หนังชื่อ “ยังบาว” เป็นเรื่องราว แง่ชีวิตของวงดนตรี “คาราบาว” ในสมัย หนุ่มๆ ยุคปี 2520-2530 หนังเรื่องนี้กำลังฟอร์มตัวสร้างขึ้นเพื่อ ให้แฟนคลับคนแก่ๆ รำลึกถึงความหลัง และ คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับตำนานมนต์เพลงคาราบาว อันลือลั่นเพียงแค่ชื่อหนัง คนที่รับรู้เรื่องราวในยุค “ยังบาว” คงนั่งทางในมองเห็นภาพชีวิตได้ทะลุแจ่มแจ้งเป็นฉากๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่บอกถึงพัฒนาการทางความคิดของวงดนตรีคาราบาวมาเป็นลำดับ
ยุคคาราบาวเป็นหนุ่มน้อยวัยเอ๊าะๆ ร้องเพลงเพื่อชีวิตถ่ายทอดความเสื่อมทราม ของสังคม แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมีประสบการณ์ ตกผลึก เนื้อสมองพัฒนาแนวคิดเพลงเชิดชู “ชาตินิยมไทย” ได้อย่างถึงแก่น แต่เชื่อเถอะหนังเรื่องนี้ชื่อก็บอกกันตรงๆ แล้ว คงไม่สร้างถึงยุค “โอลด์บาว” ที่เป็นยุคแห่งสัญลักษณ์เครื่องดื่มชูกำลังในปัจจุบันแน่ๆ
ถึงที่สุด ไม่รู้ว่า ในหนังจะมีฉากชีวิตตามเพลง “พลทหารบัวลอย” ผู้รักบ้านเกิดเมืองนอน ไปเป็นทหารรับใช้ชาติในสมรภูมิ รบเยี่ยงชาติชายทหารบ้านนอกเมื่อครบอายุ 20 ปี กฎหมายบังคับให้ไปเกณฑ์ทหาร เป็น รั้วปกป้องชาติ ภาพชีวิตพลทหารบัวลอยในเพลงของคาราบาว เป็นภาพสะท้อนมุมกลับกับ ชีวิต “ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
“บัวลอย” ในบทเพลงของคาราบาวมีชีวิตแตกต่างทั้งทางฐานันดรและจิตสำนึก สังคมกับ “ร.ต.อภิสิทธิ์” ตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน อย่างฟ้ากับดิน
“บัวลอย” หนุ่มน้อยบ้านนอก มีการศึกษาน้อย เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารก็ไปจับ สลากแล้วได้เป็น “พลทหาร” ออกสนามรบ เอาชีวิตหลบอาวุธสงครามจากข้าศึก ส่วน “อภิสิทธิ์” เป็นหนุ่มรูปหล่อ ฐานะสังคมระดับสูง มีกิน เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหาร เขาใช้สิทธิ์ผ่อนผันบินลัดฟ้าไป เรียนต่อประเทศอังกฤษ จบมารับใช้ชาติด้วยการเป็น “อาจารย์สอนโรงเรียนทหาร” ติดยศ “ร้อยตรี” แต่เขาพึงพอใจที่จะใช้ “นาย” นำหน้าชื่อมากกว่าใช้ “ยศถาบรรดาศักดิ์” คนแบบอย่าง “บัวลอยกับอภิสิทธิ์” ยังมีอีกมากในสังคมที่เต็มไปด้วยช่วงชั้น แบ่งฐานันดรยึดถือกันอย่างลึกๆ แต่ทุกชีวิต ย่อมดำเนินไปตามกติกาหรือกฎหมายสังคม กำหนดการกระทำไว้
บัวลอยใช้สิทธิ์เข้าเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติ ส่วน “อภิสิทธิ์” ใช้สิทธิ์ผ่อนผัน ซึ่งกระทำได้มันก็จบ แต่ไม่จบหรอก เพราะ “อภิสิทธิ์” ไม่ใช่คนธรรมดา เขามีชีวิตเป็นนักการเมือง ใหญ่อยู่ในท่ามกลางการมีอำนาจบริหารประเทศ แน่นอน “อำนาจ” เป็นอะไรลึกลับ ยากต่อการอธิบาย จึงมีพลังให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมต้องกล่าวถึงได้เสมอ
