มีกระบวนการจ้องล้มรัฐบาล.!!?
นี่คือเหตุแห่ง “วิวาทะ” ที่ดูชัดถ้อยชัดคำของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้วิเคราะห์ “รหัสการ เมืองไทย” ในวงประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งกระบวนการล้มอำนาจรัฐที่ “สารวัตรเหลิม” พูดถึงนี้...เป็นสัญญาณที่กระจายผ่าน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การ ไซฟ่อนงบน้ำท่วม 1.6 หมื่นล้าน 2.กรณีรับจำนำข้าว และ 3.เงื่อนปมชายชุดดำ
ประเด็นแรก ว่ากันถึงการปล่อยข่าว “ไซฟ่อนเงินงบน้ำท่วม” หลังจาก “มงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์” เลขาธิการกลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แห่งชาติ (ภตช.) ออกมาแฉข้อมูลว่า ที่ฮ่องกงมีการอายัดเงินจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ไซฟ่อนไปจากประเทศไทย และ ส่งต่อไปยังธนาคารในฝรั่งเศส พร้อมดักคอรัฐบาลกรณีการเล่นกลทางการเงินผ่านนักการเมืองในเครือข่าย “เจ๊ ด.” ซึ่งเป็นผู้มากบารมีในพรรคการเมืองขั้วรัฐบาล
แม้ในภายหลังคณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาช่วย “แก้ลำ” โดยชี้ว่า...ตรวจสอบแล้วไม่พบมูลความจริง ต่อมา “สารวัตรเหลิม” ได้ออกมาสุมไฟพรรคประชาธิปัตย์ว่า... เต้าข่าว เพื่อหวังผลทางการเมืองและทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
ช็อตต่อมาคือ กรณีทุจริตรับจำนำข้าว! ที่ประชาธิปัตย์เอามาปูด ซึ่งก็สร้างความหวั่นไหวให้แก่รัฐบาลอย่างรุนแรง ผสานเข้าจังหวะไปกับ “แรงกดดัน” จากแนวร่วม “ชนชั้นกลาง” ที่ออกมาร่วมกันถล่มรัฐบาลแบบรายวัน ภายใต้ “รหัสการเมือง” ที่คาบลูกคาบดอก เคล้าไปด้วยเงื่อนปมทุจริต ทอดยอดต่อมาจากนโยบาย ประชานิยมยั่งยืน ซึ่งแม้แต่คนใกล้ชิด “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ก็ยังมองว่า นี่คือ “จุดเริ่มต้น” แห่งหายนะของรัฐบาลชุดนี้
ส่วนที่เป็นไฮไลต์สำคัญของเรื่อง ยังคงอยู่ที่ประเด็น “ชายชุดดำ” !!!
ถ้าว่ากันด้วย “เงื่อนไขเวลา” และ “ลำดับความสำคัญ” นั่นย่อมสะท้อนให้เห็น “นัยยะทางการเมือง” ที่แตกต่างกัน ไปตามน้ำหนักแห่งรหัสที่ “สารวัตรเหลิม” ชี้ชัดว่า...นี่คือขบวนการล้มรัฐ! นอกจากนี้ “ป๋าเหลิมแห่งบ้านริมคลอง” ยังประเมินไว้ด้วยว่า ราวๆ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จะมี “ม็อบการเมือง” ที่แฝงตัวโดยยกเอาปัญหาความเดือดร้อน ของชาวบ้าน มากดดันและทำลายความเชื่อถือของรัฐบาล เหล่านี้ มิใช่แค่พูดกันลอยๆ แต่คนของรัฐบาลได้กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งจัดการ แก้ปัญหาให้จบในพื้นที่ อย่าปล่อยให้ “สารพัดม็อบ” หลุดเข้ามาในเมืองหลวง
กระนั้นยังคงมี “จุดเชื่อมโยง” อันหลากหลาย หลังการเคลื่อนไหวของมวลชน กลุ่มใหม่อย่าง “กลุ่มองค์กรพิทักษ์สยามฯ” ใต้ปีกการนำของ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ สหายร่วมรุ่น “ตท.1” ของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี
มาหนนี้ “เสธ. อ้าย” ได้เข้าคู่กับ “น.พ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์” แกนนำ กลุ่มเสื้อหลากสี และ “พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ” อดีตรอง ผบ.สส. เปิดฉากรุกไล่ทางการเมือง อย่างข้นคลั่ก! พร้อมขยาย ความคิด “ขวาตกขอบ” ที่ว่า...ให้ทหารนำสังคม! และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ...28 ตุลาคมนี้ จึงกลายเป็น “วัน ดีเดย์” ที่มวลชนกลุ่มนี้ประกาศชักธงรบ...ทำสงครามข้างถนนกับ “รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นการรุกไล่แบบ “ม้วนเดียวจบ... ไม่มียืดเยื้อ” ราวกับเป็นรหัสปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดซึ่งก็มิใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่ เพราะ แกนนำรัฐบาลเริ่มได้กลิ่นผิดปกติ และเฝ้า แกะรอยการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
ขณะที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ “นปช.” ในฐานะองครักษ์พิทักษ์ “รัฐนาวาปูแดง” ยังตั้งข้อสังเกตในความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเหล่านี้ว่า จะมีความเชื่อมโยงกับการเดินหมากทางการเมืองของขั้วฝ่ายค้าน...หรือไม่?!!
