆ ก็เลยไม่ยอมที่จะจบดังนั้นจึงไม่น่าจะแปลกใจที่ตลอดระ

เวลา 1 ปี กับอีก 3 เดือนของการเป็นนายกรัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาต่างๆ จึงไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้เลยแม้แต่สักข้อเดียวการที่จะสร้างความสมานฉันท์ สร้างสันติทางการเมือง วันนี้คงเห็นแล้วว่าการเผชิญหน้ายังคงเหมือนเดิม ซ้ำยังทำให้เกิดการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอีกด้วยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยังเป็นเพียงราคาคุย

หรือประติมากรรมน้ำลายของทั้งนายอภิสิทธิ์ และคู่หูอย่างนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ยืนกรานว่าเศรษฐกิจดีแล้ว ฟื้นแล้ว แต่กลับยังปรากฏคนที่เดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆกว่าครึ่งที่มาจากต่างจังหวัดเข้ามาชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่เสียที ก็บรรดาพี่น้องเกษตรกรที่เดือดร้อนจากราคาพืชผลตกต่ำ และปัญหาวิกฤตภัยแล้งอย่างหนักในขณะนี้ซึ่งเฉพาะแค่เรื่องภัยแล้งที่เกษตรกรโอดโอยกันลั่นๆ แต่นายอภิสิทธิ์

และคนที่ดูแลด้านเศรษฐกิจอย่างนายกรณ์ กลับยังไม่มีการกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลืออะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ดูแลไปตามยะถากรรมแต่ที่สำคัญที่สุด ที่เห็นชัดถึงความล้มเหลวของรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ ก็คือเรื่องของความเสมอภาคกันของกฎหมายภายใต้มาตรฐานเดียวทุกวันนี้ความเสมอภาคไม่ต้องพูดถึง ร้ายที่สุดก็คือ ภาพ 2 มาตรฐานเด่นชัดตลอดระยะเวลาปีเศษ ว่าไม่เพียงไม่มีการคิดจะแก้ไขเรื่อง 2 มาตรฐาน แต่นับวันยิ่งทำให้สังคม

ประชาชน และเกษตรกรเห็นชัดในเรื่อง 2 มาตรฐานมากขึ้นเรื่อยๆและเป็นสาเหตุให้เกินกว่าครึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเรือนแสนที่มาเรียกร้องให้ยุบสภาเที่ยวนี้ มาเพราะเรื่อง 2 มาตรฐานและคงต้องขอสอนจระเข้ว่ายน้ำ ว่าหากยังดำรงภาพ 2 มาตรฐานอย่างชัดเจนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ นับวันกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจะมากขึ้นเรื่อยๆ... จะหาว่าไม่เตือน แรงกดดันของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความ

มั่นคง และนายทหารสาย คมช. รวมทั้งกลุ่ม 40 สว. บรรดาแกนนำม็อบพันธมิตร และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนรัฐบาลอยู่ จะบอกว่าไม่มีอะไรน่าห่วงรัฐบาลได้แรงหนุนจากพรรคร่วมยืนยันชัดเจนสวนคำเรียกร้องให้ยุบสภา ว่าไม่ยุบสภาแน่นอนแต่ข่าวที่ออกไปทั่วโลก กับจำนวนคนที่มาชุมนุมที่เป็นเรือนแสนจริง ซึ่งชัดเจนจากบรรดาสื่อต่างประเทศรายงานข้อเท็จจริงไปทั่วโลกว่าคนมีจำนวนมากเพียงใด ดังนั้นแม้จะมีการพยายามกล่าวอ้างผ่านสื่อที่รัฐ

ครอบงำอยู่ว่ามีคนจำนวนไม่มาก แต่รัฐบาลเองก็รู้สึกสะท้านไหวต่อการกดดันในครั้งนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มีการใช้แผนรับมือที่ออกมาจากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ หรือ ศอ.รส. ว่าต้องเล่นบทตี 2 หน้า... รับมือกลุ่มคนเสื้อแดงด้านหนึ่งที่เป็นทางเปิดเผย ก็ให้นายอภิสิทธิ์ พยายามพูดเหมือนพร้อมประนีประนอมพร้อมเจรจา เพื่อให้เกิดข้อยุติ มีการอาศัยกระบอกเสียงที่รัฐครอบงำในทุกกรณีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ สถานีโทรทัศน์ NBT ของกรมประชาสัมพันธ์ เป็น

กระบอกเสียงที่ชัดเจนที่สุด ใช้ทั้งนายอภิสิทธิ์ พูดเอง คนรอบข้างพูด นักวิชาการที่คัดเลือกจำเพาะเจาะจงแล้วให้มาพูด เพื่อต้องการสร้างภาพว่ารัฐบาลพร้อมเจรจา แต่กลุ่มคนเสื้อแดงเองที่ไม่ยอมเจรจาทั้งๆ ที่ภาพความเป็นจริงตลอดมาในเรื่องของการเจรจาใดๆ ก็ตามในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่สำคัญที่สุดก็คือการเจรจาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่เกมซื้อเวลา ที่คนทั้งประเทศ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลรู้ซึ้งไปตามๆ กันแต่ที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ นายดิเรก

