--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

ปลดชนวน ปรองดอง ของ คนไกลบ้าน !!?

เมื่อถึงช่วงปิดเบรกกันยาวๆในช่วงเวลาแห่งความชุ่มฉ่ำ “มหาสงกรานต์ปีมังกรไฟ” การเมืองไทยก็ขยับไปสู่ “โหมดพักรบชั่วคราว!” แต่กระนั้นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังออกมาปลุกปั่นกระแส..จับจองพื้นที่การเมืองไปเกือบทั้งหมด แถมมีการแย่งซีนสงกรานต์! ผ่านอีเวนต์ใหญ่ “ทักษิณ..ออนทัวร์” มีการทำพิธีสืบชะตา สะเดาะเคราะห์ และบายศรีสู่ขวัญ ที่นครหลวงเวียงจันทน์-ลาว ก่อนที่ “คนแดนไกล” จะย้ายวิกไปเสียมราฐ-กัมพูชา เพื่อปรากฎตัวบนเวทีไฮด์ปาร์ค “เสื้อแดง” เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ทั้งสองอีเวนต์การเมือง ได้มีอดีตคนไทยรักไทย และ “ม้าใช้” จากค่ายเพื่อไทย ตลอดจนชาวคณะ “เสื้อแดง” อีกเรือนหมื่น ที่ข้ามฟากไปสาดน้ำ เล่นสงกรานต์ และแห่ไปรดน้ำดำหัว “คนไกลบ้าน”

ตลอดช่วงเวลาบนแผ่นดินเพื่อนบ้าน “ทักษิณ” ก็ทำให้ “กองเชียร์” เคลิบเคลิ้มไปกับการแสดง “วิชั่น!” ในการเดินหน้า “ขับเคลื่อนประเทศไทย” ให้ก้าวสู่แนวหน้าในกลุ่มอาเซียน หรือรับการก้าวไปสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ในอีก 2 ปีข้างหน้า

แถมยังมีรายการขยับลูกคอโดยอดีตนายกฯ ขวัญใจคนจน! ที่มาโชว์น้ำเสียงด้วยเพลง “Let it Be” ของวง “เดอะบีตเทิลส์” หรือ “สี่เต่าทอง” ซึ่งแน่นอนว่า..ทำนองขับขานดังกล่าว ถูกตีความ ได้ว่า..เป็นการประชด หรือแดกดันพวกคัดค้าน “ปรองดอง” ที่พลพรรค “คนรักแม้ว” กำลังขับเคลื่อนกันอยู่!

เหมือนเป็นการส่งสัญญาณข้ามไปยังฝั่งไทย ทำให้สังคมกำลังเฝ้าดูว่า...มีนัยสำคัญทางการเมืองหรือไม่ เพราะอีกความหมายหนึ่งของ Let it Be ก็คือ การเดินหน้าต่อไป โดย “ก้าวข้าม” หรือ “ทิ้ง” ปัญหาบางประการที่อยู่นอกเหนือการจัดการไว้เบื้องหลัง

ยิ่งเมื่ออยู่ท่ามกลาง “กองเชียร์เสื้อแดง” ก็คงไม่น่าแปลกที่ “ทักษิณ” จะรู้สึกฮึกเหิม! จนปล่อย “วาทกรรม” ที่ซ่อนความต้องการเบื้องลึกออกมาจนหมดเปลือก!

ไม่ว่าจะเป็น “สงกรานต์ปีนี้ก็มีนิมิตหมายอันดีที่เราจะมีความสุขด้วยกันสักที 3-4 เดือน ข้างหน้าผมกลับมาแน่!” หรือ..“ปีนี้เป็นปีที่ดีของคนไทย มีอะไรหลายอย่างที่บอกเหตุว่าผมจะได้กลับไปอยู่กับพี่น้อง” และปิดท้ายก่อนเดินทางออกจากกัมพูชา ได้มีการระบุว่า “อยากจะกลับเมืองไทยแล้ว...แต่ถ้าจะกลับต้องให้ทุกอย่าง ดีและลงตัวกว่านี้”

สิ่งที่ย้ำแล้วย้ำอีกจาก “ทักษิณ ชินวัตร” นั่นคือโอกาสกลับสู่ “แผ่นดินเกิด” ชักนำ “กระแส” ให้ไปเล่นในทาง “สนับสนุน” หรือกระทั่ง “ต่อต้าน” ขณะที่ “เกมแก้รัฐธรรมนูญ” และการทำคลอด พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเป็นวาระหลักของรัฐสภา ทุกอย่างล้วนเข้าทางเกมการเมืองพะยี่ห้อ “ทักษิณ” ไปแล้ว

แนวโน้มของ “หมากตราดูไบ” ตอนนี้ยังแบ่งบทกันเล่น ให้ตัว “ทักษิณ” ผ่าน “กลุ่มคนใกล้ชิด” และ “เครือข่ายเสื้อแดง” ปูพรมด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการ “จัดวางฐานกำลัง” จากการวางตัวข้าราชการ-บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ที่ปรับเปลี่ยนกันล็อตใหญ่ ตลอดจนการจัดตั้ง “ฐานมวลชน” มาเป็นกำลังรบสำคัญให้รัฐนาวาน้องเลิฟ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โดยพลิกหมากไปสู่ “การตลาดนำการเมือง” เพื่อเข้ายึดกุมกระแส..

