รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯควบคุมการชุมนุมในพื้นที่ 3 เขตคือ พระนคร ดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย ตั้งแต่วันที่ 22-30 พ.ย. หลังฝ่ายข่าวพบมีแนวโน้มเกิดความรุนแรง รับกังวลบุกยึดสถานที่ราชการจนถึงบุกจับตัวนายกรัฐมนตรี “เสธ.อ้าย” เย้ยกลัวม็อบ มั่นใจช่วยเรียกมวลชนเข้าร่วมมากขึ้น ด้านศาลรัฐธรรมนูญเปิดไต่สวนคำร้องม็อบใช้วิถีทางนอกกฎหมายไล่รัฐบาล ล้มล้างการปกครอง ก่อนมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เพราะยังไม่ปรากฏมูลเหตุว่าจะมีการกระทำตามข้อกล่าวหา แค่มาแสดงพลังขับไล่รัฐบาล
ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลุ่มย่อย 9 คนที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) มีมติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ครอบคลุมพื้นที่ 3 เขตของกรุงเทพมหานคร (กทม.) คือ เขตพระนคร เขตดุสิต และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีผลตั้งแต่วันที่ 22-30 พ.ย. นี้
ม็อบมามากกว่า 5 หมื่น
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมมากกว่า 50,000 คน แต่ไม่ถึงล้านคนอย่างที่แกนนำตั้งเป้าไว้ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลผู้ชุมนุมให้ปลอดภัย และให้เจ้าหน้าที่มีเครื่องมือรองรับการปฏิบัติงาน
หวั่นบุกจับตัวนายกฯ
“ผมจะเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจที่ตั้งขึ้น โดยใช้ชั้น 20 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นศูนย์อำนวยการ ที่ต้องใช้กฎหมายพิเศษเพราะมีแนวโน้มว่าผู้ชุมนุมจะใช้ความรุนแรง มีกลุ่มที่จ้องจะก่อความวุ่นวาย และมีความกังวลว่าจะมีการบุกยึดสถานที่ราชการตลอดจนการบุกจับตัวนายกรัฐมนตรี”
“สุกำพล” ชี้ล้วนหน้าเก่า
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ที่ทหารมีการเคลื่อนไหวในช่วงนี้เพราะเตรียมพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา จึงมากันหลายหน่วย ไม่เกี่ยวกับการปฏิวัติ
“คนที่มาชุมนุมก็ให้ดูหน้าเอาเอง เป็นศัตรูถาวรกันไปแล้ว เรารู้หมดว่าฝ่ายที่มาร่วมชุมนุมมีใครบ้าง คนเก่าๆทั้งนั้น”
พ.ร.บ.มั่นคงช่วยเรียกแขก
ที่สนามม้านางเลิ้ง พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีเหตุผลใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะเราประกาศแล้วว่าจะชุมนุมโดยสงบ ไม่ยืดเยื้อ ไม่เคลื่อนย้าย ไม่ยึดสถานที่ราชการ
“แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกลัวการชุมนุม หากไม่กลัวคงไม่ใช้กฎหมายพิเศษ แต่ก็คงไม่มีกฎหมายใดสกัดการชุมนุมได้ และการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงจะเป็นการเรียกแขกให้มาชุมนุมมากขึ้นแน่นอน”
ศาล รธน. ออกบัลลังก์ไต่สวน
ที่ศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา นายสิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย และนายหนึ่งดิน วิมุตตินันท์ ทนายความชมรมผู้รักความเป็นธรรม ยื่นขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าการชุมนุมของ อพส. ภายใต้การนำของ พล.อ.บุญเลิศเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลได้เรียก พล.อ.บุญเลิศ และ พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี โฆษก อพส. มาให้ปากคำ แต่ทั้ง 2 คนไม่ได้มาตามนัดหมาย โดยมอบหมายให้นายประยงค์ ไชยศรี และนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ เข้าชี้แจงแทน
ทนายยันชุมนุมสงบ
นายประยงค์กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงโดยไม่ดำเนินการ แสดงตนเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีการทุจริตคอร์รัปชัน การชุมนุมครั้งนี้มีเจตนาชัดเจนว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่มีการปลุกระดมให้เกิดการคลุ้มคลั่ง ไม่เคลื่อนไปยึดสถานที่ราชการหรือรัฐสภา หากผู้ชุมนุมมาน้อยจะยุติการชุมนุม อีกทั้งรัฐบาลก็ระบุเองว่าจะจัดกำลังตำรวจดูแลไม่น้อยกว่า 50,000 นาย มีการตรวจค้นไม่ให้พกพาอาวุธ
ด้านนายเรืองไกรนำหลักฐานการถอดเทปคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.บุญเลิศมายื่นต่อศาล ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ไต่สวนแค่ 15 นาทีก่อนตัดสิน
ทั้งนี้ ศาลใช้เวลาไต่สวนเพียง 15 นาที โดยมีคำถามสำคัญคือ ที่ พล.อ.บุญเลิศประกาศจะแช่แข็งประเทศไทยมีความหมายอย่างไร และคณะผู้บริหารประเทศที่มาจากการปฏิวัติของประชาชนคืออะไร รวมถึงการชุมนุมครั้งนี้มีเจตนาเพื่อล้มล้างรัฐบาลโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติใช่หรือไม่
ยกคำร้องไม่สั่งห้ามชุมนุม
หลังการไต่สวนศาลมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้ง 3 คำร้อง เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า จากการสอบถามผู้แทน พล.อ.บุญเลิศ และผู้แทน พล.อ.ท.วัชระ ยืนยันว่าไม่ได้มีการกล่าวเกี่ยวกับแนวคิดการปิดประเทศหรือแช่แข็งประเทศ แต่หมายความว่าเป็นการแช่แข็งนักการเมืองเลว นักการเมืองชั่วไว้ 5 ปี เพื่อป้องกันมิให้เข้ามากอบโกยหาผลประโยชน์ การนัดชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย. เป็นการชุมนุมเพื่อแสดงพลังขับไล่รัฐบาล หากขับไล่แล้วไม่เป็นผลก็จะยุติการชุมนุม ยังไม่ปรากฏมูลเหตุว่าจะมีการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น