การเจรจาของคู่ขัดแย้ง ยังห่างไกลจากความสำเร็จ ใครๆก็รู้ว่า "มาร์ค"ไม่ยุบสภาในเร็ววันนี้ แน่ๆ แล้วทางออกอยู่ที่ไหน ? ศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ นักกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ไม่ได้อยู่ใน 155 นักวิชาการ แต่เขามีข้อเสนอใหม่ สำหรับรัฐบาล-เสื้อแดง และประชาชน อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ ต่อไปนี้ อาจทีอาจเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ ...
การตั้งโต๊ะเจรจาระหว่าง คู่ขัดแย้ง 3 ชั่วโมง ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ นั่งอยู่ฟากหนึ่ง อีกฟากหนึ่งคือ นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็น 3 ชั่วโมงที่มีการถ่ายทอดสด
แต่ที่สุดก็ตกลงอะไรกันไม่ได้ เมื่อ ฝ่ายเสื้อแดงเสนอให้ยุบสภาภายใน 2 สัปดาห์
ขณะที่รัฐบาล ไม่รับเงื่อนไข...
วันนี้ ( 29 มี.ค.) เวลา 18.00 น. เวทีเจรจา เกิดขึ้นอีกครั้ง ณ สถาบันพระปกเกล้า แต่นายกฯ บินไปบรูไน ...คำตอบน่าจะคาดเดาได้ไม่ยาก
ก่อนหน้านี้ 155 นักวิชาการลงชื่อจดหมาย เปิดผนึก จี้นายกฯ ยุติวิกฤตเสนอยุบสภาภายใน 3เดือน ทุกกลุ่มต้องรับผลเลือกตั้ง
ศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ นักกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ไม่ได้อยู่ใน 155 นักวิชาการ แต่เขามีข้อเสนอใหม่ สำหรับ รัฐบาล -เสื้อแดง และประชาชน
อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ ต่อไปนี้ อาจทีอาจเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ ...
@ ไม่อยากเสียความเป็นกลาง
ผมได้รับการสอบถามจากเพื่อนนักวิชาการ สื่อมวลชน และลูกศิษย์ว่าทำไมถึงไม่เขียนหรือให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณียึดทรัพย์ของคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงไป 2 เหตุผลใหญ่ๆด้วยกัน เหตุผลแรก คือภายหลังที่มีคำพิพากษาและคำวินิจฉัยส่วนบุคคลออกมา ก็มีข่าวว่าคุณทักษิณฯ จะอุทธรณ์ ผมก็เลยยังไม่อยากให้ความเห็นใดๆก่อนที่จะมี “คำตอบ” ของการอุทธรณ์ออกมาให้ชัดเจนว่า ศาลรับอุทธรณ์หรือไม่ หากรับผลของการอุทธรณ์เป็นอย่างไร
ส่วนเหตุผลที่สองก็เกี่ยวข้องกับเหตุผลแรก เพราะผมเกรงว่า หากให้ความเห็นไปก่อน และหากผมมีความเห็นที่ดี อาจมีผู้นำความเห็นของผมไปใช้เพื่อประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ผลที่ออกมาอาจทำให้ผมถูกจับไปอยู่เป็นพวกของฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งก็จะทำให้เสียความเป็นกลางไปในที่สุด เพราะฉะนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะไม่เขียนหรือให้สัมภาษณ์กรณียึดทรัพย์คุณทักษิณ ฯ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดจริงๆครับ
@ รับภาพ"รัฐบาลในอ้อมกอดทหารไม่ได้ "... เสมือนภาวะสงคราม
การชุมนุมครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สร้าง “สีสัน” ให้กับสังคมเมืองหลวงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากว่างเว้นบรรยากาศแบบนั้นไปเสียนานครับ!!! ผมเองก็เช่นเดียวกับคนกรุงเทพฯ ทั่ว ๆ ไปที่เฝ้ามองดูการชุมนุมด้วยความวิตกกังวลว่า จะมีอะไร “เกินขอบเขต” ของการชุมนุมโดยสงบหรือไม่ แต่จนกระทั่งปัจจุบัน( 29 มีนาคม) สถานการณ์ต่าง ๆ ก็ยังพอที่จะ “รับได้” อยู่ครับ (ไม่นับเรื่อง “เลือด” นะครับ!!!)
