--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เกียรติตำรวจของไทย..สัญญาณพร้อมรบจากอัศวินแหวนเพชร.

เมื่อประมาณก่อนปี พ.ศ. 2500 ยุคที่อธิบดีกรมตำรวจชื่อ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ถือได้ว่าเป็นยุคที่ตำรวจเฟื่องฟูที่สุด เป็นยุคเริ่มแรกที่ตำรวจมีการพัฒนาอย่างมากมาย ทั้งตำรวจพลร่ม, ตำรวจพิเศษหน่วยต่างๆ ถึงขั้นมีตำรวจยานเกราะด้วยซ้ำ ในยุคนั้นการปราบปรามคนร้ายเป็นไปด้วยความเฉียบขาด เพราะคนร้ายต่างก็มีอาวุธที่ตกค้างมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอยู่มากพอสมควร ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ก็จะเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนและอิทธิพลของอันธพาลในยุคนั้นได้ไม่น้อย กองกำลังตำรวจในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นกองทัพที่สำคัญที่ปกป้องและนำความสงบมาสู่พระนครได้มากทีเดียว และในยุคนั้นนายตำรวจที่ถือเป็นมือปราบเหล่าร้ายก็จะได้รับการปูนบำเน็จ และมอบแหวนประดับเพชรรูปโลห์ให้เป็นขวัญกำลังใจ เราจึงเรียกตำรวจในยุคนี้ว่า “ยุคอัศวินแหวนเพชร”

หลังจากการรัฐประหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ในวันที่ 16 กันยายน 2500 กองกำลังของ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ก็ถูกปราบปรามลงอย่างราบคาบ นับจากนั้นมาตำรวจก็กลายเป็นกองกำลังที่เสมือนอยู่ใต้อาณัติของกองทัพทหารอยู่กลายๆ ประกอบกับประเทศไทยถูกปกครองโดยอำนาจทหารที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังตลอดมา จึงทำให้พัฒนาการของตำรวจค่อนข้างช้าและไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร แต่ทว่าเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประเทศไทยก็ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกเช่นเดียวกัน ตำรวจได้รับการปรับปรุงพัฒนาจนมีศักยภาพแตกต่างจากอดีตอย่างมากมาย ทุกวันนี้ตำรวจมีหน่วยย่อยต่างๆ ที่ถือเป็นกำลังรบพิเศษไม่ได้ด้อยกว่ากองทัพทหารแม้แต่น้อย ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ และความสามารถก็ใกล้เคียงกัน ถ้าเป็นการรบในเมืองแบบพื้นที่จำกัด ตำรวจกลับมีความเชี่ยวชาญมากกว่าทหารด้วยซ้ำ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นฟื้นฟูความเข้มแข็งให้กับกองทัพตำรวจอีกครั้งก็ไม่น่าจะผิดนัก

การเสียชีวิตจากการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดงของ ดต. ณรงค์ ปิติสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา ยังความเจ็บช้ำน้ำใจต่อพี่น้องตำรวจไทยอย่างถึงที่สุด ม๊อบกบฎได้ดูหมิ่นเหยียดหยามเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจอย่างสุดที่จะทนทานได้ เอาชุดตำรวจมาเหยียบย่ำ เอาเท้าชี้ไปที่ป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พูดจาดูหมิ่นเหยียดหยาม ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เหลือจะทานทนได้สำหรับเกียรติภูมิของความเป็นตำรวจ ด้วยเหตุนี้ภายหลังที่มีการเสียชีวิตของ ดต. ณรงค์ ปิติสิทธิ์จึงมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่สะท้อนถึงความอดทนอดกลั้นของกองทัพตำรวจที่ได้หมดสิ้นลงและส่งสัญญาณพร้อมรบขั้นแตกหักกับกบฎคือ 

การโห่ขับไล่ตัวแทนของกลุ่ม 40 สว. ที่เดินทางไปเยี่ยมดูสภานการณ์ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง
การที่ ผบ.ตร. เป็นผู้ดำเนินการตั้งแถวกองเกียรติยศเต็มรูปแบบตลอด 2 ข้างทางที่แห่แหนร่างของ ดต. ณรงค์ ปิติสิทธิ์ จากโรงพยาบาลตำรวจ ไปทำพิธียังวัดตรีทศเทพ อย่างที่ไม่เคยให้เกียรติผู้ใดมาก่อน

เหล่านี่คือสัญญาณ อันแข็งกร้าวที่ ตำรวจกำลังสื่อออกมาว่า “กูพร้อมจะรบกับมึง” เวลานี้ประเทศไทยอาจจะต้องเดินเข้าสู่สภาวะความขัดแย้งจนถึงขั้นต้องใช้กำลังออกมาแก้ไขปัญหา และตำรวจก็ส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า พร้อมที่จะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งหลายทั้งปวงนี้รอเพียงเวลาที่เหมาะสม ที่จะมีใครสักคนเคลื่อนรถถังออกมายึดอำนาจหรือกระทำสิ่งใดก็ตามเพื่อยึดอำนาจรัฐเอาไปจากรัฐบาลที่มีความชอบธรรมนี้ไป และเมื่อนั้นกองทัพตำรวจและมวลชนผู้รักประชาธิปไตยนับล้านๆ คนจะออกมาปกป้องประเทศนี้และประชาธิปไตยด้วยกัน

ทั้งหมดนี้สัญญาณพร้อมรบได้ถูกส่งออกมาแล้ว ขึ้นอยู่ที่ว่า ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะตัดสินใจเช่นไร

ที่มา.https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%81-%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3/561885173893197

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น