ยิ่งกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมหยุดไล่ล่า...ความเหลวแหลกของรัฐบาล! มุ่งทำทุกทางเพื่อ “สุมไฟการเมือง” ให้คุโชนขึ้นมาอีกครั้ง หลังมีการปล่อยคิว “ทีมงานสายล่อฟ้า” ให้เบนเป้าไปรุกหนัก...ชิงจังหวะเกมการเมืองข้างถนน ด้วย การตั้งเวที “เดินหน้าผ่าความจริงนัดพิเศษ” โฟกัสจะโค่น...แค่เฉพาะเรื่อง “มัจจุราชชุดดำ...รับจ้างฆ่าประเทศไทย” ที่เข้ามามีเอี่ยวในเหตุนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ “ขั้วฝ่ายค้าน” พยายามเร้าอารมณ์ไปด้วยคิวของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแม่ทัพ ศอฉ. ที่หันมาเล่นบทดราม่า ขึ้นปราศรัยเคล้าน้ำตาในช่วงจังหวะพีค สุดๆ ที่กล่าวถึง “พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม” อดีตนายทหารบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งถูก “กระสุนปริศนา” ยิงดับระหว่างเหตุควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ตำบลกระสุนตกสี่แยกคอกวัวในช่วงเมษาฮาวายปี 2553
ปลุกกระชากอารมณ์เร้าๆ ของ “สาวกธงฟ้า” ให้ถึงขีดสุด...
ตอกย้ำกันด้วยวาทกรรม “ชายชุดดำ” ที่ทีมงานสายล่อฟ้าได้ยกเอา “ทฤษฎีมือที่ 3” มาแถสีข้างว่า “แฝงตัว” อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเท่าที่เห็นและเป็นไป “ขั้ว ปชป.” คงตั้งใจปั่นกระแสแรงๆ ที่ว่ากันว่า...มีรายการจัดหนัก!!! หวังลากยาวกระแส “ชายชุดดำ”
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งในประเด็น “ชายชุดดำ” อันเกี่ยวเนื่องกับ “มิคสัญญี 98 ศพ” ที่วันนี้คดีความเริ่มทยอยขึ้นสู่ “กลไกศาลยุติธรรม” และมีบางคดีที่ศาลชี้ออกมาว่า “เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ” แน่นอนเมื่อชี้คดีออกมาเป็นเช่นนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ย่อมกลายเป็น “จำเลยสังคม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งโดยหลักๆ แล้ว ใน ศอฉ.มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองและขุนทหารในกองทัพ เมื่อศาลชี้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นฝ่ายลั่นไกสังหารประชาชน ก็พออนุมานได้ว่า ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ออกคำสั่ง ทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อเรื่องราวเป็นไปทำนองนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีในวันเกิดเหตุ และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงในขณะนั้น รวมไปถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังสุ่มเสี่ยงว่า...จะมีส่วนพัวพันกับ “ข้อหาหนัก” เมื่อหลายคดีทยอยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณา ในชั้นศาล
ทว่ายังมีคำถามติดตามมาว่า ...อะไร คือตัวนำไปสู่การตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่ 98 คน บาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน และ...อะไรคือตัวแปรที่ทำให้เจ้าหน้าที่ รัฐจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
ขณะที่ตัวละครปริศนาอย่าง “ชายชุดดำ” ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่กระนั้นภาพจากโทรทัศน์ และที่เผยแพร่ไว้ตามสื่อ ต่างๆ ก็ทำให้เกิด “หลักฐานชิ้นสำคัญ” ที่ผู้เกี่ยวข้องใน ศอฉ.จะสามารถนำมาเป็น “เหตุผล”....หักล้างข้อหา “ฆ่าประชาชน”
