--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข้อพิพาท ที่ไม่สิ้นสุด !!?


โดย : ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช
กรณีตำรวจตระเวนชายฝั่งทะเลฟิลิปปินส์ยิงชาวประมงไต้หวันตาย ต่อมาทางการไต้หวันมีหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลฟิลิปปินส์ให้แสดงความรับผิดชอบรวม 4 ข้อ
     1. ขอโทษ 2.ลงโทษผู้กระทำความผิด 3.เปิดเจรจาการประมง 4.ชดใช้สินไหม
     ทั้งนี้ให้เวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งถึงกำหนดวันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 24.00 น.
   
ขณะเขียนต้นฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม รัฐบาลฟิลปปินส์ได้มีหนังสือตอบ "ยอมรับ" 3 ข้อแรก ส่วนกรณี "ชดใช้สินไหม" มิได้ระบุในหนังสือ
     ไต้หวัน "ไม่พอใจ" ต่อการตอบสนองของฟิลิปปินส์ และยืนยันจะสู้ต่อไป
     ไต้หวันถือว่าการเข้าไปจับปลายังน่านน้ำที่เกิดเหตุนั้น มิใช่เป็นการละเมิด
     เพราะเป็นน่านน้ำที่อยู่ภายในระยะทาง 170 ไมล์ทะเลของดินแดนไต้หวัน
     เป็นพื้นที่ "ทับซ้อน" ทางทะเลที่ไต้หวันและฟิลิปปินส์ใช้ทำการประมงจนกลายเป็นประเพณีมาเป็นเวลานานแล้ว
   
การที่ฟิลิปปินส์ใช้อาวุธเป็นเครื่องมือในการประกาศศักดิ์ดา เพื่อเจตนาในการครอบครองน่านน้ำ ย่อมมิชอบด้วยกฎหมาย
     รัฐบาลจีนและไต้หวันคัดค้านพฤติการณ์ของฟิลิปปินส์อย่างที่สุด
     อีกทั้งประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง
   
เหตุการณ์หน่วยลาดตระเวนฟิลิปินส์ได้ทำลายชีวิตชาวประมงไต้หวันได้เกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต อีกทั้งทำการปล้นสดมเรือประมงไต้หวัน และเรียกค่าไถ่ ฯลฯ
     จนกลายเป็นประเพณี
     ไต้หวันได้ทำการประท้วงและเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ไร้ผล
     สุดท้ายก็เลิกรากันไป ไม่มีข้อสรุป
     แต่ครั้งนี้มิใช่ครั้งก่อน ไต้หวันดูเหมือนเอาจริง เพราะมีจีนหนุนหลังและสั่งการ
   
 จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แม้ฟิลิปปินส์รับข้อเสนอของไต้หวันไม่เต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็แสดงว่า ฟิลิปปินส์กลัว ความแข็งŽ เพราะในอดีตเมื่อเกิดเหตุแล้วก็เงียบหายไป
     ก็เพราะฟิลิปปินส์เจอกับคู่กรณีที่เสมือนขนมจีนเปล่าๆ ประการ 1
     ก็เพราะผู้บริหารไต้หวันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกประการ 1
     คนไต้หวันส่วนใหญ่ดีแต่พูด แต่มุ่งเน้น "ผลประโยชน์" เป็นหลัก
     ถ้าปราศจากผลประโยชน์ คนไต้หวันจะไม่ค่อยสนใจ
     แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ราชการไต้หวันคงจะ "ลักไก่" ไม่ได้อีกแล้ว
     เพราะว่ามี "รัฐบาลแม่" ดูแลกำกับอยู่อย่างใกล้ชิด
     หลายปีที่ผ่านมา ข้าราชการฟิลิปปินส์ทำร้ายชาวประมงไต้หวัน กลายเป็นกิจวัตร
   
ปี 2006 กัปตันเรือประมงไต้หวันถูกยิงตายด้วยน้ำมือของตำรวจน้ำฟิลิปปินส์ ตำรวจจะนำศพทิ้งทะเล แต่จากการร้องขอของชาวประมงในเรือลำเดียวกัน จึงยอมให้นำศพขึ้นฝั่ง
     ในที่สุด เรื่องก็หายเงียบไป
     หายเงียบเพราะการละทิ้งหน้าที่ของราชการไต้หวัน
     ดูอย่างฮ่องกง เขามีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เขาทำงานด้วยความจริงใจ เขาเอาใจใส่ชีวิตมนุษย์
     กรณีรถทัวร์ฮ่องกงถูกปล้นที่ฟิลิปปินส์ เป็นนิทัศน์อุธาหรณ์ที่ดี
   
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2010 การปล้นรถทัวร์ชาวฮ่องกง เป็นเหตุให้คนฮ่องกงตาย 8 คน บาดเจ็บ 7 คน รัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่แสดงความรับผิดชอบ
   
รัฐบาลฮ่องกงได้ทำการคัดค้านและต่อต้าน โดยได้ออกสัญญาณเตือนภัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ตั้งแต่คืนที่เกิดเหตุการ์ณ์ จนบัดนี้ยังไม่ได้ยกเลิก
     ผู้บริหารไต้หวันต้องเลียนแบบฮ่องกง
     แผ่นดินไต้หวันก็จะดูสูงขึ้น
     กรณีพิพาททางทะเลระหว่างไต้หวันกับฟิลิปปินส์ ความจริงไต้หวันได้เปรียบกว่าหลายขุม
   
วันนี้ รายได้สำคัญของฟิลิปปินส์คือส่งออก "แรงงาน" มีคนฟิลิปปินส์ประมาณ 10 % คือ "ขายแรงงาน" ให้ต่างชาติ แต่มิใช่เร่ขายชาติ
     มีชาวฟิลิปปินส์เกือบ 2 แสนคนรับจ้างทำงานบ้านที่ฮ่องกง
     และอีก 8.7 หมื่นคนทำงานที่ไต้หวัน
   
ฟิลิปปินส์มีรายได้จากการขายแรงงานให้ไต้หวันปีละประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน (เท่ากับประมาณ 2 หมื่นล้านบาท)
     เพียงแค่ไต้หวันทำการ "แช่แข็ง" แรงงานฟิลิปปินส์
     ก็เป็นผลกระทบอย่างแรง
     เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีปัญหาโดยพลัน แต่ทำไมไม่ทำ
     ก็เพราะคนไต้หวันเห็นแก่ผลประโยชน์
     ผลประโยชน์นั้นคือ "ค่าจ้างแรงงาน"
     ถ้าจ้างคนไต้หวัน ค่าจ้างแพงกว่าหลายเท่า ถ้าจ้างแรงงานชาติอื่นก็ยังแพงกว่าจ้างชาวฟิลิปปินส์
     ถ้าให้คนไต้หวันเลือกระหว่าง "ผลประโยชน์" กับ "ชีวิตชาวประมง"
     "ผลประโยชน์" คือ "คำตอบสุดท้าย"
   
ที่มาของพิพาทที่มิสิ้นสุด

ที่มา.สยามรัฐ
/////////////////////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น