--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แผนยุ ปฏิวัติ !!?

การเมืองห้วงนี้ ดูๆ แล้วไม่น่าจะมีอุณหภูมิร้อนแรงเป็นพิเศษ สถานการณ์เป็นไปตามคลื่นลมปกติ มีทั้งเชิงสร้างสรรค์ เชิงวิพากษ์และเชิงทำลายกันอยู่ในที บางครั้งก็ดูดี แต่หลายครั้งค่อนข้าง “น้ำเน่า” ไม่รู้จักสะเด็ด

พลันที่ฝ่ายค้านลอกเลียนการใช้สื่อโทรทัศน์วิธีเดียวกันกับ “ม็อบเสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ดูเหมือนการเมืองแบบทำลายล้างซึ่งกันและกัน ก็โหมกระแส “ม็อบแข่งม็อบ” เพื่อหวัง “ดึงมวลชน” มาให้เป็นพวกของตัวเองมากที่สุด

แรกๆ พรรคประชาธิปัตย์ไม่คิดจะทำ ด้วยมีสถานภาพเป็นพรรค การเมืองเก่าแก่ จึงไม่ควรลงไปเล่น “การเมืองข้างถนน” แบบเดียวกับม็อบสีอื่น

แต่เพราะถูกม็อบเสื้อเหลืองและม็อบเสื้อแดง ไล่บี้มาตลอดหลังเลือกตั้งใหญ่แล้วแพ้หลุดลุ่ย เสียหน้า เสียฟอร์มการเมืองที่เคยเอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้ฝ่ายอื่นมานาน พอโดนป้ายสีบ้างจึงรู้สึกตัวว่า ทนไม่ไหว

และเพราะเป็น “จำเลยการเมือง” อาทิ ฉุดกระชากประธานสภาลงจากบัลลังก์ หัวหน้าพรรคหนีทหาร หัวหน้าพรรคมี 2 สัญชาติ และตราบาปตอนเป็นรัฐบาลพัวพันกับ “ความตายของประชาชน 91 ศพ” ยืดเยื้อมาจนชาวบ้านที่บาดเจ็บนับพันต้องตายเพิ่มเป็น 99 ศพ ย่อมไม่อาจ “ล้างบาป” ให้พ้นตัวได้ง่ายๆ

โทรทัศน์ Blue sky จึงจุติเสมือน Nominee ที่เป็นช่องทางเผยแพร่ความคิดของคนประชาธิปัตย์อย่างโดดเด่นเห็นได้ชัด...ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตเคยต่อว่าต่อขานพรรคการเมืองอื่นๆ มาก่อนว่า ไม่ ใช่กิจที่พรรคการเมืองควรกระทำ แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเป็นเสียเองหรือไม่ ก็ลองพิจารณาดู

สื่อ Blue sky ดูคล้าย “กระบอกเสียงประชาธิปัตย์” เจือสมไปกับการรวมพลคนเสื้อสีฟ้าข้างถนนอีกส่วนหนึ่ง..แต่พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ปลุกระดมทีไร ก็ดูจะได้แค่ “แฟนคลับทัพพระแม่ธรณี” ที่ไม่อาจดึงดูดคนเสื้อสีอื่น หรือคนกลางไม่เข้าข้างฝ่ายไหนไปเป็นแนวร่วมได้

เรียกว่า ม็อบใครก็ม็อบมันเท่านั้นเอง... ถ้าจะชี้วัดปริมาณมวลชน เปรียบเทียบกันแล้ว พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์แท้ๆ ยังสู้ความหนาแน่นของม็อบเสื้อแดงที่ไม่เป็นพรรคการเมืองไม่ได้ด้วยซ้ำ

ขืนนัดชุมนุมบ่อยๆ แล้ว “เรียกแขก” ได้น้อยกว่ามวลชนเสื้อแดง อาจประจานความนิยมพรรคประชาธิปัตย์น้อยลงๆ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ที่ท้าทายในระยะยาวได้