ด้านความเคลื่อนไหวจากฝ่ายกองทัพ แม้จะดูไม่ชัดเจน แต่ก็พอทำความเข้าใจได้ว่า ที่สุดแล้วกองทัพก็สามารถปฏิเสธความผิดเหล่านี้ได้ว่า..ปฏิบัติไปตามคำสั่งของ ศอฉ. แต่ในส่วนของฝ่ายการเมืองนั้น ค่อนข้างชัดเจน เนื่องด้วยทั้ง “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” และ “เทพเทือก” รวมไปถึงคน ในพรรคฝ่ายค้าน ยังได้เปิดปฏิบัติการแฉ... ขบวนการชายชุดดำ ในทุกเวทีและทุกสื่อ ประหนึ่งหวังปลดล็อกข้อหา “สั่งฆ่าประชาชน” เพื่อให้คู่หู ปชป.พ้นมลทินได้ในที่สุด
การหยิบยกกรณี “ชายชุดดำ” ขึ้นมานั้น นอกจากจะเป็นการสร้างป้อมปราการ กำบังให้ตัวเองให้ฝ่ายสั่งการแล้ว ยังเป็นการ ทอดยอดไปสู่ฝ่ายปฏิบัติ นั่นก็คือ.. กองทัพ!!! ฉายภาพให้ชัดขึ้น ด้วยสถานการณ์ ทางการเมือง คงต้องยอมรับว่า เป็นเรื่อง ยากยิ่งนักที่ฝ่ายค้านจะสามารถสั่นคลอน “รัฐบาล” ให้ล้มลงได้ กระนั้นยิ่ง “รัฐบาล” เอาจริงเอาจัง เร่งคดี 98 ศพเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม ให้เข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่าย ค้านและกองทัพ ขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมาก ขึ้นเท่านั้น ซึ่งคงไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลชุดนี้สักเท่าไหร่ เหนืออื่นใด นั่นจะยิ่งทำให้เกิดแรง กระเพื่อมในทางการเมือง ตลอดจนการ เคลื่อนไหวของสารพัดม็อบข้างถนน ที่ดูแล้ว...มีแนวโน้มจะบานปลายยิ่งขึ้นไปอีก พลันให้ต้องลุ้นด้วยใจระทึกไปกับ เหตุแห่งความวุ่นวายรอบใหม่ ที่กำลังปรากฏขึ้นอีกครั้งในเร็ววันนี้?!!
ที่มา.สยามธุรกิจออนำลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นี่คือเหตุแห่ง “วิวาทะ” ที่ดูชัดถ้อยชัดคำของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้วิเคราะห์ “รหัสการ เมืองไทย” ในวงประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งกระบวนการล้มอำนาจรัฐที่ “สารวัตรเหลิม” พูดถึงนี้...เป็นสัญญาณที่กระจายผ่าน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การ ไซฟ่อนงบน้ำท่วม 1.6 หมื่นล้าน 2.กรณีรับจำนำข้าว และ 3.เงื่อนปมชายชุดดำ
ประเด็นแรก ว่ากันถึงการปล่อยข่าว “ไซฟ่อนเงินงบน้ำท่วม” หลังจาก “มงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์” เลขาธิการกลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แห่งชาติ (ภตช.) ออกมาแฉข้อมูลว่า ที่ฮ่องกงมีการอายัดเงินจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ไซฟ่อนไปจากประเทศไทย และ ส่งต่อไปยังธนาคารในฝรั่งเศส พร้อมดักคอรัฐบาลกรณีการเล่นกลทางการเงินผ่านนักการเมืองในเครือข่าย “เจ๊ ด.” ซึ่งเป็นผู้มากบารมีในพรรคการเมืองขั้วรัฐบาล
แม้ในภายหลังคณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาช่วย “แก้ลำ” โดยชี้ว่า...ตรวจสอบแล้วไม่พบมูลความจริง ต่อมา “สารวัตรเหลิม” ได้ออกมาสุมไฟพรรคประชาธิปัตย์ว่า... เต้าข่าว เพื่อหวังผลทางการเมืองและทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
ช็อตต่อมาคือ กรณีทุจริตรับจำนำข้าว! ที่ประชาธิปัตย์เอามาปูด ซึ่งก็สร้างความหวั่นไหวให้แก่รัฐบาลอย่างรุนแรง ผสานเข้าจังหวะไปกับ “แรงกดดัน” จากแนวร่วม “ชนชั้นกลาง” ที่ออกมาร่วมกันถล่มรัฐบาลแบบรายวัน ภายใต้ “รหัสการเมือง” ที่คาบลูกคาบดอก เคล้าไปด้วยเงื่อนปมทุจริต ทอดยอดต่อมาจากนโยบาย ประชานิยมยั่งยืน ซึ่งแม้แต่คนใกล้ชิด “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ก็ยังมองว่า นี่คือ “จุดเริ่มต้น” แห่งหายนะของรัฐบาลชุดนี้
ส่วนที่เป็นไฮไลต์สำคัญของเรื่อง ยังคงอยู่ที่ประเด็น “ชายชุดดำ” !!!