แต่ที่ “รับไม่ได้” ก็คงเป็นเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดโดยภาครัฐเสียมากกว่า
วันนี้ สภาพของกรุงเทพมหานครของเราดูไม่ต่างไปจากประเทศที่มีสงครามเท่าไรนัก บทถนนสาธารณะ มีการนำเอาบังเกอร์คอนกรีตมาวาง มีแผงกั้นถนนอยู่จำนวนมาก รอบสถานที่ราชการบางแห่งก็มีการนำเอารั้วลวดหนามมาติดไว้ ไปไหนมาไหนเจอแต่ทหาร รถทหารก็เยอะ ด่านตรวจเต็มไปหมด ดูข่าวโทรทัศน์ นายกรัฐมนตรีไปไหนก็มีทหารจำนวนมากขนาบข้าง นายกรัฐมนตรีเดินทางก็ใช้เฮลิคอปเตอร์ เรียกได้ว่า สรรพกำลังทางทหารพร้อมยุทโธปกรณ์ต่างๆถูกนำมาใช้กันอย่างเต็มที่เพื่อ “ป้องกัน” รัฐบาลและบุคคลสำคัญจาก “คนเสื้อแดง” ทั้งๆที่สื่อของรัฐก็ได้ออกข่าวอยู่ตลอดเวลาว่ามีจำนวนไม่มากเหมือนกับที่ได้ “คุย” เอาไว้ !!!
รัฐบาลน่าจะลองทบทวนดูนะครับว่ามาตรการต่างๆที่กำหนดขึ้นมานี้ มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด และเหมาะสมหรือไม่ที่ใช้กำลังทหาร ตำรวจจำนวนมากเพื่อรักษาความปลอดภัย “ของตัวเอง” แต่ไปกระทบกับชีวิตและความเป็นอยู่ตามปกติของประชาชนทั่วไปครับ !!!
@ เสื้อเหลืองโชคดีกว่าเสื้อแดง ...ฟันธงมาร์คไม่ยุบสภาแน่ !!!
กลับมาดูการชุมนุมของคนเสื้อแดงกันดีกว่า หากจะวิจารณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็คงตอบได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายว่า ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นและไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในบ้านเรา (ไม่นับเรื่อง “เลือด” นะครับ!!!)
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงยังคงเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีทิศทางและไม่มีจุดหมายที่ชัดเจนและเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมาครับ
ไม่ใช่เฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นนะครับที่ชุมนุมโดยไม่มีทิศทางและไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน หากยังจำกันได้ สมัยเสื้อเหลืองยึดถนน ยึดทำเนียบอยู่กว่า 2 เดือน ก็มีข้อเรียกร้องแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันจนไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกันแน่เหมือนกัน
ผมเข้าใจว่าคงเป็นอาการปกติของการชุมนุมในประเทศไทยเพื่อ “โค่นล้ม” อีกฝ่ายหนึ่ง “ก่อน” เวลาอันสมควร คือ ยังไม่มี “ข้อหา” ที่ชัดเจน หยิบอะไรได้ จับอะไรได้ ก็เอามาใช้หมด พอข้อหาไม่ชัดเจน จะทำให้คนมาเพิ่มมากขึ้นก็ลำบาก จะเลิกก็ไม่ได้ เลยต้องอยู่ไปอย่างนั้น พยายามหาข้อหาใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน
สำหรับเสื้อเหลืองนั้นถือว่าโชคดีอย่างมากถึง 2 หน หนแรก ตอนอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิดฐานทำกับข้าวออกโทรทัศน์ หนที่สอง พรรคพลังประชาชนถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบ เสื้อเหลืองก็เลยมี “ทางลง” ที่สวยงามและไม่ “เสียเหลี่ยม” ครับ แต่ในวันนี้ ที่น่าเป็นห่วงก็คือ “ทางลง” ของเสื้อแดงว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ “เสียเหลี่ยม” เช่นกันครับ
ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่จะให้นายกรัฐมนตรียุบสภานั้นเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่ถูกต้องด้วยทฤษฎีก็เพราะการยุบสภาจะทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาของการทำงานในรัฐสภาจนทำให้สภาไม่สามารถทำงานต่อไปได้ หรือไม่ก็รัฐสภาไม่ยอมออกกฎหมายให้ฝ่ายบริหาร ทำให้ฝ่ายบริหารทำงานไม่ได้ จึงต้องถูก “ลงโทษ” ด้วยการยุบสภาครับ
ส่วนที่ว่าไม่ถูกต้องด้วยการปฏิบัติก็เพราะว่า ที่ผ่านมามีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะให้มีการ “ทบทวน” บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ก็ยังไม่ควรยุบสภา เพราะหากยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นภายใต้กติกาเดิม ก็คงมีเสียงคัดค้านอีกว่า การเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตยครับ
ผมเลยมองไม่เห็น “ทางลง” ของคนเสื้อแดงว่าจะเป็นอย่างไร เพราะผมค่อนข้างแน่ใจว่า นายกรัฐมนตรีคงไม่ยุบสภาเป็นแน่ครับ!
