การพัฒนาประชาธิปไตยบ้านเราที่เป็นไปอย่างติดๆ ขัดๆ ตลอด 80 ปีที่ผ่านมานั้น มักมีการชี้นิ้วกล่าวโทษนักการเมืองว่าเป็นต้นเหตุหลัก
เนื่องเพราะพฤติกรรมนักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน หรือพรรคพวกมากกว่าส่วนรวม ทำการทุจริตคอร์รัปชั่น ล้วนเป็นชนวนหรือข้ออ้างในการปฏิวัติ ยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับแล้วฉบับเล่า
จริงๆ แล้ว แวดวงการเมือง ก็เหมือนกับแวดวงอื่นๆ ทุกสาขาอาชีพที่มีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกัน แต่ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่านักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น ต่างมีที่มาจากประชาชน ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน
คุณภาพของนักการเมือง จึงนับเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของประชาชน คุณภาพของสังคม
ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยมีความพยายามในการปฏิรูปการเมืองหลายครั้ง มีการตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางปฏิรูปการเมืองต่างๆ มากมาย ใช้งบประมาณแผ่นดินไปเป็นจำนวนมิใช่น้อย แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เห็นได้จากปัญหาการเมืองในขณะนี้ ที่กลายเป็นหลุมดำฉุดรั้งประเทศชาติจนไม่สามารถก้าวเดินไปข้างหน้า ก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งอย่างรุนแรง
จึงน่าจะถึงเวลาที่เราต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ไม่ควรมุ่งปฏิรูปเพียงเฉพาะด้านการเมือง หรือนักการเมือง หากแต่ต้องเป็นการปฏิรูปสังคมไทยทั้งระบบไปพร้อมๆ กัน
แม้การปฏิรูปสังคมไทยนั้น จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถทำได้ เพียงต้องใช้เวลา และความอดทนในการรอคอย
ทั้งนี้การปฏิรูปที่ควรทำทันทีเป็นลำดับแรกในเวลานี้ คือการปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาเท่านั้น ที่จะช่วยทำให้คนมีคุณภาพ สังคมมีคุณภาพ
กระนั้น การปฏิรูปการศึกษา มิได้หมายถึงแค่การปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ช่วยให้เด็กไทยมีความเฉลียวฉลาด อ่านออกเขียนได้ บวกเลขเก่ง พูดภาษาอังกฤษคล่อง ทำข้อสอบได้คะแนนสูงๆ เท่านั้น
หากแต่ต้องเน้นการอบรมสั่งสอนบ่มเพาะสร้างจิตสำนึกให้เด็กไทย รู้จักมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีคุณธรรม เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองดี
ถ้ายังมัวแต่พัฒนาในวิชาการ มิได้มีการปลูกฝังให้เด็กไทยคิดดี ทำดี ทัศนคติของเด็กไทยก็จะเป็นไปอย่างที่โพลล์หลายๆ สำนักเคยสำรวจ หรือทำวิจัยไว้ นั่นคือ ยอมรับกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งที่ผิดอะไร ขอเพียงแต่ให้ตัวเองได้รับประโยชน์ด้วยเป็นพอ
ทัศนคติดังกล่าว เป็นปัญหาร้ายแรงที่ควรได้รับการแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษา
ถ้าเราไม่สามารถลบล้างทัศนคติเช่นนี้ ก็ยากที่จะเห็นสังคมไทยมีคุณภาพ และเมื่อสังคมไทยไร้คุณภาพ ก็ยากที่จะเรียกร้องแสวงหาคุณภาพจากนักการเมือง
ต่อให้มีการแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่กี่ฉบับ การเมืองไทยก็ยังคงจมปลักอยู่ในวงจรอุบาทว์ จะแก้ไขปัญหาการเมืองให้ได้ผล จึงต้องแก้ที่รากเหง้าอย่างแท้จริง
ที่มา.สยามรัฐ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น