ถ้าว่ากันด้วย “เงื่อนไขเวลา” และ “ลำดับความสำคัญ” นั่นย่อมสะท้อนให้เห็น “นัยยะทางการเมือง” ที่แตกต่างกัน ไปตามน้ำหนักแห่งรหัสที่ “สารวัตรเหลิม” ชี้ชัดว่า...นี่คือขบวนการล้มรัฐ! นอกจากนี้ “ป๋าเหลิมแห่งบ้านริมคลอง” ยังประเมินไว้ด้วยว่า ราวๆ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จะมี “ม็อบการเมือง” ที่แฝงตัวโดยยกเอาปัญหาความเดือดร้อน ของชาวบ้าน มากดดันและทำลายความเชื่อถือของรัฐบาล เหล่านี้ มิใช่แค่พูดกันลอยๆ แต่คนของรัฐบาลได้กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งจัดการ แก้ปัญหาให้จบในพื้นที่ อย่าปล่อยให้ “สารพัดม็อบ” หลุดเข้ามาในเมืองหลวง
กระนั้นยังคงมี “จุดเชื่อมโยง” อันหลากหลาย หลังการเคลื่อนไหวของมวลชน กลุ่มใหม่อย่าง “กลุ่มองค์กรพิทักษ์สยามฯ” ใต้ปีกการนำของ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ สหายร่วมรุ่น “ตท.1” ของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี
มาหนนี้ “เสธ. อ้าย” ได้เข้าคู่กับ “น.พ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์” แกนนำ กลุ่มเสื้อหลากสี และ “พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ” อดีตรอง ผบ.สส. เปิดฉากรุกไล่ทางการเมือง อย่างข้นคลั่ก! พร้อมขยาย ความคิด “ขวาตกขอบ” ที่ว่า...ให้ทหารนำสังคม! และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ...28 ตุลาคมนี้ จึงกลายเป็น “วัน ดีเดย์” ที่มวลชนกลุ่มนี้ประกาศชักธงรบ...ทำสงครามข้างถนนกับ “รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นการรุกไล่แบบ “ม้วนเดียวจบ... ไม่มียืดเยื้อ” ราวกับเป็นรหัสปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดซึ่งก็มิใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่ เพราะ แกนนำรัฐบาลเริ่มได้กลิ่นผิดปกติ และเฝ้า แกะรอยการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
ขณะที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ “นปช.” ในฐานะองครักษ์พิทักษ์ “รัฐนาวาปูแดง” ยังตั้งข้อสังเกตในความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเหล่านี้ว่า จะมีความเชื่อมโยงกับการเดินหมากทางการเมืองของขั้วฝ่ายค้าน...หรือไม่?!!
ยิ่งกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมหยุดไล่ล่า...ความเหลวแหลกของรัฐบาล! มุ่งทำทุกทางเพื่อ “สุมไฟการเมือง” ให้คุโชนขึ้นมาอีกครั้ง หลังมีการปล่อยคิว “ทีมงานสายล่อฟ้า” ให้เบนเป้าไปรุกหนัก...ชิงจังหวะเกมการเมืองข้างถนน ด้วย การตั้งเวที “เดินหน้าผ่าความจริงนัดพิเศษ” โฟกัสจะโค่น...แค่เฉพาะเรื่อง “มัจจุราชชุดดำ...รับจ้างฆ่าประเทศไทย” ที่เข้ามามีเอี่ยวในเหตุนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ “ขั้วฝ่ายค้าน” พยายามเร้าอารมณ์ไปด้วยคิวของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแม่ทัพ ศอฉ. ที่หันมาเล่นบทดราม่า ขึ้นปราศรัยเคล้าน้ำตาในช่วงจังหวะพีค สุดๆ ที่กล่าวถึง “พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม” อดีตนายทหารบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งถูก “กระสุนปริศนา” ยิงดับระหว่างเหตุควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ตำบลกระสุนตกสี่แยกคอกวัวในช่วงเมษาฮาวายปี 2553
ปลุกกระชากอารมณ์เร้าๆ ของ “สาวกธงฟ้า” ให้ถึงขีดสุด...
