--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นักการเมืองเลว ต้องโล๊ะ ทิ้ง !!?

การเมืองไทย วันนี้ ชัดเจนแล้วว่า “จบไม่ลง” ดังนั้น ป่วยการที่จะมาถามกันอีกต่อไปว่า จะจบอย่างไร
ถ้าห่วงกันจริงๆต้องถามแค่ว่า สุดท้ายแล้วประเทศชาติ เศรษฐกิจ สังคม จะย่อยยับสักเพียงใดจากการต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้

เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ได้ยืนยันด้วยการโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กส่วนตัวแล้วว่า เหตุที่จะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ก็เพราะ 1. การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีต้องยึดหลักความรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดินและเมื่อมี พรฎ.ยุบสภา ความรับผิดชอบของครม.ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ยังมีต่อไปจนกว่าครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ทั้งนี้เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดินอันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา171 และ 181

2.ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชวินิฉัยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาแล้ว จึงต้องถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการนั้นอย่างสุดความสามารถ คือการให้ความร่วมมือกับ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557

และ3. ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าจะไม่ยอมลาออกหรือยึดติดกับตำแหน่ง และยินดีรับฟังเสียงของประชาชนทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย แต่ทั้งหมดต้องเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ

ชัดเจนว่าไม่ลาออก แต่จะทำตามโปรดเกล้าฯ พรฏ.ยุบสภา คือ เลือกตั้งใหม่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
สอดรับกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยืนยันเช่นกันว่า อันดับแรก กกต.ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เนื่องจากขณะนี้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.ส. เป็นการทั่วไป ในวันที่ 2 ก.พ.57
หากไม่ปฏิบัติตามคงไม่ได้

ส่วนที่แต่ละฝ่ายอ้างกันอย่างนั้นอย่างโน้น จริงๆแล้ว กกต. ก็เพียงแต่ระบุว่าหากใครเสนอแนวทางกฎหมายที่สามารถจะให้เลื่อนการเลือกตั้งได้ก็ให้เสนอมายัง กกต. ซึ่งยินดีที่จะรับฟัง เพราะหลายฝ่ายมีการตีความข้อกฎหมายออกไปหลายทาง

หากจะแปลก็น่าจะหมายถึงว่า ตอนนี้สังคมไทยล่อกันสนุกจนเละไปหมดแล้วว่างั้นเถอะ
ทั้งๆที่ กกต. ยืนยันว่าต้องดูตามพระราชกฤษฎีกาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย
หากจะให้มีการเลื่อนวันเลือกตั้งนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่ต้องนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯซึ่ง กกต.ไม่มีอำนาจในส่วนนี้

หรืออีกส่วนหนึ่งที่เจอหนักไม่น้อยกว่า กกต. ก็คือ กองทัพ เพราะทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ และกลุ่มผู้ชุมนุม ก็พยายามทุกวิถีทางจะให้ทหารเข้ามาเคลียร์ก็ไม่ยอมทำเสียที แม้แต่จะให้มาเลือกข้าง ก็ไม่ตัสินใจ เลยกลายเป็นเป้ากระสุนตกในแง่ของการวิพากษ์วิจารณ์สารพัด

ซึ่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ก็ยังยืนยันว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตาม แต่ยังยืนยันว่าเราทำตามหน้าที่ให้การสนับสนุนอย่างมีเหตุผล

“การเลือกตั้งทำได้ก็ดี แต่ถามว่าผมสั่งว่าต้องมีการเลือกตั้งได้หรือไม่ ผมสั่งไม่ได้ เพราะกฎหมายมีอยู่แล้วตามกติกา ส่วนใครจะพอใจหรือไม่พอใจต้องมาพูดคุย ถ้าคุยได้ ก็ไปได้ดี คือ วิน-วิน ได้ประโยชน์”
ส่วนข้อเสนอในการตั้งคนกลางมาดูแลการเลือกตั้ง โดยกองทัพคอยสนับสนุนนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ บอกว่าปกติใครขออะไรมา กองทัพทำให้อยู่แล้ว ถ้าขอมาเป็นช่องทาง เพราะกองทัพถือเป็นกลไกของรัฐ
“แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆเราจะไปทำโน่นทำนี่ จะต้องมีการขอมา ซึ่งผมยังยึดหลักว่า งานที่รับผิดชอบต้องไม่ให้เสีย ต้องเดินหน้าไปเรื่อย ส่วนรายละเอียดทางการเมืองก็ว่ากันไป ที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนออกมาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก หากใครมีเหตุผลดีก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศ”ผบ.สส. ระบุ
เมื่อทิศทางค่อนข้างชัดว่าฝ่ายที่ยึดตามหน้าที่ ตามกฎหมาย ก็พยายามจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ในขณะที่นายสุเทพ กับบรรดาแกนนำ และผู้ชุมนุม ยืนยันว่า จะต้องปฏิรูปก่อน โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องลาออก ไม่เช่นนั้นจะคว่ำการเลือกตั้งทุกวิถีทาง

