นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในรายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน"ว่า ในระยะสั้นที่ผ่านมานี้การแข็งค่าของเงินบาท มีสาเหตุสำคัญมาจากเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศ แต่ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในประเทศไว้สูง จนทำให้เกิดการเก็งกำไร ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 2.75% นั้น มีความแตกต่างที่ทำให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุน เพราะถ้าดอกเบี้ยไม่ต่างกันมาก เงินจากต่างประเทศคงไม่ไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้มากอย่างที่ผ่านมา
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากจะทบทวนนโยบายนี้ จะเป็นประโยชน์หรือไม่ ขอฝากคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย(กนง.) และธปท.พิจารณาเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งฝากเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายสูง กว่า 3% และตอนนี้เห็นชัดมากขึ้นว่ามีเงินไหลเข้ามาลงทุน เพื่อหวังส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมากขึ้
นายกิตติรัตน์ กล่าวด้วยว่า จากที่ประเทศไทยมีการกู้เงินจากต่างประเทศนั้น หากสามารถชำระคืนเงินกู้ได้ก่อนกำหนดในช่วงระยะเวลานี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดการแข็งค่าเงินบาทลงได้ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง กำลังประสานกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และจะได้นำเข้าสู่การพิจาณาอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
"เรามีเงินกู้ต่างประเทศอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าเราชำระคืนก่อนกำหนดได้ โดยใช้เงินกู้บาทมาแทน ก็จะทำให้อุปสงค์อุปทานของเงินตราต่างประเทศ สวนทางกันกับการไหลเข้า ทำให้ค่าเงินไม่แข็งค่ามากเท่าที่เป็นอยู่ กระทรวงการคลังกำลังขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และประสานกับรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ที่มีเงินตราต่างประเทศว่าถ้าอนุมัติจากครม.แล้ว และด้วยความเห็นชอบจากรัฐวิสหกิจเหล่านั้น กระทรวงการคลังในฐานะที่ดูแลหนี้ของหน่วยงานเหล่านี้พร้อมให้ความร่วมมือ" นายกิตติรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ การที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ จะต้องประสบกับภาวะขาดทุนจากการเข้าไปดูแลนโยบายต่างๆ ทางการเงิน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และถือเป็นหน้าที่ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ถ้าดูแลแล้วเป็นภาระ เป็นจำนวนมากขึ้น และเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น โดยที่ยังไม่มีคำตอบว่าจะดำเนินการเพื่อไม่ให้ภาระนั้นสะสมมากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาได้อย่างไรนั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องดูแล
"การออกพันธบัตรที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตอบแทนผู้ถือพันธบัตรไว้แทนและส่งเงินมาให้ธปท.นำไปเก็บรักษาก็มีดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยสูงต้นทุนก็สูง ในขณะที่ผลตอบแทนจากเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในความดูแลนั้น อัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงเกิดส่วนต่าง ซึ่งปี 55 มีส่วนต่างที่เป็นผลขาดทุนเกิน 1 แสนล้านบาท ปีก่อนนั้นก็มีแต่น้อยกว่า สิ่งที่ผมกังวลคือ เมื่อมีนานขึ้นอีกปีและมีจำนวนมากขึ้น ผลขาดทุนสะสมจะมากขึ้นตามลำดับ หากคิดตั้งแต่ตอนนี้จะไม่เป็นปัญหารุนแรง แต่หากปล่อยให้ปี 56 มีปัญหาเดียวกัน มียอดขาดทุนสะสมเพิ่มอีก ก็จะกลายเป็นปัญหา" นายกิตติรัตน์ กล่าว
รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวว่า กนง. ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลนโยบายการเงิน และการกำหนดดอกเบี้ยนโยบาย จำเป็นจะต้องพิจารณาและไตร่ตรองในเรื่องนี้ เพราะหากดำเนินการแล้ว เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจก็ควรต้องรับผิดชอบ แต่หากทำแล้วเป็นผลดี แม้จะเสียบ้างแต่คุ้มค่าก็ไม่ต้องรับผิด
" ที่ทำหนังสือเพื่อแสดงความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าวไปถึงแบงก์ชาติอย่างเป็นทางการนั้น ไม่ใช่เป็นการเข้าไปแทรกแซง แต่เป็นการดำเนินการตามสิทธิ และหน้าที่ของรมว.คลังตามพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย"นายกิตติรัตน์ กล่าวย้ำ
รองนายกฯและรมว.คลัง ยังกล่าวอีกว่า การประชุมกนง.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.พ.นี้สิ่งที่รัฐบาลอยากเห็นคือ การดำเนินนโยบายที่พิจารณาข้อดีข้อเสีย พิจารณาประโยชน์ต่อเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความเข้มแข็งขององค์กรที่มีหน้าที่กำกับนโยบายทางการเงินถ้าหากคำนึงแล้ว มีคำตอบชัดเจนว่าการดำเนินงานจะใช้เวลาเท่านี้ เป็นจำนวนเท่านี้ และสามารถดูแลได้ ก็สบายใจขึ้น แต่ขณะนี้ผมไม่มีคำตอบ และตั้งแต่ที่ผมได้แสดงความกังวลไปทางวาจา ปัญหานั้นก็ยังไม่ลดลง ดูจะเพิ่มมากขึ้น ทิศทางที่เคยเป็นห่วงว่า ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่มากจะเป็นตัวดึงดูดเงินตราต่างประเทศเข้ามา ก็เกิดขึ้นจริงเห็นชัดเจนขึ้น
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
------------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น