โดย.ณรงค์ ปานนอก
บทความนี้เขียนล่วงหน้าถึง 5-6 วัน ย่อมไม่อาจทราบได้ว่า การเมืองวันนี้ ฝ่าย ไหนชนะฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ และใครจะได้ประโยชน์หรือเสียโอกาสมากน้อยแค่ไหน
แต่ประเทศไทยก็ฉิบหายวายวอดไปอีกคำรบหนึ่ง
เป็นความเสียหายอย่างไม่อาจเปรียบเป็นมูลค่าได้
ถ้าฝ่ายรัฐบาลยังสามารถรักษาสถานภาพความเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ก็เป็นรัฐบาลที่ป้อแป้เต็มทน
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกอีกาเกาะกินหางตาทั้งสองข้างเป็นริ้วๆ หาความสง่างามไม่ได้เหมือนเดิม อันเนื่องเพราะถูกสารพัดม็อบตำหนิติเตียนทั้งเรื่องจริงและเรื่อง ใส่ร้ายป้ายสีกลางม็อบใหญ่และสื่อต่างๆ ผสมปนเปจนเข้าขั้น "อัปลักษณ์"
พอๆ กับหัวหน้าม็อบอย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นอกจากโชคดีที่คุณทักษิณ ชินวัตร วางแผนมอบ "นกหวีดทองคำ" ให้เป่าจนดังลั่นไปทั้งเมืองแล้ว การเป็นแกนนำ ม็อบของคุณสุเทพที่พยายามพูดตลอดเวลาว่าเป็นม็อบที่สงบ สันติ "อหิงสา" แต่ช่วง เวลาเริ่มจากเดือนธันวาคม อันเป็นเดือนที่ควรจะซาๆ เพื่อเฉลิมฉลองวันอันเป็นมหามงคล "เฉลิมพระชนมพรรษา" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไฟเฉลิมพระชนมพรรษาที่เคยถูกประดับประดาสวยงามลานตาไปทั่วถนนราชดำเนินไม่อาจติดตั้งได้
ลองเป็นฝ่ายเสื้อแดงทำแบบเดียวกับที่ผู้นำม็อบอย่างคุณสุเทพทำ ป่านนี้ม็อบเสื้อแดงถูกก่นด่าและกล่าวหาว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ไม่เคารพสถาบันกษัตริย์กันป่นปี้แทบไม่มีแผ่นดินจะเหยียบกันไปแล้ว
สรุปวรรคนี้ข้อหาหมิ่นสถาบันร้ายแรง ฝ่ายไหนหรือที่มีความชอบธรรมในการกล่าวหา ซึ่งก็ตรงกับความจริงที่ฝ่ายเสื้อแดงเคยถามหามาตลอดว่า "ความยุติธรรมของแผ่นดินอยู่ที่ไหน"
คุณสุเทพนั้น ด้วยคารมคมคายที่เชี่ยวชาญยิ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ จึงเปล่งวาจาออกมาเป็นระยะๆ เกี่ยวกับ "เส้นตาย" จากต้นพฤศจิกายนมากลางเดือนแล้วเลื่อนถึงสิ้นเดือน "ถ้าล้มรัฐบาลไม่ได้ภายใน 30 พฤศจิกายนนี้ ผมจะไปผูกคอตาย" ...จนเลยเข้าวันที่ 1 ธันวาคม คุณสุเทพก็ลืมสัจจะวาจาที่ควรจะเป็นคำสัตย์ของผู้นำที่ดี กลับแสร้งทำเป็น "ลืมเชือก" หน้าตาเฉย
แล้วคุณสุเทพก็เสกสรรปั้นคำในเวลาใหม่ ให้ม็อบบุกยึดกองบัญชาการตำรวจ นครบาลให้ได้ในตอนเช้าของวันที่ 3 ด้วยคำพูดย้ำแน่นว่า "...พรุ่งนี้ต้องไปยึดกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ได้"
นี่หรือ คือนิยามที่บอกว่า สงบ สันติ อหิงสา ที่คุณพูดพร่ำตลอดเวลาในสถานการณ์ม็อบที่ควรพึงระวังยิ่งเมื่อเป็นผู้นำม็อบ แต่คุณกลับเอานิสัยนักการเมืองที่พูดพลิก พริ้วเชื่อถือไม่ได้มาใช้ตลอดการชุมนุม
