ทนง. เตือนสติ กิตติรัตน์.หัวหน้าทีมเศรษฐกิจและรมว.คลัง ต้องไม่โกหกประชาชน หลังออกมายอมรับ "White lie" เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ รายการ "Morning News" ทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" วานนนี้ (28 ส.ค.55) กรณีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้พูดโกหกสีขาว หรือ "White lie" เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
นายทนง มีบทบาทสำคัญในหลายรัฐบาล โดยสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง จนได้รับฉายาว่าเป็น "ยาสามัญประจำบ้าน" และมีรายชื่อติดโผรัฐมนตรีมาโดยตลอด แต่นายทนงระบุว่า "เป็นยาหมดอายุ" ซึ่งปัจจุบัน ไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลปัจจุบัน
ความเห็นของนายทนง มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ส่วนตัวคิดว่านายกิตติรัตน์เป็นคนตั้งใจทำงาน มีความรู้ความสามารถ แต่ผลงานที่ออกมาอาจจะต่ำกว่าที่หลายคนคาดหวังไว้ สาเหตุเพราะเกิดจากปัจจัยควบคุมไม่ได้หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำลง ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของไทย ที่เมื่อปีที่ผ่านมา เผชิญกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจจะต้องเหนื่อยและต้องยอมรับกับความเป็นจริง
"ท่านอาจพยายามตั้งใจทำงาน และเชื่อว่าแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็อาจทำให้ประชาชนผิดหวังบ้าง ผมคิดว่าคนที่เป็น รมว.เศรษฐกิจ ควรต้องรู้ความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลก ต้องเรียนรู้มากๆ ต้องเข้าใจ และอธิบายให้ประชาชนทราบว่าเราอยู่ในโลกแบบไหน ไทยมีจุดด้อยอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะพยายามแก้จุดอ่อน"
อีกจุดด้อยหนึ่งของประเทศไทย คือ เรื่องของคอร์รัปชัน ซึ่งเกิดขึ้นสูงมากเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปในหมู่นักธุรกิจ แต่ไม่สามารถจับมือใครดมไม่ได้ จิตสำนึกของการแก้ปัญหาของนักการเมืองไทยน้อยเกินไป แม้ว่าไทยจะมีศักยภาพสูงที่จะแก้ปัญหาได้ดี แต่ความสนใจของนักการเมืองที่จะพัฒนาประเทศ มักจะเป็นเรื่องรองจากการที่จะหาเงินมาเพื่อพัฒนาการเมือง จุดนี้เป็นจุดที่น่ากลัวมากสำหรับประเทศไทย
"ผมรู้สึกแปลกใจ ที่มีการสำรวจข้อมูลแล้ว พบว่า คนไทย บอกว่า คอร์รัปชันไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดี ซึ่งผมว่ามันหมดสมัยไปแล้ว เพราะว่าคอร์รัปชันสมัยก่อน เท่าที่ผมเคยสัมผัสมาเป็นการตามน้ำบ้าง คือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อน และค่อยตามน้ำ แต่คอร์รัปชันปัจจุบันมันทวนน้ำ เงินมาก่อน แต่ผลประโยชน์ชาติค่อยตามมา ทำให้ทุกอย่างล่าช้าออกไป การตัดสินใจก็โยนไปโยนมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากประชาชนไม่กระตือรือร้น ไม่เปลี่ยนวิธีการคิด นักธุรกิจ การเมือง ไม่เปลี่ยนวิธีคิด คิดแต่ว่าต้องหาเงินมาเพื่อต่อสู้ทางการเมือง ผมว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งในประเทศไทย"
หน้าที่ของ รมว.คลัง ควรมีความพยายามที่จะวีโต้ได้ในทุกๆ โครงการ โดยในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนั้น หากโครงการไหนมีกลิ่นก็จะใช้วิธีวีโต้ ซึ่งทุกโครงการควรต้องผ่านการประมูลที่โปร่งใส และทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติมากที่สุด
