โดย. สมหมาย ปาริจฉัตต์
การที่มนุษย์มีความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องและพยายามทำให้ความเชื่อนั้นเป็นความจริงจนถึงที่สุด ตราบใดที่ไม่ไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือรุกล้ำ ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ผู้นั้นย่อมได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการ
แต่ในความเป็นจริงของสังคมมนุษย์นั้นความเชื่อมีหลากหลายหรือมีหลายชุดมนุษย์มีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป
ธรรมชาติของมนุษย์จึงต่างจากสัตว์ตรงที่มนุษย์มีความคิดมีวิจารณญาณ หาใช่มีแต่สัญชาตญาณอย่างเดียว
เมื่อมนุษย์มีความเชื่อหลากหลาย การทำให้ผู้ที่มีความเชื่อต่างไปจากตน เห็นคล้อยและเห็นชอบกับความเชื่อของตนโดยสมัครใจไม่บังคับจึงเป็นหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติมนุษย์
แต่การที่ผู้มีความเชื่อหนึ่งใช้วิธีการบังคับด้วยรูปแบบใดก็ตามให้คนที่เห็นต่างต้องเชื่อและปฏิบัติตามโดยไม่สมัครใจนั่นย่อมเท่ากับก้าวล่วงหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นที่มีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างออกไป
ความเชื่อมีหลากหลาย ความดีมีหนึ่งเดียว
ความเชื่อกับความดีจึงแตกต่างกัน
ความเชื่อจึงไม่ใช่ความดี ความดีจึงไม่ใช่ความเชื่อ
ขณะที่ฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อว่าตนเองทำดี อีกฝ่ายหนึ่งอาจไม่เชื่อเช่นนั้น กลับเห็นตรงกันข้ามว่า ความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่ความดี จึงเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติของมนุษย์
การที่คนๆ หนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งมากน้อยเพียงใดก็ตามคิดว่า ความเชื่อของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งเดียวกับความดีซึ่งมีหนึ่งเดียวนั้น จึงผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง
การคิดว่าความเชื่อกับความดีเป็นสิ่งเดียว กันและเอามาปนกัน มนุษย์ผู้นั้นหรือกลุ่มนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมบีบบังคับ หรือล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นที่มีความเห็น ความเชื่อตรงกันข้ามต่างกับตน
ด้วยเหตุนี้สังคมมนุษย์จึงเกิดความขัดแย้งจากพฤติกรรมเผด็จการ บีบบังคับผู้อื่นให้เห็นด้วย และกระทำตามความเชื่อของตน ใครไม่เห็นด้วย ไม่ทำตามเป็นคนทรยศต่อประชาชน ไม่รักชาติรักแผ่นดิน
การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะไม่ยอมรับความหลากหลายในความเชื่อ อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นเอง
ความเป็นจริงของมนุษย์คือ ความหลากหลาย ดี ไม่ดี ดีมาก ดีน้อย ดีปานกลาง เลวมาก เลวน้อย เลวปานกลาง
การนิยามความดี คนดี ความเลว คนเลว ในความคิดของมนุษย์จึงแตกต่างกันอย่างหลากหลาย
ความเชื่อเรื่องสภาประชาชน รัฐบาลประชาชน และกติกาในการอยู่ร่วมกันของประชาชนก็เช่นกัน เป็นเรื่องของความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน หาใช่เป็นหนึ่งเดียวเช่นความดีไม่
ฉะนั้น การที่ผู้คนจำนวนเท่าใดก็แล้วแต่ มีความเชื่อไปในทางตรงกันข้ามหรือแตกต่างออกไปจากอีกฝ่ายหนึ่ง จึงเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติมนุษย์
พระพุทธองค์ถึงตรัสว่า มนุษย์นั้นมีสี่เหล่า นั่นย่อมสะท้อนความจริงว่า ความคิดความสามารถของมนุษย์นั้นไม่เท่ากัน
ตราบใดก็ตาม หากทำให้คนที่มีความเชื่อแตกต่าง หลากหลายอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข ไม่เกิดการบีบบังคับ กดขี่ข่มเหงให้อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อและทำตามความเชื่อแห่งตน ตรงนี้ต่างหากจึงเป็นความดี
ความดีอันเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ความดีที่เกิดจากความใจกว้าง ยอมรับความเป็นจริงของธรรมชาติของมนุษย์ ความดีที่เห็นมนุษย์ที่เห็นตรงกันข้ามยังมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับตน
การบีบบังคับให้คนอื่นคิดทำและเป็นเช่นเดียวกับตนเท่านั้น คือความถูกต้อง ดีงาม ห้ามคิดต่าง เห็นต่าง กระทำต่างไปจากตัว จึงเป็นการฝืนธรรมชาติ ฝืนความเป็นจริงแห่งโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายความคิด ความเชื่อ
ในความเป็นจริงของโลกที่ชุดความเชื่อมีหลากหลาย เมื่อชุดความเชื่อเรื่องประชาภิวัฒน์กำลังเชี่ยวกราก มาแรง ถ้ายึดคติโบราณว่า น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ ไหนๆ รัฐบาลตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชนแล้ว การยอมถอยอีกก้าว เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของแกนนำความคิดดังกล่าว ด้วยการลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงอะไร
เก็บข้าวของกลับไปพักผ่อนนอนบ้านกับครอบครัว ไม่ต้องมานั่งแบกรับภาระให้ปวดหัว รอเวลาสนามเลือกตั้งตามกติกาใหม่ เปิดเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่
รอดูว่า สภาประชาชนจะคลี่คลายต่อไปอย่างไร ระยะเวลา 1 ปีกับการจัดระเบียบ ปฏิรูปประเทศใหม่จะเป็นไปอย่างไร ภายใต้ความคิดและผลประโยชน์อันหลากหลาย
แกนนำประชาภิวัฒน์ จะทำอย่างไรกับพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
ที่สำคัญ สิทธิ เสรีภาพต่างๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม จะเป็นเช่นไรต่อไป จะยังคงอยู่จริงหรือไม่ อนาคตเท่านั้นคือคำตอบ
ที่มา.มติชน
--------------------------------------------
การที่มนุษย์มีความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องและพยายามทำให้ความเชื่อนั้นเป็นความจริงจนถึงที่สุด ตราบใดที่ไม่ไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือรุกล้ำ ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ผู้นั้นย่อมได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการ
แต่ในความเป็นจริงของสังคมมนุษย์นั้นความเชื่อมีหลากหลายหรือมีหลายชุดมนุษย์มีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป
ธรรมชาติของมนุษย์จึงต่างจากสัตว์ตรงที่มนุษย์มีความคิดมีวิจารณญาณ หาใช่มีแต่สัญชาตญาณอย่างเดียว
เมื่อมนุษย์มีความเชื่อหลากหลาย การทำให้ผู้ที่มีความเชื่อต่างไปจากตน เห็นคล้อยและเห็นชอบกับความเชื่อของตนโดยสมัครใจไม่บังคับจึงเป็นหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติมนุษย์
แต่การที่ผู้มีความเชื่อหนึ่งใช้วิธีการบังคับด้วยรูปแบบใดก็ตามให้คนที่เห็นต่างต้องเชื่อและปฏิบัติตามโดยไม่สมัครใจนั่นย่อมเท่ากับก้าวล่วงหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นที่มีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างออกไป
ความเชื่อมีหลากหลาย ความดีมีหนึ่งเดียว
ความเชื่อกับความดีจึงแตกต่างกัน
ความเชื่อจึงไม่ใช่ความดี ความดีจึงไม่ใช่ความเชื่อ
ขณะที่ฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อว่าตนเองทำดี อีกฝ่ายหนึ่งอาจไม่เชื่อเช่นนั้น กลับเห็นตรงกันข้ามว่า ความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่ความดี จึงเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติของมนุษย์
การที่คนๆ หนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งมากน้อยเพียงใดก็ตามคิดว่า ความเชื่อของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งเดียวกับความดีซึ่งมีหนึ่งเดียวนั้น จึงผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง
การคิดว่าความเชื่อกับความดีเป็นสิ่งเดียว กันและเอามาปนกัน มนุษย์ผู้นั้นหรือกลุ่มนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมบีบบังคับ หรือล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นที่มีความเห็น ความเชื่อตรงกันข้ามต่างกับตน
ด้วยเหตุนี้สังคมมนุษย์จึงเกิดความขัดแย้งจากพฤติกรรมเผด็จการ บีบบังคับผู้อื่นให้เห็นด้วย และกระทำตามความเชื่อของตน ใครไม่เห็นด้วย ไม่ทำตามเป็นคนทรยศต่อประชาชน ไม่รักชาติรักแผ่นดิน
การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะไม่ยอมรับความหลากหลายในความเชื่อ อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นเอง
ความเป็นจริงของมนุษย์คือ ความหลากหลาย ดี ไม่ดี ดีมาก ดีน้อย ดีปานกลาง เลวมาก เลวน้อย เลวปานกลาง
การนิยามความดี คนดี ความเลว คนเลว ในความคิดของมนุษย์จึงแตกต่างกันอย่างหลากหลาย
ความเชื่อเรื่องสภาประชาชน รัฐบาลประชาชน และกติกาในการอยู่ร่วมกันของประชาชนก็เช่นกัน เป็นเรื่องของความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน หาใช่เป็นหนึ่งเดียวเช่นความดีไม่
ฉะนั้น การที่ผู้คนจำนวนเท่าใดก็แล้วแต่ มีความเชื่อไปในทางตรงกันข้ามหรือแตกต่างออกไปจากอีกฝ่ายหนึ่ง จึงเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติมนุษย์
พระพุทธองค์ถึงตรัสว่า มนุษย์นั้นมีสี่เหล่า นั่นย่อมสะท้อนความจริงว่า ความคิดความสามารถของมนุษย์นั้นไม่เท่ากัน
ตราบใดก็ตาม หากทำให้คนที่มีความเชื่อแตกต่าง หลากหลายอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข ไม่เกิดการบีบบังคับ กดขี่ข่มเหงให้อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อและทำตามความเชื่อแห่งตน ตรงนี้ต่างหากจึงเป็นความดี
ความดีอันเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ความดีที่เกิดจากความใจกว้าง ยอมรับความเป็นจริงของธรรมชาติของมนุษย์ ความดีที่เห็นมนุษย์ที่เห็นตรงกันข้ามยังมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับตน
การบีบบังคับให้คนอื่นคิดทำและเป็นเช่นเดียวกับตนเท่านั้น คือความถูกต้อง ดีงาม ห้ามคิดต่าง เห็นต่าง กระทำต่างไปจากตัว จึงเป็นการฝืนธรรมชาติ ฝืนความเป็นจริงแห่งโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายความคิด ความเชื่อ
ในความเป็นจริงของโลกที่ชุดความเชื่อมีหลากหลาย เมื่อชุดความเชื่อเรื่องประชาภิวัฒน์กำลังเชี่ยวกราก มาแรง ถ้ายึดคติโบราณว่า น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ ไหนๆ รัฐบาลตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชนแล้ว การยอมถอยอีกก้าว เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของแกนนำความคิดดังกล่าว ด้วยการลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงไม่น่าเหลือบ่ากว่าแรงอะไร
เก็บข้าวของกลับไปพักผ่อนนอนบ้านกับครอบครัว ไม่ต้องมานั่งแบกรับภาระให้ปวดหัว รอเวลาสนามเลือกตั้งตามกติกาใหม่ เปิดเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่
รอดูว่า สภาประชาชนจะคลี่คลายต่อไปอย่างไร ระยะเวลา 1 ปีกับการจัดระเบียบ ปฏิรูปประเทศใหม่จะเป็นไปอย่างไร ภายใต้ความคิดและผลประโยชน์อันหลากหลาย
แกนนำประชาภิวัฒน์ จะทำอย่างไรกับพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
ที่สำคัญ สิทธิ เสรีภาพต่างๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม จะเป็นเช่นไรต่อไป จะยังคงอยู่จริงหรือไม่ อนาคตเท่านั้นคือคำตอบ
ที่มา.มติชน
--------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น