--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

THAI FIGHT (only) 'ทำเอง ดูเอง อวยเอง' เพราะคิดการใหญ่ คนไทยเลยหวังสูง

THAI FIGHT (only) 'ทำเอง ดูเอง อวยเอง' เพราะคิดการใหญ่ คนไทยเลยหวังสูง

ทั้งๆที่ต้องการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของ "มวยไทย" ให้ทั่วโลกชื่นชม แต่แล้วกลับต้องมาตกเป็นเป้าเสียเอง เพราะ "คำวิจารณ์" จากปากของคนไทยด้วยกัน

"THAI FIGHT" นับเป็นไอเดียที่น่ายกย่องของกลุ่มคนที่หวังผลักดัน "มวยไทย" ซึ่งถือเป็นกีฬาประจำชาติของเรา ให้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะการสร้าง "ภาพลักษณ์" ใหม่ๆ และลบล้าง "อคติ" เดิมๆ ที่มีต่อศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ แต่เจตนาที่มุ่งมั่น และแน่วแน่ กลับต้องถูกบั่นทอนกำลังใจ

เพราะหลังปิดฉากศึกไทยไฟต์ 2011 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แทนที่เราจะเห็นคนไทยร่วมแสดงความยินดีปรีดากับนักมวยไทยที่สร้างชื่อ กวาดแชมป์มาได้ทั้งสองรุ่น อย่าง บัวขาว ป.ประมุข และ เข้ม ศิษย์สองพี่น้อง แต่ดูเหมือนเรื่องปลีกย่อย "นอกสังเวียน" จะกลายเป็นประเด็นสำคัญที่แฟนมวยหยิบยกนำมาพูดถึง มากกว่า "แก่นแท้" ของมวยไทยเสียอีก

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสตอบรับมวยไทยไฟต์ปีนี้ ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม มากกว่าปีที่แล้ว เมื่อดูจากภาพจำนวนผู้ชม ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แทบทุกเพศทุกวัย และทุกระดับ ให้ความสนใจ แต่นั่นกลับเหมือนเป็น "ดาบสองคม" ทำให้แฟนๆ ต่าง "คาดหวัง" การจัดการแข่งขันสูงตามไปด้วย

ไร้คนรุ่นใหม่ สนใจกีฬามวยไทย
โดยเฉพาะในส่วนของ 3 พิธีกร ดำเนินรายการ อย่าง "น้าเน็ก" เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, แมทธิว ดีน และ "แชมป์" พีรพล เอื้ออารียกูล ซึ่งพวกเขาถึงกับ "ส่ายหน้า" ไม่เข้าใจว่า ทำไมศึกมวยไทยระดับโลกเช่นนี้ ต้องมา "ตกม้าตาย" เพราะโฆษกและพิธีกร ที่ทำหน้าที่ราวกับ "มือสมัครเล่น" ก็ไม่ปาน

"ทีมงานต้องการเปลี่ยนกลุ่มคนดูมวยไทยมาสู่เด็กและวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของมวยไทยต่อไปได้ แต่เราไม่ค่อยมีพิธีกรคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญสนใจด้านนี้มากนัก ดังนั้น เราเลยอยากเอาคนที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ และบ้า, อินกับมวยไทยมาทำหน้าที่ ซึ่งเขาก็พยายามปรับปรุง อย่าง "น้าเน็ก" บ้ามวยไทยจริงๆ เขาเสียใจมากที่ประกาศผิด ส่วนแมทธิว ดีน ฝึกมวยไทยมาเป็นสิบๆปี อย่างแชมป์ผลงานมากมาย แต่คนก็ยังวิจารณ์ แต่อยากให้คิดกลับกัน ถ้าเราเอาสมิงขาวมาพากย์ ภาพลักษณ์ของไทยไฟต์ก็จะกลายเป็นอีกอย่างไป" คุณนพพร วาทิน ประธานจัดการแข่งขัน THAI FIGHT แจง

ผิดตรงไหน อวยฮีโร่คนไทยด้วยกัน
และอีกสิ่งหนึ่งที่แฟนมวยหลายคนอาจรู้สึกเลี่ยน เอียนไปตามๆกัน นั่นก็คือ การอวยนักมวยไทย "จนเกินงาม" โดยเฉพาะบัวขาว ป.ประมุข จนดูเหมือนไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ ซึ่งเรื่องนี้ คุณนพพรยืนยันหนักแน่นว่า นี่เป็นสิ่งที่เราคนไทย "จำเป็น" ต้องทำ

