ภาพยนตร์ที่ส่งผลให้ที่พักใน จ.เชียงใหม่แน่นเอี้ยด เล่าเรื่องราวของนักธุรกิจ "ซวี หลาง" "(ซวี เจิง)" ที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตามหาเจ้านายที่มาปฏิบัติธรรมในวัดแห่งหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ เพื่อขอให้เซ็นต์ชื่อในเอกสารสำคัญ ที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีเงินเป็นกอบเป็นกำ
แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อได้พบ "หวัง เปา" "(หวัง เป่าเฉียง)" หนุ่มป่วนบ้าดาราที่หลงกับคณะทัวร์จึงเกาะติดเขาแจ แล้วยังมีเพื่อนร่วมงานที่เป็นคู่แข่ง "เกา ป๋อ" "(หวง ป๋อ)" ตามมาขัดขวาง เพราะหวังแย่งผลงานไปเป็นของตัวอีกต่างหาก
"การเดินทางมาเมืองไทยครั้งนี้จึงทั้งกวน ป่วน และวุ่น ไม่สิ้นสุด"
จากเรื่องย่อก็คงพอดูออกว่า "Lost in Thailand" เป็นภาพยนตร์โรดมูฟวี่พาเดินทางจากเมืองจีนสู่เมืองไทย จากกรุงเทพมหานครสู่เชียงใหม่ ซึ่งเมื่อได้ซวี เจิง นักแสดงตลกคนดังของจีนเป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเปี่ยมไปด้วยสารพัดมุขตลกและความฮา
ทะลึ่ง ทะเล้น ชวนหัว ล้อเลียนเรื่องราวไทยๆ อย่าง รถติดสนิทใจกลางกรุงเทพฯ, ผู้หญิงไทยคนไหนสวย คิดไว้ก่อนเลยว่าเป็นสาวประเภทสอง (ซึ่งข้อนี้คนไทยเองก็เริ่มจะปฏิเสธไม่ค่อยออก), การนวดแผนโบราณที่ในสายตาต่างชาติแล้วดูเจ็บปวด ไปถึงเรื่องราวของกีฬาประจำชาติอย่างมวยไทย
หากอย่าคิดว่าเขาเอาแต่เล่นขำ ล้อเลียนอย่างเดียว เพราะเรื่องความมีน้ำใจของคนไทย, ความเรียบง่ายของวิถีชีวิตต่างจังหวัด, ความงดงามของวัดวาอารามและสถานที่ท่องเที่ยว, ประเพณีไทยอย่างสงกรานต์ และความสวยงามของการปล่อยโคมลอยยามค่ำคืน ก็ถูกถ่ายทอดผ่านภาพและเรื่องราวออกมาได้อย่างดีเช่นกัน
ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ และส่งผลต่างอย่างที่เห็น คำตอบอาจจะอยู่ที่ "ความลงตัว" เพราะหนังวางสัดส่วนระหว่างคอมเมดี้และดรามาออกมาได้อย่างพอดี-พอดี
มีการผสมผสานความฮาจากอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ตั้งแต่พาสสปอร์ตหาย โดนทำร้ายเพราะถูกเข้าใจผิด เดินทางอย่างลำบากยากเย็น หลงทาง หลงป่า และยังมีความบ้าบอของเปาที่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงทุกที กับสิ่งที่หลางได้เรียนรู้ระหว่างทาง
หลางได้รู้ว่าชีวิตอันวางการงานไว้เป็นที่หนึ่งของเขานั้นเต็มไปด้วยความผิดพลาดมากมหันต์ เพราะในขณะที่การงานกำลังก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ชีวิตด้านอื่นของเขากลับสวนทาง เขามองตรงไปยังเป้าหมายบางอย่างแต่ลืมมองคนข้างตัว
นอกจากนั้นแล้วยังมีฉากหลังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามและวิถีชีวิตอย่างที่คนจีนไม่เคยเห็นอยู่อีก
"จึงไม่น่าแปลกหากคนจะหลั่งไหลกันไปดูหนัง และหลังจากดูแล้วก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย"
ที่มา : มติชนรายวัน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น