บัวลอยจบแล้ว-อภิสิทธิ์กำลังผจญปัญหาชีวิตของหนุ่มน้อยบ้านนอกชื่อ “บัวลอย” ในบทเพลงคาราบาวถูกปิดฉากชีวิตได้สวยหรู แต่เรื่องราวของ “อภิสิทธิ์” กลับกำลังโด่งดังจากข้อกล่าวหาของพรรคเพื่อไทยที่ขุดเรื่องราวเก่าแก่มาเล่นงานว่า “หนีทหาร” หมายความว่า อายุครบ 20 ปีไม่ไปเกณฑ์ทหารตามกฎหมายกำหนด
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นนักการเมืองระดับต้นที่เปิดหน้าเล่นกับ “อภิสิทธิ์” ด้วยข้อกล่าวหาดังกล่าวทั้งทางสาธารณะ บนเวทีปราศรัย แถลงข่าว เป็นวรรคเป็นเวรตามข้อมูลเอกสารที่มีอยู่ในมือ แม้ข้อกล่าวหาของนายจตุพร ไม่ได้ทำให้ “อภิสิทธิ์” ต้องติดคุกได้รับโทษตามกฎหมายในขณะนี้ แต่มันเป็นเหตุรุนแรงของ ชีวิตมนุษย์เพราะถูกทำลายศักดิ์ศรีและความสง่างามของความเป็น “ชาย” ซึ่งถูกผู้คนในสังคมหมิ่นหยามได้
กระทั่งเป็นเรื่องจนได้ “อภิสิทธิ์” ฟ้อง “จตุพร” ต่อศาลข้อหาหมิ่นประมาท และขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนชั้นศาลเพื่อพิพากษาให้ความเป็นธรรมแต่เรื่องราว “อภิสิทธิ์” หนีทหารกลับ ไปกันใหญ่ และได้ลากพานักการเมืองน้อยใหญ่เข้ามาถลำตัวเล่นเกมอำนาจเพื่อทำลาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จนไม่เหลือชิ้นดี
ในขณะที่การไต่สวนคดีความในชั้นศาลกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กระทรวงกลาโหม กระโจนเข้าสู่สมรภูมิหน้าตาเฉย สั่งการให้ตรวจสอบ รื้อเรื่องราวประวัติการเกณฑ์ทหารของ “อภิสิทธิ์” อีกครั้ง ผลสรุปจากการตรวจสอบกลับตอกย้ำว่า อภิสิทธิ์ ไม่ได้เข้าตรวจเลือกทหาร นั่นเท่ากับลากโยงไปสู่การบรรจุรับราชการ สอนโรงเรียนทหารย่อมขัดต่อกฎหมาย และ เอกสารที่ใช้ยื่นเข้ารับราชการทหารนั้นก็ต้องเป็นเอกสารไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
การลากโยงเชื่อมต่อเหตุการณ์ในชีวิตทหารของอภิสิทธิ์ไม่มีอะไรมาก นอกจาก นักเล่นเกมอำนาจการเมืองต้องการชี้ให้สังคม เชื่อคล้อยตามกันว่า “อภิสิทธิ์หนีทหาร และใช้เอกสารปลอม” ดังนั้นเพื่อให้รูปการออกไปตามธงข้อกล่าวหานี้ จึงมีความพยายาม ขุดผลการสอบสวนอภิสิทธิ์เกี่ยวกับการรับราชการเป็นอาจารย์สอนโรงเรียนทหาร ซึ่ง เป็นผลสอบตั้งปี 2542 มาเผยแพร่ และสร้างให้เป็นจริงเป็นจังยิ่งขึ้น
ผลตรวจสอบอภิสิทธิ์ในกรณีเข้ารับราชการที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ถูกประทับ ตราเป็นเอกสาร “ลับ” ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 รายละเอียดเนื้อหามีความยาว 4 หน้ากระดาษ แต่มีข้อสรุปว่า ไม่ได้ไปตรวจเลือกทหารเมื่อเมษายน 2530-2531 และไม่มีหนังสือมีสิทธิ์ผ่อนผันมาแสดง จึงไม่เข้า หลักเกณฑ์รับบรรจุเป็นอาจารย์โรงเรียนทหาร