ถึงฝั่ง ที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่วันนี้นายอภิสิทธิ์ไม่เคยหยิบข้อสรุปมาใช้ แถมไม่เคยให้ราคาเลยสักนิดแล้ววันนี้ที่การเจรจาระหว่าง นปช. กับนายอภสิทธิ์ล่ม ก็เพราะเป็นความจงใจลึกๆ ของรัฐบาลเองนั่นแหละ... เรื่องอะไรที่นายอภิสิทธิ์จะยอมเจรจาคนเดียว ถึงเวลาโบ้ยไม่ได้ ไม่มีใครให้โบ้ยก็เสร็จกันพอดีแต่แน่นอนว่า ในภาพเบื้องหน้า ทุกอย่างต้องให้ดูดีไว้ก่อนว่าพร้อมเจรจา แม้ว่าจะซุกตัวอยู่ในราบ 11 ก็ตาม ต้องยืนกระต่ายขาเดียว

ว่า “พร้อมเจรจา” ไปเรื่อยๆ ซื้อเวลาไปให้นานที่สุด เพราะคนรอบข้างให้ข้อมูลกรอกหูอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ต้องกลัวของไม่จริง ม็อบรับจ้าง เดี๋ยวสักพักก็ไปแล้ว... ซึ่งไม่รู้ว่าคราเคราะห์หรือไม่ เพราะคนขนาดได้เกียรตินิยมจากออกซฟอร์ด กลับดันเชื่อเป็นจริงเป็นจังเสียด้วย... กองเชียร์รอบข้างเลยยิ้มแก้มตุ่ยอย่างไรก็ตาม ในเบื้องหลังแล้วเป็นหนังคนละม้วน เพราะนายอภิสิทธิ์ ยึดติดว่ากลุ่มคนเสื้อแดงต้อนเข้ามุมประจานกันจนหมดทุกเรื่อง แต่ที่สำคัญที่สุดทำให้ความ

เป็นครอบครัว “เวชชาชีวะ” กระทบกระเทือนอย่างมากโดยเฉพาะครอบครัวของนายอภิสิทธิ์ ที่ต้องพลัดพรากจากกันชั่วคราว เพราะนายอภิสิทธิ์ต้องไปหลบอยู่ในราบ 11 ในขณะที่นางพิมพ์เพ็ญ และบุตร 2 คนคือ มะปราง และ ปัณ ต้องอยู่อย่างวิตกกังวลที่บ้านสุขุมวิท 31จนเป็นที่มาให้เกิดข่าวลือว่า การเข้าไปลี้ภัยใน ราบ 11 ของมาร์ค จะถือว่าเป็นการมา ”พึ่งบารมีทหาร” หรือถูกทหารยึดเอาตัวเป็นตัวประกัน จะทำอะไร กองทัพรู้หมด ก็เป็นไปได้ทั้งสองอย่างจะยุบ

สภาก็ทำไม่ได้ เพราะมหาอำมาตย์ใหญ่ไม่ยอมให้ยุบ ทหารและกองทัพจึงทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาของมหาอำมาตย์คอยติดตาม นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ทุกย่างก้าว และทุกอิริยาบท??แต่ในอีกมุมหนึ่งมีคนมองกันว่า....สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวในเวลานี้ ทำให้นายอภิสิทธิ์มีทางเลือกนน้อยลง จึงต้องกัดฟันจับมือกับนายสุเทพ และที่สำคัญคือนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งกุมกลไกในเรื่องกระบอกเสียงไว้ในมือ เล่นเกมใต้ดินในลักษณะสู้ยิบตาจะเห็นว่า การยิง M79 ก็ดี การระเบิด

กระทรวงกลาโหม และการระเบิดที่ทำการใหม่ของ ป.ป.ช. ทั้งๆ ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ซึ่งทุกกรณีถ้ากลุ่มเสื้อแดงทำจริงก็ต้องถือว่าปัญญาอ่อนขั้นรุนแรง เพราะไม่ได้อยู่ในแนวยุทธศาตร์ที่จะช่วยให้ชนะเลย แถมยังจะไปเข้าล็อกข้อกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงด้วยแต่ทั้งนายสุเทพ และเครือข่ายเนวิน ไม่กลัวเรื่องที่จะถูกจับโกหกรายวัน เพราะเป็นประเภท 5 ห่วงคาราวะอยู่แล้ว จึงยังคงสนุกกับการให้ข่าว หรือใช้ช่องทางกระบอกเสียง ซัดโครมๆ ทันทีว่า สงสัยว่าจะเป็นฝีมือของ

กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งประเมินแล้วเชื่อว่า ยิ่งแรงกดดันยิ่งมาก จะยิ่งมีการเล่นใต้ดินหนักหน่วงมากขึ้น จะมีเหตุระเบิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงหมดความชอบธรรมให้ได้เดิมคนยังงงๆ อยู่ว่า ทำไมต้องยิง M79 ใส่ ร.1รอ. ด้วย??? มาวันนี้นายสุเทพก็ได้ช่วยเฉลยให้สังคมถึงบางอ้อ เพราะนายสุเทพ พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิโรจน์ บัวจรูญ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พล.

อ.ธีระวัฒน์ บุณยประดับ ผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผบ.ทบ. และพล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. เดินทางไปยังบ้านพักรับรองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. ที่อยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เพื่อไปอวยพรเนื่องในวันคล้ายเกิดครบรอบ 56 ปีของพล.อ.ประยุทธ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2553ที่แท้ M79 ใต้ดินต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ฮึ่มนี่เอง!!!


ที่มา.บางกอกทูเดย์
************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น