@ ข้อแนะนำ สำหรับ"เสื้อแดง" ขาดหัวและข้อหา
สมมุติว่า หากคนเสื้อแดง “เบื่อ” ที่จะมานั่งตากแดดหรือวิ่งไปทั่วรอบกรุงเทพฯ แล้วเลิกชุมนุมไปเอง อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ผมคงตอบได้ว่า คงเกิดช่วงเวลา “พักรบ” ของทุกฝ่ายเพื่อที่จะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น
ผมจึงอยากฝากข้อเสนอแนะสำหรับ “ทุกฝ่าย” เอาไว้ว่า หากต้องมีการ “เริ่มต้น” ชุมนุมครั้งใหญ่กันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทำอย่างไรจึงจะชนะได้ครับ !!!
เริ่มจากคนเสื้อแดงก่อน ภายหลังเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นมาเมื่อเดือนเมษายนของปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นสำหรับคนเสื้อแดง ถ้าจะให้วิเคราะห์ก็คงตอบได้ว่า เสื้อแดงขาดหัวและขาดข้อหาครับ
หัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้นำที่ดี มีความรู้ มีความสามารถมีกลยุทธ มียุทธวิธี เป็นสิ่งที่ทุกสังคมต้องการ รวมทั้งเสื้อแดงด้วย หากจะบอกว่าคุณทักษิณฯ คือ “หัว” ของเสื้อแดง ก็คงจะต้องบอกต่อไปว่า หัวที่ไม่ได้อยู่ติดตัวคงทำอะไรมากไม่ได้ หัวที่ดีต้องอยู่ร่วมกับตัวด้วย อยู่ร่วมกับมวลชน เดินด้วยกัน กินนอนด้วยกัน ยิ่งหัวมีภาวะผู้นำสูง คนก็จะมาร่วมมากขึ้น อยากมาพบ อยากมาเจอ อยากมาให้กำลังใจ แต่ถ้าหัวใช้วิธีพูดผ่านสื่อต่างๆ คนก็คงขาดอารมณ์และความรู้สึกร่วมไป คนมาร่วมน้อย การชุมนุมก็ไม่เกิดผลตามที่ตั้งใจ
@ เกย์ และ หนีทหาร ไม่ใช่ประเด็น
เสื้อแดงขาดหัวครับ ถ้าอยากชนะ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ หาหัวที่มีภาวะผู้นำและมีข้อหาที่ดีด้วยครับ ข้อหาที่เสื้อแดงใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ พูดซ้ำไปซ้ำมาในเรื่อง “เกย์” หรือไม่ก็เรื่อง “หนีทหาร” คนฟังก็สนุกมันส์ แต่หากจะถามว่าเป็นข้อหาที่ร้ายแรงหรือไม่ก็คงตอบได้เหมือนๆ กันเพราะในสังคมโลก การเป็นเกย์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่และไม่ใช้เป็นข้อหาร้ายแรงที่จะเอามาใช้ในการล้มรัฐบาล
เช่นเดียวกับข้อหาหนีทหารที่ทุกๆปี ก็มีการหนีทหารอยู่มากมาย จริงอยู่ที่การหนีทหารเป็นความผิด แต่มันก็ไม่ร้ายแรงถึงขนาดจะไปล้มรัฐบาลได้นะครับ ข้อหาที่จะล้มรัฐบาลได้มีเพียงข้อหาเดียวคือ การทุจริต ต่างหากครับ การทุจริตที่ได้ยินมาในเวลานี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ รวมไปถึงสิ่งที่คนเสื้อแดงกำลังแสดงอยู่คือ “สองมาตรฐาน” ซึ่งก็ถือว่าเป็นการทุจริตของการใช้อำนาจหน้าที่ประเภทหนึ่งครับ
การทุจริตของนักการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่เป็นข่าวใหญ่ๆก็มีอยู่หลายเรื่องที่ในวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ทุจริตจริงหรือไม่ และใครเป็นผู้ทุจริต ตัวอย่างเช่น เรื่องปลากระป๋องเน่าหรือเรื่องชุมชนพอเพียง เป็นต้น ในวงการทหารก็มีเหมือนกันนะครับ เครื่อง CT 200 เรือเหาะ งบภาคใต้ งบซื้ออาวุธ แต่ถ้าจะให้ไกลกว่านั้น คงมีเขายายเที่ยงเป็นกรณีที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างมาก แค่ย้ายบ้านหนีแล้วคืนที่ให้กับทางราชการจะทำให้พ้นผิดได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าสนใจนะครับ
@ ถ้า แดง อยากชนะ ต้อง...