หากรูปการณ์ออกมาเป็นเช่นผลการสอบสวนเมื่อปี 2542 อภิสิทธิ์จึงงานเข้าทันที และเป็นจังหวะอันสวยงามของนักเล่นเกมการเมืองจากพรรคเพื่อไทยกระโจนเข้ารุมยำอย่างมันมือ ซึ่งคงเป็นโอกาสที่พวกเขารอจังหวะมานานก็ได้ แม้แต่นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเข้าร่วมวงรุมถล่มอภิสิทธิ์อย่างมันมือเลย
แล้วจังหวะเหมาะสมก็มาถึง เมื่อ จตุพรเปิดประเด็นอภิสิทธิ์หนีทหารขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2553 แล้วนำไปสู่การฟ้องร้องถึงโรงถึงศาลในปัจจุบัน
> สู้เพื่อพิทักษ์ศักดิ์ศรี “ชายไทย”
อย่าว่าแต่คนทั่วบ้านเต็มเมืองมึนงงกับกรณีนำผลการสอบสวนเก่าๆ ตั้งแต่ปี 2542 มาเล่นงานอภิสิทธิ์หนีทหารเลย โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ยังงงกับเหตุการณ์ที่โผล่ ขึ้นมาชนิดสอดรับกับการดำเนินฟ้องหมิ่นประมาทนายจตุพรในชั้นศาลได้อย่างใดกัน แต่เขายังยืนกรานหนักแน่นเช่นเดิมว่า เขา เป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย และกว่าจะได้ รับพระราชทานยศก็ต้องไปฝึกทหาร เหมือน กับหลักสูตรนักเรียนรักษาดินแดน (ร.ด.)
“แต่ตอนนี้มีการเปลี่ยนประเด็นว่า ใช้ เอกสารไม่ถูกต้อง ผิดหลักเกณฑ์ในการเข้า รับราชการในช่วงนั้น ซึ่งก็เคยชี้แจงในสภาไปแล้วและเคยแสดงเอกสารว่า มีชื่อในบัญชีผ่อนผันอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ทางป.ป.ช. และกระทรวงกลาโหมยุคนั้นก็บอกว่าไม่ผิด”
แน่นอนต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันไปมา แม้ทุกฝ่ายงัดเอกสารของจริงมาโชว์เพื่อพิสูจน์ความจริงก็ตาม แต่การกล่าวหาในทาง สาธารณะย่อมไม่มีข้อยุติ ยังแต่ทำให้ผู้คนปวดหัวมึนงงกับเรื่องไม่ใช่เรื่อง ที่ค่อนข้างดำเนินไปอย่างไร้สาระเช่นนี้ในทางสาธารณะและเจือปนด้วยเกม การเมืองนั้น นายศิริโชค โสภา ส.ส.ประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดของอภิสิทธิ์ ก็งัดเอาเอกสารการ “ผ่อนผันทหาร” ของจริง ที่เรียกว่า “สด.41 เลขที่ 4892/29” มาโชว์เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหา สำทับด้วยวาทะนักการเมืองที่ชอบประชดประชันถึงขั้น “เตรียมล้างเท้ารอให้อีกฝ่ายมากราบ”
แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ตาม ประสานักการเมืองที่ชอบคิดเกมมาตอบโต้หักล้างกัน หากได้อ่านเอกสารการสอบสวน เมื่อปี 2542 แล้ว จะปรากฏใบสำคัญ สด.41 เป็น “ใบแทน” ส่วนใบจริงไร้ร่องรอย สูญหายไม่มียืนยัน