กรณีการปรับเป้าการส่งออกจาก 15% เหลือเพียง 9% ด้วยว่า การกำหนดเป้าหมายเป็นเรื่องของงานวิชาการ อย่าง สศช. แบงก์ชาติ จะออกเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เป้าหมายส่งออก เป็นเรื่องทางวิชาการปกติ แต่ในฐานะรัฐมนตรีไม่ใช่คนที่จะต้องไปนั่งคาดคะเนเป้าหมาย ในสมัยที่นั่งเป็น รมว.คลังนั้น ไม่เคยบอกว่า เป้าหมายเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าเมื่อ สศช.บอกเป้าหมายเศรษฐกิจว่าจะอยู่ในระดับ 4-5% หน้าที่ของรัฐมนตรี คือ ทำอย่างไรให้ใกล้เคียง 5% ตรงนี้ คือ ความสามารถในการบริหารประเทศ จะทำอย่างไรให้สูงกว่า หรือเท่ากับเป้าหมาย
"คนที่เป็น รมว.ต้องมานั่งดูจุดอ่อน แล้วค่อยๆ ผลักดันให้เกิด"
ประเด็นเรื่อง "White lie" นั้น นายทนง กล่าวว่า การเป็น รมว.ไม่ควรพูดโกหก แต่ควรพูดในแง่การเตือนประชาชนมากกว่าที่จะไปให้ความหวังของประชาชน โดยส่วนตัวมองว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องโกหก เพราะ รมว.มีสิทธิที่จะพูดว่า เป้าหมายแบบนี้อยู่ในเงื่อนไขอะไรบ้าง ถ้าเป็นเงื่อนไขแบบนี้เราควรต้องเฝ้าดู และคอยเตือนประชาชนว่าสถานการณ์เริ่มแย่ลง
คือ ผมว่า ต้องคอยเตือนประชาชน หรืออธิบายให้ทราบว่า เป้าหมายอาจจะทำได้ไม่ถึง ซึ่งก็ไม่ใช่การโกหก แต่ก็ทำให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการเดิมเพราะถ้าไปบอกว่า ผมต้องทำให้ได้ มันไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าเรื่องนี้ ท่านอาจจะพูดตรงๆ ตามนิสัยของท่านก็ได้ อย่าไปคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือซีเรียสเกินไป หรือว่ารุนแรงเกินไป ผมว่าท่านคงพยายามพูดในแนวความคิดของท่าน ซึ่งท่านก็ไม่ได้คิดอะไร ผมเพียงแต่มองว่า ไอ้คำว่าโกหกมันไม่ควรจะใช้ ควรมีวิธีการอธิบายที่ดีกว่านั้น"
นายทนง กล่าวว่า ตอนเป็น รมว.คลังนั้น ไม่เคย "White lie" เพราะตอนที่จะลดค่าเงินบาท มีคนมาถามก็บอกว่ายังไม่ได้ทำ แม้จะมีการศึกษาของแบงก์ชาติมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาตัดสินใจ จะไปบอกไม่ได้ว่าได้ตัดสินใจแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องทำ ก็อธิบายให้เกิดความเข้าใจว่าทำไมต้องทำ
บางอย่าง เราไปบอกว่า จะทำมันจะเกิดความเสียหาย ทำให้คนเก็งกำไร รมว.คลัง พูดไม่ได้ แต่เราพูดได้ว่ามีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ซึ่งเป็นเรื่องปกติ คนเป็น รมว.คลังจะอ่อนไหวมากในเรื่องของการแถลงการณ์ ในประเทศอื่น การแถลงการณ์ของ รมว.คลังจะเป็นทางการ เขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ ไม่พยายามตอบ เพราะคนจะพยายามล้วงลูก เราเอาความลับที่เรากำลังจะทำ ให้คนรู้ มันก็จะเสียหาย เป็นเรื่องที่ต้องระวังมากๆ ในการให้สัมภาษณ์ แต่ในเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน ต้องให้สัมภาษณ์ว่า จะแก้ไขจะช่วยเยียวยาอย่างไร ต้องรีบทำ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ"
ในการให้สัมภาษณ์ ผมคิดว่า อย่าไปถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ดูว่าท่านทำงาน ท่านอยากจะทำอะไรให้ประชาชน ท่านวางแผนอย่างไร มีวิสัยทัศน์อย่างไร ผมคิดว่า ท่านควรจะพูดในเรื่องของวิสัยทัศน์ของท่าน แผนงานประเทศว่า อะไรจะเกิดขึ้นในแง่ของโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จเมื่อไร ตรงนั้นประชาชนจะฟัง และก็ควรพยายามผลักดันทุกกระทรวงว่าจะต้องทำให้เสร็จ อะไรที่เสร็จตามกำหนด การคอร์รัปชันจะน้อยลง"
ที่มา.ประชาชาตฺธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น