--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเคลื่อนไหวมวลชน ท่ามกลางความขัดแย้งของประชาชน !!?

โดย.นพคุณ ศิลาเณร

ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในประเทศ ขณะนี้มีอยู่ 2 ความขัดแย้งคือ "ความขัดแย้งหลัก" กับ "ความขัดแย้งรอง"

ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่าง "ประชาชน" กับ "ระบอบเผด็จการ"

ความขัดแย้งรองคือความขัดแย้งระหว่าง "ขบวนเผด็จการ" กับ "ขบวนเผด็จการ" หรือตามภาษาของธีรยุทธ บุญมี เรียกว่า "พลังอนุรักษนิยม" กับอีกกลุ่มที่ ดร.เสกสรร ประเสริฐกุล เรียกว่า "กลุ่มทุนใหม่"

การเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นความเคลื่อนไหวภายใต้ความขัดแย้งหลักคือ ประชาชนต่อสู้กับระบอบเผด็จการ แต่เนื่องจากการรวมตัวของประชาชนไม่ได้เรียงโมเลกุลทางความคิดกันแบบพรรคปฏิวัติ มวลชนจึงเป็นได้แค่ "กลุ่มผลักดัน" (Pressure Group) คือ ผลักดันให้เผด็จการฝ่ายหนึ่งโค่นล้มเผด็จการอีกฝ่ายหนึ่ง

โดยหวังว่า ขบวนเผด็จการที่ตนไปผลักดันให้มาโค่นอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะสร้างการปกครองแบบประชาธิปไตยให้กับพวกเขา

ความหวังดังกล่าวเป็นความหวังแบบเดียวกับคนในยุค 14 ตุลาคม 2516 หรือการเคลื่อนไหวอื่นๆ แต่ท้ายที่สุดประชาชนก็ได้มาซึ่งการปกครองแบบเผด็จการทุกๆ ครั้ง

การเคลื่อนไหวนิสิตนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาก็ถูกพรรคประชาธิปัตย์ ถูกทหารฝ่ายตรงข้าม พล.อ. ถนอม กิตติขจร และ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร เอาไปกิน

การเคลื่อนไหว 6 ตุลาคม 2519 ก็ไปรับใช้ "แนวทางคอมมิวนิสต์" ซ้ายจัดเอาไปกิน

ที่ผ่านมามวลชนทั้งเหลืองและแดงก็ถูก "ปั่นจิ้งหรีด" ให้ต่อสู้กันเองเพื่อให้ขบวนเผด็จการเหลืองแดงสลับกันขึ้นมาครองอำนาจ

แต่อย่างไรก็ตาม พอขบวนเผด็จการ (ไม่ว่าเหลืองหรือแดง) "บรรลุประโยชน์สูงสุด" คือได้ "อำนาจอธิปไตย" โดยไม่สร้างประชาธิปไตยแล้ว มวลชนก็จะทิ้งเผด็จการลง เช่น เมื่อแดงได้อำนาจรัฐมาจากการเลือกตั้ง บรรดามวลชนประชาธิปไตยที่ไปขับเคลื่อนให้เหลืองถึงกับ "สู้ตาย" กันเลยทีเดียว

แต่พอเหลืองได้อำนาจรัฐจากการ "รัฐประหาร" บวก "ตุลาการภิวัฒน์" แล้ว กลับไม่สร้างการปกครองแบบประชาธิปไตย พรรคเหลือง ผู้นำมวลชนฝ่ายเหลืองจึงถูกประชาชนทิ้ง

วันนี้แม้จะพยายามปั่น พยายามปลุก ระดมมวลชนแบบเดิมอย่างไรด้วยวิธีไหนก็ "จุดไม่ติด" ยกเว้นรัฐบาลปราบปรามก็จะจุดติด ยิ่งดิ้นก็ยิ่งกลายเป็นแนวร่วม มุมกลับยืดอายุทางการเมืองให้แดง

ทั้งๆ ที่แดงกำลังจะร่วงที่อยู่ได้ใน เวลานี้ก็เพราะหลอกเอากำลังยุทธศาสตร์ คือ ชาวนาให้มาอุ้มตัวเอาไว้นั่นเอง

ก่อนหน้าที่ขบวนเผด็จการ "แดง" ครั้งยังไม่ได้ครองอำนาจอธิปไตยผู้นำมวลชน คือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ-การแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้รับการสนับสนุน จากมวลชนประชาธิปไตยอย่างแข็งขัน

จนถึงขนาดชุมนุมขนาดใหญ่กลางเมืองได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

หลายคนสู้ตายถวายหัว พออเมริกา เข้ามาแทรกแซงให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนก็ลงมติสั่งสอนคว่ำรัฐบาลเหลืองลงอย่างง่ายดาย แต่พอแดงได้เป็นรัฐบาลแล้วไม่สร้างประชาธิปไตยเช่นเดียวกับเหลือง

ประชาชนจึงค่อยๆ ถอดแบตเตอรี่ ที่สนับสนุน นปช.และพรรคเพื่อไทยลง แบบเดียวกับที่ประชาชนถอดการสนับสนุน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนต้องสลายกลุ่ม

