--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

พระยาละแวกยุคดิจิตอล !!??

หลายท่านคงพอทราบข่าวกันแล้วถึงกรณีที่ทางการกัมพูชาสลักป้ายใหญ่โตบนหินผา ประณามคนไทย และทหารไทย บนแผ่นหิน โดยระบุว่า “ผู้รุกราน ผู้ล้ำดินแดนเขมร”...และเชื่อว่าไม้นี้ของฮุนเซน น่าจะทำให้คนไทยปวดใจไม่น้อยจะว่าไปแล้วสายสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเองก็ไม่ค่อยดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงขนาดมีการผูกนิทานขึ้นกล่าวร้าย กันอย่างเรื่อง “เรื่องพระโคพระแก้ว” หรือแม้แต่การยกตำนานเขมรที่เกี่ยวกับพุทธทำนาย ว่า ตะกวด เป็นบรรพบุรุษเขมร แล้วยกเอาลักษณะลิ้นสองแฉกของตะกวด มาประณามเขมรเป็นตัวเหี้ย..ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม หรือถูกต้องนัก

ชาติพันธุ์ใคร...เขาก็รัก ก็หวงแหนเผ่าพงษ์วงศาของตน เขาว่าเราเราก็ไม่ชอบ เราว่าเขาเขาก็ไม่ชอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องราวที่เล่าขานกันมาก็ต่างเลยผ่านมานานนม ครั้นจะเก็บมาเป็นอารมณ์ก็ใช่ที่ แต่สิ่งที่หยั่งรากในจิตใจก็ยากที่จะทราบได้พูดถึงตำนานเล่าขานระหว่างไทย-กัมพูชา....มีอยู่อีกเรื่องที่หลายท่านรู้จักกัน ดี คือ เรื่อง “พระยาละแวก” คือในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยพระมหาจักรพรรดิ กรุงหงสาวดีได้ยกทัพมาตีไทย ฝ่ายเขมร พระยาละแวกเห็นได้ทีฉวยโอกาสมากวาด ต้อนผู้คนไปใช้แรงงานจำนวนมาก หลังเสร็จศึกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรง พิโรธมาก รับสั่งให้ยกทัพไปเขมร พระยาละแวก เห็นท่าไม่ดี ส่งราชสาสน์มาขอพระราชทานอภัยใจความ ว่า “ข้าพระองค์ ผู้ปกครองกัมพูชา มิได้เกรงพระบรมเดชา นุภาพที่ไปกวาดต้อนคนจากปราจีนบุรี ขออย่าทรงพิโรธยกทัพมาตีเมือง ข้าพเจ้าจะนำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย และเป็นข้าพระบาทตราบชั่วกัลปาวสาน”

หลังจากนั้น 3 วัน พระยาละแวกได้นำเครื่องราชบรรณาการพร้อมด้วยนักพระสุโทและนักพระสุทันเป็นราชบุตรมาเข้า เฝ้า ทางพระมหาจักรพรรดิก็ทรงคลายพิโรธ และขอนำโอรสทั้งสองไปเลี้ยงดู พระยาละแวกก็ยอม จากนั้นก็กวาดต้อนคนชาวปราจีนบุรีกลับคืนมาฝั่งไทย ต่อมาไม่นาน ญวนได้ยึดเมืองละแวก ไทยจึงส่งกองทัพ ไปช่วยเพื่อตีเมืองคืน แต่ทำไม่สำเร็จ

ในภายหลังไทยเสียกรุงให้แก่พม่าเพียงปีเดียว พระยาละแวกจากเขมรได้ถือ โอกาสเข้ามาปล้นและตีเมืองนครนายก พระมหาธรรมราชาจึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปปราบ ให้ทหารนำปืนจ่ารงค์ยิงไปถูกพระ จำปาธิราชของเขมรตายคาที่บนคอช้าง ทัพ ของเขมรถอยกลับไป แต่ก็ย้อนกลับมาปล้นเมืองอีกหลายครั้ง นอกจากนี้ พระยาละแวกยังนำทัพมากวาดต้อนผู้คนแถวจันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรากลับไปเขมรจำนวนมากด้วยความคดในข้องอในกระดูก พระยาละแวกได้ยกทัพมาถึงปากน้ำพระ ประแดงโจมตีเมืองธนบุรี จับชาวเมืองธนบุรีและนนทบุรีเป็นเชลยจำนวนมาก เลยได้ใจรวบรวมคนหมายจะตีกรุงศรีอยุธยา แต่งทัพเรือ 30 ลำเข้าปล้นบ้านนายก่าย แต่โชคไม่ดีถูกปืนใหญ่ของไทยยิงตายเป็น จำนวนมาก ฝ่ายเขมรแตกทัพหนีกลับไปทางพระประแดง แต่ยังไม่วายกวาดต้อนผู้คนแถวสาครบุรีกลับไปอีกด้วย เยี่ยมจริงๆ

จนถึงปี พ.ศ.2129 พระยาละแวก เห็นว่าไทยกำลังสู้ศึกหงสาวดีอยู่ จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ามาตีเมืองปราจีน สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสว่า “พระยาละแวกตระบัดสัตย์อีกแล้ว จึงต้องยกไปปราบให้ราบคราบ” ผลการศึกกองทัพไทยไล่ตีเขมรไปจนสุดชายแดน ทหารเขมรล้มตายจำนวนมาก

และในปี พ.ศ.2132 หลังจากสมเด็จพระนเรศวรครองราชย์ ทรงปรึกษา ข้าราชการว่ากษัตริย์เขมรมีใจคิดไม่ซื่อเหมือนพระยาละแวก ชอบซ้ำเติมไทยในยามศึกกับพม่า จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกทัพไปแก้แค้นเอาโลหิตมาล้างพระบาท ทรงจัดกองทัพให้ไปตีเมืองปัตบอง เมืองโพธิสัตว์ แล้วเข้าล้อมเมืองละแวกเอาไว้ ทรงล้อมเมืองนานถึง 3 เดือนยังตีไม่ได้ เสบียงอาหารเริ่มลดน้อยลง จึงทรงรับสั่ง ให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาไปก่อน แล้วจะเตรียมการมาตีในภายหน้า สุดท้าย พ.ศ. 2137 สยามตีเมืองละแวกแตก แต่ยังคง มีกษัตริย์ปกครองกัมพูชาต่อไปหากจะว่าไปเรื่องราวของพระยาละแวกอาจเป็นเครื่องเตือนใจชาวไทยได้ เป็นอย่างดี ถึงความไม่ซื่อสัตย์ของบุคคล บางจำพวก (ก็พวกนั้นแหละเจ้าค่ะ) แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคิดต่อในด้านความ รู้สึกในเรื่องราว แต่พระยาละแวกยุคดิจิตอลนี่สิ... ความสามารถด้านนี้เขาไม่แพ้ในยุคดั้งเดิมเลยจริงๆ

ที่มา.สยามธุรกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น