ถ้าคนเสื้อแดงอยากชนะ สิ่งที่ควรทำคือ หาคณะทำงานฝีมือดีมากๆมาเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต เมื่อพิสูจน์ได้ชัดว่ามีการทุจริตก็ต้องนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นระบบต่อสังคม ต่อรัฐสภา ต่อสื่อมวลชน เปิดเวทีอภิปรายสาธารณะ นำเสนอทุกวันอย่างต่อเนื่อง ไม่ชนะก็ให้มันรู้ไปครับ เช่นเดียวกับการทุจริตเชิงนโยบายโดยเฉพาะที่เรียกกันว่า “สองมาตรฐาน” หานักกฎหมายมือดีๆที่รู้จักระบบหรือกระบวนการยุติธรรมมาทำการ “เปรียบเทียบ” การดำเนินการต่างๆที่ว่าสองมาตรฐาน เพื่อชี้ให้สังคมได้เห็นภาพที่ชัดเจนในทุกๆเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกหมายจับ การพิจารณาคดีต่างๆ การยุบพรรคการเมือง ทำการเปรียบเทียบขั้นตอนและระยะเวลาเพื่อให้เห็นชัดเจนกันไปเลยว่ามีการกระทำที่สองมาตรฐานจริงหรือไม่ ถ้าเป็นคดีความที่อยู่ในศาลก็หาคดีประเภทเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต มาดูว่าช้าหรือเร็วกว่าปกติอย่างไร ทุกอย่างต้องทำอย่างชัดเจน เป็นระบบ และถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำได้อย่างนี้แล้วนำเสนอต่อประชาชนด้วยวิธีการง่ายๆ ยังไงก็ชนะครับ !!!
เพราะฉะนั้น หากเสื้อแดงต้องการชนะ สิ่งที่ต้องทำก็คือ จัดระบบใหม่ทั้งหมดด้วยการจัดหาหัวที่ดี มีความรู้ มีภาวะผู้นำ จากนั้นก็ต้องสร้างทีมงานที่ดี มีความรู้ มีความสามารถ ทำงานเป็นระบบ ติดตามเรื่องทุจริตคอรัปชั่นจนได้ความที่ชัดเจนแล้วนำมาเผยแพร่ในวงกว้าง ใช้ข้อมูลเหล่านั้นในทุกเวทีไม่ว่าจะเป็นในสภา ในสื่อทั้งไทยและต่างประเทศ ทำได้อย่างนี้รับรองว่าเลือกตั้งหนหน้าชนะเด็ดขาดครับ !!!