แม้จะดูเป็น “เกมการเมือง” ที่เหนือชั้น.. ทว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว “ทักษิณ” ยังอยู่ในสถานะของ “นักโทษหนีคดี” เพราะยังมีโทษจำคุก 2 ปี จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ดินถนนรัชดาภิเษก ดังนั้นการกลับบ้านของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องเสี่ยงกับ “โทษจำคุก” ซ้ำยังอาจทำให้เกิดกระแสต่อต้าน! อย่างรุนแรงจากพวกที่ไม่เอาด้วย

ฉะนั้นแล้ว! ก็จำเป็นจะต้องมีกระบวนการ “ปลดล็อก” เพื่อลบล้างความผิด “โทษจำคุก 2 ปี” ให้เรียบร้อยไปเสียก่อน ซึ่งเรื่องนี้ “แกนนำเพื่อไทย” ก็ยืนยันว่า เงื่อนไขที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า “ทักษิณ” จะได้กลับประเทศไทยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าการสร้าง “บรรยากาศ” ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง-แตกแยก ให้ดีขึ้นกว่านี้ได้มากแค่ไหน.. โดยใช้ “กลไกขับเคลื่อน” ผ่านกระบวนการสร้างความปรองดอง ที่กำลังดำเนินไปเป็นขั้นเป็นตอน

ส่วนกระบวนการนำพา “พ.ต.ท.ทักษิณ” กลับสู่มาตุภูมิ! ก็มีแนวทางที่เป็นไปได้อยู่ 2 เส้นทาง คือ ผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จากการดำเนินงานของ “ส.ส.ร.3” เพื่อส่งไปให้ “รัฐสภา” เป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย และผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม ด้วยการออก “พ.ร.บ.ปรองดอง” ภายหลังจากที่ “รัฐสภา” มีมติรับทราบรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) สภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงส่งมาให้รัฐสภาพิจารณาเช่นกัน ซึ่งแนวทาง นี้จะเป็นเส้นทางที่ “สั้น” และ “รวดเร็ว” มากกว่าแนวทางแรก

แน่นอนว่า การพาทักษิณกลับบ้านทั้ง 2 กรณีนั้น ย่อมมี “เสียงข้างมาก” เป็นตัวหนุนนำ ดังนั้นไม่ว่า “หวยล็อก” จะออกมาเช่นไร..ผลประโยชน์ย่อมจะตกอยู่กับ “ทักษิณ” ขึ้นอยู่กับ..ได้มาก-ได้น้อยเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ “นักปั้นมือทอง” อย่าง “ป๋าเหนาะ-เสนาะ เทียนทอง” ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้เคยเสนอแนวทาง.. แหวกกระแสสังคม ด้วยการให้ “ทักษิณ” กลับมารับโทษ.. แต่เป็นการรับโทษด้วยการ “กักบริเวณ” เช่นเดียวกับที่อดีตรัฐบาลทหารพม่ากระทำต่อ “ออง ซาน ซูจี” โดยไม่ต้องรับโทษจำคุก

มาถึงตอนนี้ “ป๋าเหนาะ” ยังคงเสนอให้ “ทักษิณ” ปฏิเสธไม่เอาเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทที่ถูก “ยึดทรัพย์” ในคดีซุกหุ้นชินคอร์ปฯ ซึ่งในครั้งนั้น ไม่มีเสียงตอบรับจาก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มา ล่าสุด “อาร์ไอเอ โนวอสติ” สื่อในรัสเซีย ได้ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ ว่า “..เรื่องการกลับบ้านนั้น อาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แต่ผมก็จะไม่ เรียกร้องขอเป็นผู้นำประเทศอีกแน่ ขอย้ำไว้เลยว่า ผมจะไม่ขอเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเด็ดขาด ส่วนทรัพย์สมบัติที่ถูกยึดไว้นั้น ผมคงไม่เรียกร้องเอากลับคืน”

แม้เรื่อง “กลับบ้าน” กับเรื่องไม่ขอเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จะพูดกันมาหลายครั้งหลายหน แต่กับมุกของ “ป๋าเหนาะ” ที่บอกไม่ให้เอาเงินคืน ถือเป็นเรื่องที่พูดกันเป็นครั้งแรก

จึงมีข้อสังเกตว่า..จะเป็นการลดดีกรีความขัดแย้ง หรือลด เงื่อนไขเพื่อให้การปรองดองดำเนินไปได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ตัวเองสามารถกลับคืนสู่บ้านเกิดได้อีกครั้งหรือไม่!!!

การปูพรมแดงกลับบ้านเกิดเที่ยวล่าสุดนี้ ทั้งรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จำเป็นจะต้องระมัดระวังเป็นยิ่งยวด ในการผลักดัน “กระบวนการปรองดอง” ตลอดจนการ “เกี้ยเซี้ย!” กับคู่ขัดแย้ง เพื่อให้การเจรจาตกผลึก ก่อนนำไปสู่การผลักดันเป็นกฎหมาย

ทั้งหลายทั้งปวง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า.. “วิกฤติความขัดแย้ง!” ยังคงเป็นปัญหาในหลากมิติ และเกี่ยวพันกับผู้คนหลายระดับชั้น โดยเฉพาะเมื่อ “การปรองดอง” ยังถูกต้องสงสัยว่า..ผูกโยงต่ออนาคตการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่แปลกที่ “ระดับแกนในค่ายเพื่อไทย” จะประเมินออกมาว่า..ไม่ง่ายนัก! ที่จะทำให้ทุกอย่างจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง หรือปิดเกมในเวลาอันรวดเร็ว ตามที่ “นายใหญ่” คาดหวังเอาไว้.. เพราะยังมีโอกาสพลาดพลั้ง จนทำให้ “วาระปรองดอง” ล่มปากอ่าว...ซึ่งไม่เพียงตัว “ทักษิณ” จะไม่ได้กลับประเทศแล้ว ยังส่งผลให้ “วิกฤติ ประเทศไทย” ขยายวงออกไป และทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก!!!

ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น