--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

ลุ้นข้าวไทยในจีน !!?


คอลัมน์ เดินหน้าชน.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันอนาคตไทยศึกษา จัดเวทีโต๊ะกลมระดมบรรดากูรู เมืองไทย อาทิ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทนง พิทยะ ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ สมพล เกียรติไพบูลย์ และ ยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ มาแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ "ส่องเศรษฐกิจไทยปี 2556 : สิ่งที่ต้องจับตามอง และการรับมือกับโอกาสที่มาถึง"

กูรู ที่ร่วมโต๊ะกลม ต่างเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมปี 2556 ยังต้องก้าวอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังคงซบเซา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออกและการท่องเที่ยว ที่ถือเป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทย

รวมทั้งความผันผวนจากการไหลเข้า-ออกของเงินทุน ที่ต้องจับตาและเฝ้าระวังให้ดี

หากจะเน้นการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายประชานิยมเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องแลกกับการเป็นหนี้สาธารณะมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอแนะเรื่องต่างๆ เช่น การปรับปรุงการบริหารจัดการภาครัฐ รวมถึงยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย และความเป็นห่วงถึงเรื่องคอร์รัปชั่น ที่ยังเบ่งบานอยู่

เป็นมุมมองในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ในมิติต่างๆ ที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่รัฐบาลควรนำไปประกอบการพิจารณาในการวางแผนขับเคลื่อนในด้านต่างๆ

รายละเอียดเนื้อหาเป็นอย่างไร ติดตามหาอ่านกันได้ที่เว็บไซต์สถาบันอนาคตไทยศึกษา www.thailandfuturefoundation.org/en/

นั่นคือความห่วงใยในภาพรวมของเศรษฐกิจ แต่เมื่อแยกย่อยออกมาก็มีเรื่องให้หนักใจแทนรัฐบาลไม่น้อย โดยเฉพาะการรับจำนำข้าวเปลือกและการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ที่ยังมีกว่า 10 ล้านตัน

จากรายงานสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า ปีนี้คาดว่าจีนผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ของโลกจะนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในระดับที่สูงพอสมควร คาดว่าน่าจะประมาณ 2 ล้านตัน

แต่ลดลงจากปี 2555 ที่จีนนำเข้าข้าวมากถึง 2.85 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 5 เท่าตัว ที่ทำให้จีนกลายเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากไนจีเรีย

ทั้งนี้ คาดกันว่าสาเหตุเพราะราคาข้าวภายในประเทศของจีนเองนั้นแพงกว่าข้าวในตลาดโลกสูงถึง 25-30% ทำให้บริษัทต่างๆ ของจีนต้องการเพิ่มการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อหวังจะช่วยดึงราคาข้าวในจีนให้อ่อนตัวลงบ้าง

อีกส่วนหนึ่ง การเพิ่มปริมาณข้าวในคลังสำรองของจีนที่อยู่ในระดับประมาณ 45 ล้านตัน โดยนำข้าวต่างประเทศราคาถูกมาผสมกับข้าวท้องถิ่นที่ราคาแพงกว่า เพื่อลดต้นทุน

จากความต้องการนำเข้าข้าวที่เพิ่มขึ้นของจีนเมื่อปีที่แล้ว น่าจะเป็นโอกาสดีของข้าวไทย แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลศุลกากรเวียดนาม ระบุว่า ปีที่ผ่านมาจีนซื้อข้าวราว 2 ล้านตันจากเวียดนาม หรือเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าจากปกติที่สั่งซื้อประมาณ 3 แสนตันเมื่อปี 2554 และอีกส่วนหนึ่งจีนซื้อจากปากีสถาน

ปีที่แล้ว ตลาดข้าวของจีนส่วนใหญ่เป็นข้าวจากเวียดนามและปากีสถาน และมีแนวโน้มว่าปีนี้จะเป็นเช่นนี้อีก เพราะราคาข้าวจากทั้ง 2 ประเทศถูกกว่าไทยมาก

จากความต้องการนำเข้าข้าวของจีน ทำให้พวกผู้ส่งออกข้าวจากประเทศต่างๆ เร่งหาทางแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดจีนที่มีการบริโภคข้าวมากที่สุดถึงปีละ 140 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ซื้อของจีนยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวล็อตใหญ่ แต่กำลังรอดูทิศทางราคาข้าวของประเทศต่างๆ อยู่

แต่ไทยยังพอจะมีหวังอยู่บ้าง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย

หากเป็นไปตามความเห็นของ หม่า เหวินเฟิง นักวิเคราะห์บริษัท เป่ยจิง โอเรียนต์ อะกริบิสซิเนส

คอลซัลแทนต์ ที่ระบุว่า "ข้าวราคาถูกที่นำเข้าจากเวียดนามจำนวนมากเมื่อปีที่แล้ว สร้างความเสียหายให้แก่พวกโรงสีขนาดกลางและขนาดเล็ก แล้วร้องเรียนรัฐบาล ดังนั้น จึงอาจจะมีการนำเข้าข้าวประเภทนี้ลดลง"

ต้องรอลุ้นว่า ระหว่างวันที่ 24-26 มกราคมนี้ ที่

บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นำคณะไปบุกตลาดเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน จะมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้างหรือไม่

ที่มา.มติชนออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น