@ มาร์ค อยากชนะ ให้ไปอ่าน “The Prince” ของ Machiavelli
ต่อมาก็คือรัฐบาล ทำอย่างไรรัฐบาลถึงจะชนะเป็นคำถามที่ไม่ยากแล้วก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเลยครับ
สิ่งแรกที่ต้องพึงสังวรณ์ไว้ก็คือ รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของประเทศไหนในโลกก็ตาม มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินและจัดทำบริการสาธารณะให้กับประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่ “ไล่ล่าผู้นำคนเก่า” นะครับ !!! เท่าที่ผ่านมา เราคงเห็นคล้ายๆกันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการไล่ล่าคุณทักษิณฯเหลือเกิน หมกมุ่นอยู่กับการตอบโต้ การให้ข่าว การดำเนินการเพื่อที่จะ “จัดการ” กับคุณทักษิณฯ ทำให้รัฐบาลเสียเวลาไปมากโดยไม่ได้อะไรเลย งบประมาณก็หมดไปมากด้วยนะครับ
นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็นอีกด้วย บางทีน่าจะลองไปหาหนังสือเรื่อง “The Prince” ของ Machiavelli มาลองอ่านดูบ้างนะครับ จะได้รู้ว่าในรัฐที่ไปตีเขามาได้ ผู้ปกครองต้องใช้วิธีสร้างความกลมกลืนกับชนพื้นเมือง การเป็นปฏิปักษ์กับชนพื้นเมืองทำให้มีศัตรูและยากที่จะปกครอง ยิ่งไล่ล่าคุณทักษิณฯ คนที่ชื่นชอบคุณทักษิณฯก็จะยิ่งเป็นศัตรูกับรัฐบาล วันหนึ่งถ้าคนที่เคยอยู่ตรงกลางตัดสินใจย้ายมาอยู่ข้างคุณทักษิณฯ รัฐบาลคงอยู่ไม่ได้นะครับ
@ สั่งให้ "ทีวีช่องหอยม่วง"หยุดโจมตี ฝ่ายตรงข้าม
เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลอยากชนะ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ เลิกให้ความสนใจกับคุณทักษิณฯ เลิกให้ข่าว เลิกทุกอย่างให้หมด รวมทั้งสั่งให้สถานีโทรทัศน์ช่องหอยม่วงหยุดเสนอข่าวและหยุดจัดรายการเพื่อโจมตี “อีกฝ่ายหนึ่ง” เสียทีครับ
จากนั้นก็หันหน้ามาทำหน้าที่ตาม Job description ของตนเองให้ครบ จะเหมาะสมกว่า ส่วนสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ พยายามทำให้คนที่ชื่นชมคุณทักษิณฯและคนที่อยู่ตรงกลางเปลี่ยนใจมาสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งผมก็ว่าทำได้ไม่ยากเช่นกันครับ เลิกพูดมาก เลิกวิพากษ์วิจารณ์ เหน็บแนม เลิกเสียดสี และหันมาให้ความสนใจและทุ่มเทให้กับงานที่เป็นประโยชน์ของประชาชนและของประเทศชาติ ในวันนี้ หากผมเป็นรัฐบาลการจัดระบบสวัสดิการที่ถูกต้องให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยในระยะยาวนะครับ พยายามทำให้ดีมากขึ้นๆ ไม่นานก็ได้ประชาชนส่วนใหญ่มาเป็นพวก เลือกตั้งงวดหน้ายังไงๆก็เกิน 240 เสียงอยู่แล้วครับ !!!
@ ประชาชน แพ้ มาตั้งแต่แรก
ส่วนที่ว่าประชาชนจะชนะได้ด้วยวิธีใดนั้น ผมมองดูว่า ประชาชนแพ้มาตั้งแต่แรกแล้วนะครับ ทำงานหนัก จ่ายภาษีมาก มาให้ “ผู้มีอำนาจ” ทุจริต แค่นี้ก็แพ้อยู่แล้วในสภาวะปกติ เพราะเราไม่สามารถทำอะไรกับ “คนพวกนั้น” ได้เลย ประชาชนส่วนในสภาวะไม่ปกติ เช่นที่มีการชุมนุมนั้น ประชาชนก็แพ้อีก เดิมคนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาลแต่คนเมืองหลวงเป็นผู้ล้มรัฐบาล แต่วันนี้กลับกันเสียแล้ว ก็ต้องดูกันต่อไปว่าเหตุการณ์จะพัฒนาเป็นรูปใด ที่เป็นอยู่ ประชาชนถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองของฝ่ายการเมือง ถูกลากไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งอยู่ตลอด ทำอย่างไรประชาชนจึงจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ เป็นตัวของตัวเอง ใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองได้อย่างอิสระ เลือกนักการเมืองโดยดูจากอุดมการณ์และนโยบายทางการเมืองเป็นหลัก หากทำได้ประชาชนก็คงเป็นผู้ชนะ เพราะจะได้คนที่ดีที่สุดมาทำหน้าที่ผู้แทนของตนมาเป็นรัฐบาลที่ดีที่จะปกครองประเทศต่อไป
ไม่รู้ว่าใครจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนะครับ ก็คงต้องลองดูหากอยากเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าทำตามแล้วไม่ชนะ จะมาโทษผมไม่ได้นะครับ
ที่มา. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
**************************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น