ลืมไปสิ้นแม้กระทั่งใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัว ที่คุณไม่ รู้สึกรู้สาเลยว่า มันหมิ่นเหม่ต่อสถาบันอันสูงสุดของประเทศ ซึ่งอยู่ในขั้นระคายเคือง เบื้องพระยุคลบาทโดยสมบูรณ์ระดับหนึ่งแล้ว
ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์พ่ายแพ้ต่อเกมการเมืองที่ตัดขาดการเจรจา ไม่ฟังเสียงทัดทาน จากใครเลย เอาแต่มุ่งหน้าจะสัมฤทธิผลเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอย่างที่คุณตั้งเป้าไว้ มันก็ตรงตามทฤษฎี "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" ของโฆษณาสินค้ายี่ห้อหนึ่ง...ซึ่งการเมืองระดับชาติมันควรจะมีเทคนิคและศิลปะเพื่อความสง่างามประดับประเทศมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ
การตั้งเป้าแบบคุณสุเทพ ก็คงไม่ต่างอะไรกับเป้าหมายของคุณทักษิณที่หวังจะ "ลักไก่" พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ชาวบ้านฝ่ายเดียว แต่แอบไป "เหมาเข่ง" ให้แกนนำและผู้สั่งการทั้ง 2 ฝ่ายด้วย อาการอย่างนี้ถ้าคุณสุเทพเอาชนะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ ก็อาจประเมินได้มั้ยว่า หลังสงครามครั้งนี้ พันธมิตรหรือแนวร่วมที่ช่วยกันล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ ก็จะเจออารมณ์ที่ตั้งเป้าแบบ "สุดโต่ง" ของคุณสุเทพ
พันธมิตรที่เคย "แสวงจุดร่วม" ในสงครามครั้งนี้ ก็จะเจอสงครามการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแกนนำที่ชนะจะต้องช่วงชิงการนำเพื่อการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและความสงบสุขของแผ่นดิน
เห็นพลังในม็อบคุณสุเทพ มีทั้งแกนนำเสื้อเหลือง "แป๊ะลิ้ม" ม็อบโค่นล้มทักษิณ ม็อบแช่แข็งประเทศไทย กลุ่ม 40 ส.ว. ม็อบหลากสี ม็อบหน้ากากขาว ม็อบสันติอโศก และกลุ่มอาจารย์หลายสถาบันที่มีความคิดต่างไม่เคยยอมรับแนวคิดของคนต่างสำนัก หรือแม้แต่ความคิดต่างของแกนนำในพรรคประชาธิปัตย์เอง จะต้องเป็น "สนิมในเนื้อ" ชิงไหวชิงพริบ
ฟ้าหลังฝนจึงไม่ใช่ฟ้าใสดังใจคิด แต่น่าจะเป็นช่วงเพาะเชื้อให้กลายเป็น "สงครามไม่รู้จบ" ต่อไป
เพราะไม่อาจคาดได้ว่า ขุมกำลังพรรคเพื่อไทย และม็อบเสื้อแดงที่ยังทรงพลังอยู่จะฮึดสู้ขึ้นมาอีกในเมื่อทั้งพลังแดง และคะแนนที่เคยลงเลือกตั้งชนะพรรคประชาธิปัตย์
ก็ยังเอาชนะได้ทุกเกมของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะแก้ จะปฏิรูปใหม่แบบถอดด้ามออก มากี่ฉบับๆ
ที่สุดประเทศไทยก็จะจมปลักอยู่กับการเมืองที่ "ดีแต่พูด" "เอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่น" ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดจะขยันปลุกเร้าให้อารมณ์คนไทยเอนเอียงไปรักและชิงชังฝ่ายไหนที่ยึด "ความขัดแย้ง" เป็นสรณะ!