โดยยกเหตุผลว่า ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า เลือกตั้งภายใต้กติกาเดิม กกต.แบบเดิม ระบอบทักษิณก็กลับมาใหม่ ปฏิรูปประเทศไม่ได้แน่นอน

แถมปลุกเร้าด้วยการงัดประเด็นที่จุดติดม็อบมาแล้ว คือเรื่อง พรบ.นิรโทษกรรม ว่าหากเขาชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาลสิ่งแรกที่จะทำคือยก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณา ซึ่งจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านทันที และจะอ้างว่าประชาชนรู้อยู่แล้ว

ฉะนั้นนายสุเทพจึงประกาศให้มวลมหาประชาชนลุกขึ้นต้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งประเทศ

“การต่อสู้ต่อไปนี้ตรงไปตรงมา ชัดเจน คือไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง เราจะไล่ทุกวัน ไล่ไม่เลิก ไล่จนกว่าจะไป ไม่ต้องมีกำหนด ไล่เป็นระลอกๆให้ขาดใจตาย ให้เป็นลมไปเลย”
โดยนายสุเทพนัดหมายแสดงพลังขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 22 ธ.ค. ชนิดเป็นศึกใหญ่อีกครั้ง

ฉะนั้นเมื่อภาพของแต่ละฝ่ายออกมากันชัดเจนเช่นนี้แล้ว คำว่า “จบไม่ลง”จึงเหมาะสมที่สุด
ปัญหาจึงย้อนกลับมาตกที่สังคมไทย ที่ประชาชนคนไทยทั้ง 67 ล้านคนจะต้องคิดกันอย่างจริงจังว่าในเมื่อทางการเมืองจบไม่ลง แล้วประชาชนที่แท้จริงจะสรุปจบกันอย่างไร???

เพราะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ในคนไทย 67 ล้านคนนั้น แน่นอนว่า จะต้องมีคนที่คลั่งไคล้แต่ละฝ่ายไม่แพ้กันแน่นอน เท่าที่เห็นในตอนนี้ นั่นแปลว่าหากให้ 2 ฝ่ายหาข้อสรุปคงเป็นไปไม่ได้ แถมอาจจะเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ เพราะล้วนแต่เพาะบ่มอารมณ์เกลียดชังกันมาเต็มที่

คนกลางๆ ที่ถูกเรียกเป็น “พลังเงียบ”บ้าง เป็น “ไทยเฉย”บ้าง หรือเป็น “ไทยอดทน” เป็น “ไทยเซฟ” ก็แล้วแต่จะว่ากัน หรือเหน็บแนมเสียดสีก็เถอะ บรรดาคนตรงกลางเหล่านี้แหละที่จะต้องตัดสินใจ เพราะแน่นอนว่ามีพลังมากกว่ามวลชนของแต่ละฝ่ายอย่างแน่นอน

คนตรงกลางๆ ที่จะต้องกลางจริงๆ ไม่กลางแบบอีแอบมีใจให้ขั้วใดขั้วหนึ่ง แล้วพยายามแอ๊บอำพราง กลายเป็นกลางแบบเอียงๆ รอจังหวะชัยชนะจะได้เสนอหน้ารับรางวัล อะไรแบบนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นคนกลางที่จะแก้ไขวิกฤตคราวนี้ได้

ต้องเป็นคนกลางจริง ที่กล้าออกมานำสังคมไปสู่ข้อยุติให้ได้ เพราะตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็หวาดระแวงกันชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู

สุเทพก็ระแวงว่า หาก “เลือกตั้ง” แล้วเพื่อไทยชนะ จะต้องมีการปลุกผีงัดนิรโทษกรรมมาอีก
อีกฝั่งก็ระแวงว่า หากให้ “เทือกตั้ง” อะไรจะการันตีว่าไม่ได้ตั้งซ้ำรอย คตส. ที่เลือกคัดเอาแต่เฉพาะกลุ่มอคติ ชิงชัง เกลียดแค้น มากำหนดกติกา