ตอกย้ำกันด้วยวาทกรรม “ชายชุดดำ” ที่ทีมงานสายล่อฟ้าได้ยกเอา “ทฤษฎีมือที่ 3” มาแถสีข้างว่า “แฝงตัว” อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเท่าที่เห็นและเป็นไป “ขั้ว ปชป.” คงตั้งใจปั่นกระแสแรงๆ ที่ว่ากันว่า...มีรายการจัดหนัก!!! หวังลากยาวกระแส “ชายชุดดำ”
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งในประเด็น “ชายชุดดำ” อันเกี่ยวเนื่องกับ “มิคสัญญี 98 ศพ” ที่วันนี้คดีความเริ่มทยอยขึ้นสู่ “กลไกศาลยุติธรรม” และมีบางคดีที่ศาลชี้ออกมาว่า “เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ” แน่นอนเมื่อชี้คดีออกมาเป็นเช่นนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ย่อมกลายเป็น “จำเลยสังคม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งโดยหลักๆ แล้ว ใน ศอฉ.มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองและขุนทหารในกองทัพ เมื่อศาลชี้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นฝ่ายลั่นไกสังหารประชาชน ก็พออนุมานได้ว่า ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ออกคำสั่ง ทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อเรื่องราวเป็นไปทำนองนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีในวันเกิดเหตุ และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงในขณะนั้น รวมไปถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังสุ่มเสี่ยงว่า...จะมีส่วนพัวพันกับ “ข้อหาหนัก” เมื่อหลายคดีทยอยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณา ในชั้นศาล
ทว่ายังมีคำถามติดตามมาว่า ...อะไร คือตัวนำไปสู่การตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่ 98 คน บาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน และ...อะไรคือตัวแปรที่ทำให้เจ้าหน้าที่ รัฐจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
ขณะที่ตัวละครปริศนาอย่าง “ชายชุดดำ” ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่กระนั้นภาพจากโทรทัศน์ และที่เผยแพร่ไว้ตามสื่อ ต่างๆ ก็ทำให้เกิด “หลักฐานชิ้นสำคัญ” ที่ผู้เกี่ยวข้องใน ศอฉ.จะสามารถนำมาเป็น “เหตุผล”....หักล้างข้อหา “ฆ่าประชาชน”
ด้านความเคลื่อนไหวจากฝ่ายกองทัพ แม้จะดูไม่ชัดเจน แต่ก็พอทำความเข้าใจได้ว่า ที่สุดแล้วกองทัพก็สามารถปฏิเสธความผิดเหล่านี้ได้ว่า..ปฏิบัติไปตามคำสั่งของ ศอฉ. แต่ในส่วนของฝ่ายการเมืองนั้น ค่อนข้างชัดเจน เนื่องด้วยทั้ง “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” และ “เทพเทือก” รวมไปถึงคน ในพรรคฝ่ายค้าน ยังได้เปิดปฏิบัติการแฉ... ขบวนการชายชุดดำ ในทุกเวทีและทุกสื่อ ประหนึ่งหวังปลดล็อกข้อหา “สั่งฆ่าประชาชน” เพื่อให้คู่หู ปชป.พ้นมลทินได้ในที่สุด
การหยิบยกกรณี “ชายชุดดำ” ขึ้นมานั้น นอกจากจะเป็นการสร้างป้อมปราการ กำบังให้ตัวเองให้ฝ่ายสั่งการแล้ว ยังเป็นการ ทอดยอดไปสู่ฝ่ายปฏิบัติ นั่นก็คือ.. กองทัพ!!! ฉายภาพให้ชัดขึ้น ด้วยสถานการณ์ ทางการเมือง คงต้องยอมรับว่า เป็นเรื่อง ยากยิ่งนักที่ฝ่ายค้านจะสามารถสั่นคลอน “รัฐบาล” ให้ล้มลงได้ กระนั้นยิ่ง “รัฐบาล” เอาจริงเอาจัง เร่งคดี 98 ศพเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม ให้เข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่าย ค้านและกองทัพ ขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมาก ขึ้นเท่านั้น ซึ่งคงไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลชุดนี้สักเท่าไหร่ เหนืออื่นใด นั่นจะยิ่งทำให้เกิดแรง กระเพื่อมในทางการเมือง ตลอดจนการ เคลื่อนไหวของสารพัดม็อบข้างถนน ที่ดูแล้ว...มีแนวโน้มจะบานปลายยิ่งขึ้นไปอีก พลันให้ต้องลุ้นด้วยใจระทึกไปกับ เหตุแห่งความวุ่นวายรอบใหม่ ที่กำลังปรากฏขึ้นอีกครั้งในเร็ววันนี้?!!
ที่มา.สยามธุรกิจออนำลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น