ที่มา.สยามธุรกิจ
//////////////////////////////////////////
บทความนี้เขียนล่วงหน้าถึง 5-6 วัน ย่อมไม่อาจทราบได้ว่า การเมืองวันนี้ ฝ่าย ไหนชนะฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ และใครจะได้ประโยชน์หรือเสียโอกาสมากน้อยแค่ไหน
แต่ประเทศไทยก็ฉิบหายวายวอดไปอีกคำรบหนึ่ง
เป็นความเสียหายอย่างไม่อาจเปรียบเป็นมูลค่าได้
ถ้าฝ่ายรัฐบาลยังสามารถรักษาสถานภาพความเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ก็เป็นรัฐบาลที่ป้อแป้เต็มทน
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกอีกาเกาะกินหางตาทั้งสองข้างเป็นริ้วๆ หาความสง่างามไม่ได้เหมือนเดิม อันเนื่องเพราะถูกสารพัดม็อบตำหนิติเตียนทั้งเรื่องจริงและเรื่อง ใส่ร้ายป้ายสีกลางม็อบใหญ่และสื่อต่างๆ ผสมปนเปจนเข้าขั้น "อัปลักษณ์"
พอๆ กับหัวหน้าม็อบอย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นอกจากโชคดีที่คุณทักษิณ ชินวัตร วางแผนมอบ "นกหวีดทองคำ" ให้เป่าจนดังลั่นไปทั้งเมืองแล้ว การเป็นแกนนำ ม็อบของคุณสุเทพที่พยายามพูดตลอดเวลาว่าเป็นม็อบที่สงบ สันติ "อหิงสา" แต่ช่วง เวลาเริ่มจากเดือนธันวาคม อันเป็นเดือนที่ควรจะซาๆ เพื่อเฉลิมฉลองวันอันเป็นมหามงคล "เฉลิมพระชนมพรรษา" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไฟเฉลิมพระชนมพรรษาที่เคยถูกประดับประดาสวยงามลานตาไปทั่วถนนราชดำเนินไม่อาจติดตั้งได้
ลองเป็นฝ่ายเสื้อแดงทำแบบเดียวกับที่ผู้นำม็อบอย่างคุณสุเทพทำ ป่านนี้ม็อบเสื้อแดงถูกก่นด่าและกล่าวหาว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ไม่เคารพสถาบันกษัตริย์กันป่นปี้แทบไม่มีแผ่นดินจะเหยียบกันไปแล้ว
สรุปวรรคนี้ข้อหาหมิ่นสถาบันร้ายแรง ฝ่ายไหนหรือที่มีความชอบธรรมในการกล่าวหา ซึ่งก็ตรงกับความจริงที่ฝ่ายเสื้อแดงเคยถามหามาตลอดว่า "ความยุติธรรมของแผ่นดินอยู่ที่ไหน"
คุณสุเทพนั้น ด้วยคารมคมคายที่เชี่ยวชาญยิ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ จึงเปล่งวาจาออกมาเป็นระยะๆ เกี่ยวกับ "เส้นตาย" จากต้นพฤศจิกายนมากลางเดือนแล้วเลื่อนถึงสิ้นเดือน "ถ้าล้มรัฐบาลไม่ได้ภายใน 30 พฤศจิกายนนี้ ผมจะไปผูกคอตาย" ...จนเลยเข้าวันที่ 1 ธันวาคม คุณสุเทพก็ลืมสัจจะวาจาที่ควรจะเป็นคำสัตย์ของผู้นำที่ดี กลับแสร้งทำเป็น "ลืมเชือก" หน้าตาเฉย
แล้วคุณสุเทพก็เสกสรรปั้นคำในเวลาใหม่ ให้ม็อบบุกยึดกองบัญชาการตำรวจ นครบาลให้ได้ในตอนเช้าของวันที่ 3 ด้วยคำพูดย้ำแน่นว่า "...พรุ่งนี้ต้องไปยึดกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ได้"
นี่หรือ คือนิยามที่บอกว่า สงบ สันติ อหิงสา ที่คุณพูดพร่ำตลอดเวลาในสถานการณ์ม็อบที่ควรพึงระวังยิ่งเมื่อเป็นผู้นำม็อบ แต่คุณกลับเอานิสัยนักการเมืองที่พูดพลิก พริ้วเชื่อถือไม่ได้มาใช้ตลอดการชุมนุม