"น่าแปลกที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักบัวขาว แต่ในต่างประเทศเขาดังมาก มันไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราจะเชิดชูคนแบบนี้ คนไทยต้องสนับสนุนคนไทย คนไทยต้องภูมิใจความเป็นไทย ยิ่งถ้าเราไม่สนับสนุน วันหนึ่งเขาก็จะไม่มีกำลังใจทำสิ่งดีๆต่อไป ดังนั้น ถ้าเรามีโอกาสที่เราจะยกย่องนักมวยไทยให้เป็นฮีโร่ได้ เราก็ควรจะทำ"

 อย่าเอามันส์ สงสารนักมวยบ้าง
ไม่หนำใจคนชอบติ ที่ยังออกมาบ่นอีกว่า การชกในรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันอาทิตย์ โดยเฉพาะคู่ระหว่าง เข้ม ศิษย์สองพี่น้อง กับ ฟาบิโอ ปินกา ดูจะจืดชืดไปหน่อย แต่ ประธานผู้จัด THAI FIGHT ยืนยันว่า นักมวยทุกคนทำเต็มที่แล้ว

"อยากให้เห็นใจนักมวยบ้าง เพราะทุกคนก็หวังชัยชนะ หากลองคิดอีกมุมหนึ่ง เกิดนักมวยแพ้ขึ้นมา คนก็วิจารณ์ได้อีกว่า ทำไมชกไม่สุขุม และปินกาเองก็ไม่ใช่นักมวยธรรมดา ดังนั้น เวลานักมวยเก่งกับเก่งมาเจอกัน การดูเชิง การออกอาวุธ มันจะเกร็งกัน แต่สำหรับบัวขาว เขาเต็มที่จริงๆ เขาต่อยจนหมดแรงเลย"

"บางคนมองว่า ชก 3 ยกน้อยไป แต่มวยไทยมันใช้อาวุธครบ ทั้งหมัด เข่า ศอก ทำให้ต้องใช้แรงมากกว่ามวยสากล ซึ่งถ้าชกกัน 5 ยก อย่างมวยไทยธรรมดา จะเหนื่อยมาก และเจตนาของไทยไฟต์ ต้องการให้ผู้ชมดูนักมวยออกอาวุธเปิดแลกกันเลย ซึ่ง 3 ยกน่าจะเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ อีกเหตุผลคือ ข้อจำกัดเรื่องเวลา ในการถ่ายทอดผ่านฟรีทีวี อย่างไรก็ดี ทีมงานจะพยายามปรับปรุงให้ลงตัวที่สุด"

บูมกระแสมวยไทย
แม้จะมีเสียงติติงพอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่า เสียงชื่นชม THAI FIGHT ครั้งนี้ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะการส่งเสริมเรื่อง "ชาตินิยม" และ "อัตลักษณ์" ความเป็นไทย ไปสู่สายตาคนทั่วโลก ด้วยความ "ภาคภูมิใจ" ในรากเหง้าของตัวเอง

"อยากให้คนไทยมองว่า เรามีสิ่งที่ดีอยู่ในชาติ มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีกีฬามวยไทยเป็นกีฬาประจำชาติ เราอยู่กันมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะมวยไทย ปกป้องรักษาชาติ ไม่มีกีฬาชนิดไหน บ่งบอกความเป็นไทยได้เหมือนมวยไทยอีกแล้ว และเรากล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ ว่าเรา คือ เจ้าของ และเราไม่เป็นรองชาติใด"

จากไทยไฟต์ 2011 สู่ 2012
และแน่นอน โปรเจกต์ไทยไฟต์ 2012 ยังคงพร้อมประกาศศักดากีฬามวยไทยสู่สายตาชาวโลกต่อไป ในปีหน้า โดยมี บัวขาว เป็นแม่เหล็กของรายการนี้เช่นเดิม รวมถึงอาจเพิ่มรุ่น เพิ่มนักมวยไทย อย่าง ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง และสุดสาคร ส.กลิ่นมี แต่ยังเน้นรุ่นใหญ่ 67 กก.ขึ้นไป