หลายคนสงสัยเรื่องการแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่าของเหลืองก็ดี ของแดงก็ดี ของข้าราชการทหาร ของข้าราชการพลเรือนก็ดี นายทุนก็ดี กรรมกรก็ดี อาชญากรรม การปล้นธนาคาร ร้านทองเกิดขึ้นทุกวัน ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ทวีความรุนแรงอย่างไม่มีจุดจบว่า เกิดจากสาเหตุใด

ดังนั้น วันนี้ประเทศไทยจึงตกอยู่ใน สภาวะที่เรียกว่า "สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง" แล้วสถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่ "ประชาชนไม่ยอมรับการปกครอง" กับสถานการณ์ "ผู้ปกครองหมดความสามารถในการปกครอง"

จนนำมาซึ่ง "อนาธิปไตย" ราวกับสภาพเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก

ทางออกมีทางเดียว คือ ก่อนอื่นประชาชนต้องมีสัมมาทิฐิก่อนว่า การปกครอง 80 กว่าปีที่ผ่านมาเป็นการปกครองแบบเผด็จการ ขบวนเหลืองหรือแดงที่เป็น กำลังทางการเมืองให้พวกเขานั้น ก็ล้วนแต่เป็นกลุ่มผลประโยชน์ของผู้ร่ำรวย 2 กลุ่ม ที่ชิงอำนาจทางการเมือง เพื่อมาสูบเลือดเนื้อประชาชนเท่านั้น

ยังมีกลุ่มผลประโยชน์ กรรมกร ชาว ไร่ชาวนา ที่ไม่เคยมีผู้แทนของเขาเข้าไปถือครองอำนาจอธิปไตยร่วมเพื่อสะท้อนประโยชน์ของพวกเขาเลย

การสู้กันของนายทุนผู้ขูดรีดกับชนชั้นสูงผู้กดขี่จะเป็นเรื่องธรรมดาในยุคเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่ถ้าประชาชน ยังไม่มีดวงตาเห็นธรรมไปเห็นว่า การปกครองของทั้งเหลืองและแดงที่ไปเป็นกำลังทางการเมืองให้โดยผ่านการเลือกตั้ง หรือตุลาการภิวัฒน์นั้น ยังเป็นการปกครอง แบบประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เป็นการปกครอง แบบเผด็จการเสียแล้ว

ระยะเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะยาวออกไปโดยไม่จำเป็น ถ้าประชาชนเปลี่ยนการเคลื่อนไหวมวลชนมาเป็นการเคลื่อนไหวประชาชน เพื่อนำมาสู่การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้สามารถ แก้ได้

ถ้าไม่เอาสิ่งชั่วออกไปเสียก่อนแล้ว จะเอาสิ่งดีใส่ลงไปได้อย่างไร!

การที่ "ธีรยุทธ" บอกว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่วิกฤติประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล นั้นเป็นความเห็นผิดอย่างร้ายแรง

ส่วนการที่ ดร.เสกสรรค์ ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลในระบอบเผด็จการว่า ให้บริหารความเป็นธรรมและแก้ไขความเหลื่อมล้ำ ฟังเสียงประชาชนที่หลากหลายทุกขั้นตอน การตัดสินใจเพื่อแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส นั้นเป็นเรื่อง "เพ้อเจ้อ" ราวกับไปขอร้องให้เสือไม่กินเนื้อได้อย่างไร

รวมทั้ง น.พ.ประเวศ วะสี ที่เคยขับเคลื่อนปฏิรูปการเมืองในปี 2540 จนนำมาซึ่งปัญหามาในทุกวันนี้ "ธีรยุทธ" คนเดือนตุลาไร้เดียงสาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เรียกร้องประชาธิปไตยจนบ้านเมืองปกครองด้วยระบอบเผด็จการมาจนกระทั่งทุกวันนี้

พยายามร่วมกันทำผิดหลักวิชาการเมืองด้วยการชวนคนให้ไป "กระจายอำนาจการปกครอง" แทนที่จะให้ "กระจายอำนาจอธิปไตย"

อบต. อบจ. ที่กระจายอำนาจการปกครองไปให้นั้น ยังฆ่ากันไม่จุใจอีกหรือ?

40 ปีแล้วที่คนเหล่านี้ยังก้าวไม่พ้นมิจฉาทิฐิของตนเอง แถมยังมาชวนประชาชนให้หลงทางหนักขึ้นไปอีก

ดังนั้น ถ้าประชาชนเจอพวก "ปฏิกิริยา" กับพวก "ปฏิปักษ์ปฏิวัติ" พร้อมๆ กัน

ประชาชนก็ไม่ต้องไปตีพวกปฏิกิริยาหรอก เพราะพวกปฏิกิริยาจะขัดขาล้มกันไปเอง ตีพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติดีกว่า

ที่พวกปฏิกิริยาอยู่ได้ก็เพราะพวกปฏิปักษ์ปฏิวัตินั่นแหละค้ำเอาไว้ จะเรียกพวกนี้ว่าพวก

เสาค้ำเผด็จการนั่นแหละเหมาะที่สุด!

ที่มา.สยามธุรกิจ
----------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น