ลืมไปสิ้นแม้กระทั่งใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัว ที่คุณไม่ รู้สึกรู้สาเลยว่า มันหมิ่นเหม่ต่อสถาบันอันสูงสุดของประเทศ ซึ่งอยู่ในขั้นระคายเคือง เบื้องพระยุคลบาทโดยสมบูรณ์ระดับหนึ่งแล้ว
ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์พ่ายแพ้ต่อเกมการเมืองที่ตัดขาดการเจรจา ไม่ฟังเสียงทัดทาน จากใครเลย เอาแต่มุ่งหน้าจะสัมฤทธิผลเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอย่างที่คุณตั้งเป้าไว้ มันก็ตรงตามทฤษฎี "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" ของโฆษณาสินค้ายี่ห้อหนึ่ง...ซึ่งการเมืองระดับชาติมันควรจะมีเทคนิคและศิลปะเพื่อความสง่างามประดับประเทศมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ
การตั้งเป้าแบบคุณสุเทพ ก็คงไม่ต่างอะไรกับเป้าหมายของคุณทักษิณที่หวังจะ "ลักไก่" พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ชาวบ้านฝ่ายเดียว แต่แอบไป "เหมาเข่ง" ให้แกนนำและผู้สั่งการทั้ง 2 ฝ่ายด้วย อาการอย่างนี้ถ้าคุณสุเทพเอาชนะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ ก็อาจประเมินได้มั้ยว่า หลังสงครามครั้งนี้ พันธมิตรหรือแนวร่วมที่ช่วยกันล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ ก็จะเจออารมณ์ที่ตั้งเป้าแบบ "สุดโต่ง" ของคุณสุเทพ
พันธมิตรที่เคย "แสวงจุดร่วม" ในสงครามครั้งนี้ ก็จะเจอสงครามการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแกนนำที่ชนะจะต้องช่วงชิงการนำเพื่อการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและความสงบสุขของแผ่นดิน
เห็นพลังในม็อบคุณสุเทพ มีทั้งแกนนำเสื้อเหลือง "แป๊ะลิ้ม" ม็อบโค่นล้มทักษิณ ม็อบแช่แข็งประเทศไทย กลุ่ม 40 ส.ว. ม็อบหลากสี ม็อบหน้ากากขาว ม็อบสันติอโศก และกลุ่มอาจารย์หลายสถาบันที่มีความคิดต่างไม่เคยยอมรับแนวคิดของคนต่างสำนัก หรือแม้แต่ความคิดต่างของแกนนำในพรรคประชาธิปัตย์เอง จะต้องเป็น "สนิมในเนื้อ" ชิงไหวชิงพริบ
ฟ้าหลังฝนจึงไม่ใช่ฟ้าใสดังใจคิด แต่น่าจะเป็นช่วงเพาะเชื้อให้กลายเป็น "สงครามไม่รู้จบ" ต่อไป
เพราะไม่อาจคาดได้ว่า ขุมกำลังพรรคเพื่อไทย และม็อบเสื้อแดงที่ยังทรงพลังอยู่จะฮึดสู้ขึ้นมาอีกในเมื่อทั้งพลังแดง และคะแนนที่เคยลงเลือกตั้งชนะพรรคประชาธิปัตย์
ก็ยังเอาชนะได้ทุกเกมของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะแก้ จะปฏิรูปใหม่แบบถอดด้ามออก มากี่ฉบับๆ
ที่สุดประเทศไทยก็จะจมปลักอยู่กับการเมืองที่ "ดีแต่พูด" "เอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่น" ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดจะขยันปลุกเร้าให้อารมณ์คนไทยเอนเอียงไปรักและชิงชังฝ่ายไหนที่ยึด "ความขัดแย้ง" เป็นสรณะ!
ที่มา.สยามธุรกิจ
//////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น