"เราอยากสร้างแบรนด์ให้เขา นักมวยไทยเก่งๆมีเยอะ แต่เขายังไม่มีโอกาสเท่านั้น แต่ยังเน้นรุ่นใหญ่อย่างน้อย 67 กก.ขึ้นไป เพราะหากเป็นรุ่นเล็ก ยอมรับว่า โอกาสที่ต่างชาติจะชนะคนไทย แทบจะปิดประตู แต่ถ้ายิ่งน้ำหนักขึ้นไปเท่าไร คนไทยก็แทบจะหมดโอกาสชนะต่างชาติเหมือนกัน ซึ่งจะทำให้สูสี บางคนมองว่ามวยใหญ่ช้า ต่อยลำบาก แต่พอมีไทยไฟต์ ทุกคนเริ่มเปลี่ยนความคิด"

ส่วนสถานที่ อาจบินไปจัดยังประเทศที่ไม่เคยจัด อย่างออสเตรเลีย, แถบตะวันออกกลาง หรือประเทศจีน แต่เหนือสิ่งอื่นใด มีข้อแม้ว่า ชาตินั้นจะต้องตั้งอะคาเดมีไทยไฟต์เสียก่อน

"ใครอยากจัดไทยไฟต์ จะต้องตั้งอะคาเดมีไทยไฟต์ที่นั่นก่อน ซึ่งจะต้องมีประวัติมวยไทย, มีฮอลออฟเฟรมมวยไทย เข้าไปในยิมก็ต้องมีกลิ่นอายไทย โดยอยู่ในการควบคุมของเราแบบแฟรนไชส์อย่างที่เรากำหนด ตอนนี้มีหลายที่ตกลงแล้ว เช่น อังกฤษ, ออสเตรเลีย, สวิตเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราวางแผนมาตั้งแต่เริ่มมีไทยไฟต์"

ไทยไฟต์ ใครจะเป็นแชมป์ก็ได้
อย่างไรก็ตาม คุณนพพร ย้ำชัดว่า เป้าหมายหลักของการทำ THAI FIGHT คือ ต้องการให้คนไทย หันกลับมามองมวยไทย และเมื่อใดที่คิดถึงมวยไทย จะต้องเป็นคนไทยเท่านั้น ที่จะจัดได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ไม่จำเป็นว่า นักมวยไทยจะต้องเป็นแชมป์เท่านั้น เพราะไทยไฟต์สร้างมาเพื่อให้ใครเป็นแชมป์ก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ จะต้องชนะด้วยมวยไทย และอย่างใสสะอาด

"ตามความเห็น ผมว่าสาเหตุที่มวยไทยไม่ได้บรรจุในทัวร์นาเมนต์กีฬาอย่างซีเกมส์ เอเชียนเกมส์, โอลิมปิกเกมส์ เพราะชื่อมวยไทย มันบ่งบอกถึงชาติ, วัฒนธรรมของไทย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่คนชาติอื่นจะมาสนับสนุนให้มวยไทย คงไม่มีชาติไหนชูให้ชาติอื่นดีกว่า แต่เราก็เปลี่ยนคำไม่ได้"

"แต่ไทยไฟต์สามารถไปได้ทุกกลุ่ม ทั่วโลก ให้เขาเรียนมวยไทยมากขึ้น และมีโอกาสทำให้มวยไทยได้เข้าไปแข่งขันรายการพวกนี้มากขึ้น แม้จะน้อยนิด แต่มันก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ส่วนข้อบกพร่องและคำวิจารณ์ต่างๆ ทีมงานพร้อมนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป เพื่อให้รู้ว่าคนไทยก็ทำได้"

 ไม่ว่าจะอย่างไร ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง รู้สึกขอบคุณที่ประเทศชาติของเรา ได้จัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์มวยไทยระดับโลกเช่นนี้ โดยฝีมือคนไทย แม้ส่ิงที่ออกมาอาจไม่ได้ตอบโจทย์เป็นที่พึงพอใจสำหรับทุกคน แต่ต้องไม่ลืมสิ่งสำคัญที่ว่า อย่างน้อย THAI FIGHT ก็เปรียบเสมือนประตูบานใหญ่ที่นำวัฒนธรรมอันเก่าแก่และดีงามของไทย เปิดสู่สายตาชาวโลกแล้ว.

ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/content/sport/224787
ที่มา: ไทยรัฐ
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น