วันนี้ถึงได้บอกว่า ถึงเวลาที่คนเป็นกลางจริงๆต้องแสดงบทบาท ถ้าหากผู้ใหญ่ คนรุ่นเก่าๆ พากันเลือกข้าง เลือกที่รักมักที่ชัง จนไม่เหลือกลางจริงๆ ก็ต้องให้คนรุ่นใหม่ๆนั่นแหละที่ต้องออกมาแสดงพลัง
ซึ่งชื่อคนรุ่นใหม่ๆ ที่แนะนำเข้ามาที่ บางกอก ทูเดย์ ก็อย่าง หม่อมปลื้ม หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล ลูกชายหม่อมอุ๋ยนั่นแหละ เพราะแม้หม่อมอุ๋ยจะเลือกข้าง ยืนอยู่ฝ่ายเกลียดชังทักษิณ โดยเฉพาะประเด็นนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งหม่อมอุ๋ยสนิทกับบรรดาผู้ส่งออกข้าวมาชั่วชีวิต ก็คงว่ากันไม่ได้

แต่ที่ผ่านมาก็เห็นว่าหม่อมปลื้มมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้คล้อยตามหม่อมอุ๋ย
แถมเป็นคนรุ่นใหม่ ก็เลยมีคนถามว่า ถ้าออกมาเป็นแกนนำคนตรงกลางจะเหมาะหรือไม่?

และก็มีคนแนะนำชื่อของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา เข้ามาด้วยเช่นกัน ซึ่งถามว่าบนหน้าจอช่อง 3 ที่มีแฟนคลับมากมายนั้น หากกล้าจะออกมานำสังคม ดึงพลังคนตรงกลางออกมานั้น ต้องถือว่าทำได้ เพราะหากดูจากที่จัดกิจกรรมรับบริจาคในทุกๆครั้ง ได้กระแสตอบรับมาก

แต่หากเป็นประเด็นการเมือง 2 ขั้วแบบนี้ โอกาสที่ออกมาแล้วจะโดนถล่มมีสูง และเชื่อว่าม็อบนายสุเทพ ไม่เอาแน่ เพราะแค่ยังไม่ได้แสดงพลัง แค่รายงานข่าวยังเจอยกพลไปล้อมไปกดดันแล้วเลย
ฉะนั้นไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ หากประกาศให้ชัดไปเลยว่า ต้องการวัดพลังคนกลางจริงๆ
งานนี้มีลุ้น... ปัญหาอยู่ที่ว่า สรยุทธ จะกล้าเสี่ยงเพื่อปลดล็อกให้ประเทศหรือไม่

การเมืองเลือกข้างในเวลานี้ จึงกดดันและทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด ทั้งๆที่หากสังคมไทยตั้งสติ และมองด้วยสายตาของความเป็นจริงที่ปราศจากอคติแล้ว จะพบว่าความจริงว่า

ไม่ว่านักการเมืองขั้วเพื่อไทย หรือนักการเมืองขั้วประชาธิปัตย์ ก็แหลกเหลวพอกันนั่นแหละ!!!

เพราะฉะนั้น บางกอก ทูเดย์ ถึงได้ยืนยันว่า หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์เกิดขึ้นได้โดยไม่สะดุด บรรดากลุ่มคนที่คลั่งไคล้แต่ละฝ่ายนั้นก็ปล่อยไปเถอะ เพราะรณรงค์ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางไม่เลือกฝ่ายที่ตนเองคลั่งไคล้แน่ๆ

แต่คนกลางๆนี่ต่างหากที่ต้องแสดงพลังให้นักการเมืองที่เหลวแหลกได้รู้ว่า ถ้าพลังประชาชนที่แท้จริง ที่ไม่ใช่มวลมหาประชาชนของใคร ลงคะแนนเลือกใครแล้วนั่นคือ “ฉันทานุมัติบริสุทธ์” ที่ตัดสินให้พรรคทางเลือกใหม่เข้ามาทำหน้าที่

ให้นักการเมืองดีๆ พรรคการเมืองดีๆ ที่ไม่ใช่ขั้วความขัดแย้ง มาช่วยทำให้ปัญหายุติ
2 กุมภาพันธ์ 2557 คนกลางๆต้องกล้าแสดงพลังกันแล้ว

ที่มา.บางกอกทูเดย์
------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น