อภิสิทธิ์คงเหลือทน เขาอยากปิดเกมที่รบกวนทั้งสมอง จิตใจ และทำให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัวนี้อย่างยิ่ง เขาตัดสินใจจะยุติปัญหาด้วยการ “ฟ้องร้องหมิ่นประมาท” กับอีกหลายคน อันที่จริง เรื่องราวของอภิสิทธิ์กับเสี้ยว ชีวิตเกี่ยวข้องทางทหารจะเป็น “ลบเป็นบวก” เช่นใดก็ตาม แต่ในทางกฎหมายแล้ว ไม่มีผลต่อโทษทางคดีความ สำหรับทาง การเมืองมีข้อยกเว้น สามารถผุดเกมขึ้นมาเล่นกันได้ชั่วลูกชั่วหลาน
หากใครเป็นอภิสิทธิ์ และมาตกระกำกับเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว กว่า 10 ปี ย่อมมีหัวอกไม่แตกต่างกันเลย โดยเฉพาะแฟนคลับและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ศรัทธาในตัวหัวหน้าพรรคหนุ่มหล่อคนนี้คงโกรธจนลมออกหู หน้าแดง อยากกระชากกำลังออกมาปิดเกมให้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไปเลย
แต่อภิสิทธิ์เขาเป็นนักเรียนนอก มีฐานะทางสังคม มีคนนับหน้าถือตา และมีศักดิ์ศรีอดีตนายกรัฐมนตรีค้ำคออยู่ คนมาก เกียรติภูมิอย่างนี้ เขาย่อมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ หนทางเดียวก็ต้องสู้ให้ถึงที่เพื่อรักษาความสง่างามของเกียรติภูมิเอาไว้ อีกไม่กี่วัน ศาลคงพิพากษาคดีหมิ่นประมาทระหว่างอภิสิทธิ์กับจตุพร และผลคำพิพากษาจะออกมาเช่นไรก็ตาม มันย่อมสะท้อนถึงเกียรติภูมิอันสง่างามของคนสองคนแน่นอน คนหนึ่ง เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอนาคตมีโอกาสงามๆ ยิ่งที่จะหวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ดังนั้นเกียรติภูมิแห่งมนุษย์ และความสง่างามในอนาคตการเมืองย่อมต้องมีและควรรักษาไว้ให้มั่นอีกคนคือ จตุพร เป็นอดีต ส.ส.คนสำคัญของพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ นปช. ผู้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชน ที่เข้มแข็งและยิ่งใหญ่ เขามีโอกาสถึงขั้น “รัฐมนตรี” ในอนาคตอันใกล้ ด้วยเหตุนี้เกียรติภูมิและความสง่างามในตำแหน่งทาง การเมืองย่อมมีเช่นกัน
แต่ “พลทหารบัวลอย” คนบ้านนอก มีการศึกษาน้อย มีชีวิตอยู่ในสังคมติดดิน ผู้คนมองผ่านเหมือนชีวิตไร้ค่า แต่เขากลับมี เกียรติภูมิแห่งมนุษย์ และความสง่างามของ ความเป็นคนอยู่เต็มสายเลือดชายไทยที่กล้า ไปเป็นทหาร “บัวลอย” เป็นเพียงมนุษย์ในเสียงเพลงของวงคาราบาว แต่เรื่องราวเช่นนี้มีอยู่ในสังคมจริง และดาษดื่นในสังคมชนบทชีวิตคนอย่างบัวลอยมีค่าแห่งชายไทยและคงไม่ไปให้ใครพิสูจน์ ประทับรับรองว่า เป็นจริง เพราะชีวิตจริงไม่มีเอกสารใดมารับรองได้
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น