แล้วอะไรล่ะคือ “แผนยุปฏิวัติ” ในห้วงที่ “ไร้ฟืนสุมเชื้อไฟ” ณ คาบนี้

กลายเป็นภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ (ภตช.) ซึ่งมี พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 1 และประธานองค์กรพิทักษ์สยามจะระดมคนหลายเครือข่าย อันมี หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เป็นแกนประสานม็อบ 10 องค์กร (เดิมคุยว่า มี 50 องค์กร) นัดมาชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง โดยเลขานุการราชตฤณ-มัยสมาคมคือ พลเอกบุญเลิศ เป็นผู้เอื้อเฟื้อสถานที่เอง...เสาร์ที่ 28 ตุลาฯนี้ สนามม้านางเลิ้งจะกลายเป็นสนามแข่งชุมนุมต่อต้านการคอร์รัปชั่น แทนการแข่งม้าไปฉิบ

ประเด็นหลักคือ ข้อหาจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์อีกแล้ว แต่เนื้อหาจริงๆ กำลังเฟ้นคนไปพูดเรื่องการจำนำข้าว โดยเน้นข้อมูลการทุจริตในรัฐบาล...มันเป็นข้อมูลชุดเดียวกันกับที่พรรคประชาธิปัตย์นำไปขยายผลทั้งในสภา บนเวทีปราศรัยและในสื่อ Blue sky หรือไม่

แน่นอน พรรคประชาธิปัตย์พูดได้เต็มปากว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่คนของประชาธิปัตย์จะ “สวมรอย” ไปชุมนุมด้วยหรือไม่ ก็ต้องย้อนกลับไปดูปูม “ม็อบเสื้อเหลือง” ยุให้เกิดการปฏิวัติปี 2549 ว่า มีแกนนำพรรคนี้กี่คนไปส่งข้าวส่งน้ำในตอนนั้น

ตั้งใจจะให้สอดรับกับข่าวไซฟ่อนเงินจากงบน้ำท่วม 1.6 หมื่นล้าน บาทไปฮ่องกง แต่ถูกจับได้ว่าเป็น ข่าวแหกตา...เลยพอมองเห็นว่าใครกลุ่มไหนกำลัง “นวดสถานการณ์” ให้สุกงอม

การ “ปลุกม็อบ” ที่สนามม้านางเลิ้งจะสำเร็จหรือไม่ มีคนไปกี่กลุ่มหรือมีคนของประชาธิปัตย์จะสวมรอยใส่เสื้อหลายสีไปอีกหรือไม่ ย่อม “อ่านเกม” ได้ไม่ยาก

แต่ม็อบเสื้อเหลืองประกาศชัดไม่ร่วมด้วย ย่อมมีนัยของ “ม็อบ แห้ว” อยู่รางๆ

ที่สำคัญคือพลเอกบุญเลิศ (ที่ผมเคารพนับถือมานาน) หลังจากเคยติด “กลุ่มกบฏ” ร่วมกับ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ มาก่อน จากนั้นมายังไม่เคยเห็นผลงานทางการเมืองและการทหารเลย จะสามารถ “จุดไฟ” เพื่อส่งสัญญาณไปสู่เหตุปฏิวัติรอบใหม่ได้อีกหรือไม่

อย่าลืมว่า คนที่จะพูดดึงดูดม็อบการเมืองให้ตรึงติดเป็นพลังมวลชนแบบข้ามวันข้ามคืนใน “ตลาดม็อบ” ชั่วโมงนี้ หายากพอๆ กับงมเข็มในบึงใหญ่

เดี๋ยวคอการเมืองจะเอาไปเมาธ์ได้ว่า “รับจ็อบอำมาตย์” มาเล่นให้เสียของอีกแล้ว

ถ้าม็อบจุดไม่ติดอีกรอบ องค์กรพิทักษ์สยามและเครือข่าย ภตช. จะมิเป็น “ขอมดำดิน” ไปหรอกรึ!

ที่มา.สยามธุรกิจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น