--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อำนาจเผด็จการ

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

การจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงาและประธานกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ขณะรณรงค์กิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงและผูกผ้าแดงที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยตำรวจ สน.ลุมพินีควบคุมตัวตามหมายจับข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีที่นายสมบัติร่วมชุมนุมในช่วง 19 พฤษภาคม บริเวณเลียบทางด่วน ลาดพร้าว 71 และต่อมาถูกส่งไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ตำบลคลอง 5 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อรอศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สอบปากคำ

นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนหลายสาขาอาชีพร่วมกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกขอให้ปล่อยตัวนายสมบัติทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเห็นว่าเป็นการกระทำที่คุกคามพลเมืองที่มีคุณูปการต่อสังคม และแสดงให้เห็นความไม่มีความจริงใจของรัฐบาลในการสร้างความปรองดอง โดยเฉพาะการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานโดยไม่ต้องรับผิดในการจับกุมคุมขังโดยไม่มีข้อกล่าวหา ทำให้ความปรองดองของรัฐบาลเป็นเพียงการสร้างภาพ เป็นการปรองดองจอมปลอมและหลอกลวง

ที่สำคัญนายสมบัติถือเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม งานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายสมบัติได้เขียนจดหมายถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ให้สนับสนุนการรณรงค์ให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและปล่อยตัวประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองทั้งหมด

เพราะการอ้างคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งที่การชุมนุมได้ยุติมากว่า 1 เดือนนั้น รัฐบาลสามารถใช้กฎหมายอาญาปรกติเพื่อติดตามและจัดการกับผู้กระทำความผิดร้ายแรง แต่การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นไม่เพียงรัฐบาลจะถูกกล่าวหาว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนและกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังถูกมองว่าต้องการปกปิดข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคมอีกด้วย

นอกจากนี้รัฐบาลยังใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดกั้นและแทรกแซงสื่อ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือก ด้วยการปิดเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน และเว็บไซต์จำนวนมาก ยิ่งสะท้อนว่ารัฐบาลต้องการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารไม่ให้ประชาชนรับรู้ในความเห็นตรงข้ามหรือเห็นต่างจากรัฐบาล

การใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ครอบจักรวาลและการยัดเยียดข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนต้องรับฟังได้จากฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียวนั้นถือเป็นการกระทำที่ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลเผด็จการแล้ว ยังจะยิ่งตอกย้ำความแตกแยกและความขัดแย้งให้ร้าวลึกมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่การสร้างความปรองดองอย่างที่รัฐบาลประกาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น