--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คนชนบทเบื่ออยากให้ทุกอย่างจบ

สำนัก(ข่าว)พระพยอม

มีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัดก็ได้พบได้ผู้คุยกับชาวบ้านในหลากหลายท้องถิ่น ได้ถามทุกข์สุขความเป็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร น่าแปลกใจว่าปีนี้ฝนน้อยแล้งน้ำ ที่ทำเกษตรกันก็เดือดร้อนกันระงม แต่ชาวบ้านบอกว่ามันชิน แต่การสูญเสียญาติเพื่อนพ้องจากการปะทะมันไม่ชิน

หลายวันมานี้อาตมาเดินทางไปจำวัดยังโครงการร่มโพธิ์แก้วสาขาต่างๆที่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัด ได้สัมผัสกับความคิดและความเป็นอยู่ของคนบ้านนอก คนชนบท ว่าช่วงนี้เขารู้สึกหรือเดือดร้อนอะไรกันบ้าง ซึ่งก็พอรับรู้ว่ามีทั้งคุณและโทษที่เกิดกับพวกเขา ไม่ว่าจะในทางธรรมชาติหรือทางสังคม หลายคนยังมีสิ่งที่ค้างคาในใจจนไม่อยากไว้วางใจใครมากนัก เพราะสาเหตุมาจากความสูญเสียพรรคพวกเพื่อนพ้อง รวมทั้งคนกลุ่มที่ไม่สมหวังกับธรรมชาติที่ปีนี้ค่อนข้างโหดร้ายทารุณกับพวกเขามาก อันเกิดจากปัญหาภัยแล้ง เพราะแม้แต่ผักชีราคายังแพงไปถึงกิโลกรัมละ 300 บาท หลายคนเสียดาย ถ้ามีน้ำให้เพาะปลูกคงจะมีรายได้กลับมาบ้าง

ตามข่าวระบุว่าท่าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หามาตรการแก้ไขวิกฤตน้ำ ได้ยินแล้วรู้สึกว่าคนเรานี้ประหลาด คิดแก้วิกฤตก็ต่อเมื่อวิกฤตมันเกิด และดูเหมือนว่าจะแก้ตอนที่วิกฤตทำลายไปแล้ว ตอนนี้ก็กำลังจะหมดไปเพราะฝนเริ่มตกลงมาบ้างแล้ว น่าเสียดายว่าทำไมเพิ่งจะคิดได้

คนไทยมักไม่ชอบทำอะไรล่วงหน้า ไม่ชอบมองข้ามช็อต คนที่ทำงานข้ามช็อตมักไม่ค่อยมีให้เห็น มีอย่างเดียวก็คือรอเมื่อเรื่องมาแล้วค่อยทำ จนบางครั้งเหมือนไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ความแห้งแล้งไม่มาเยือนก็เหมือนว่าเราไม่มีปัญหา แต่พอมันมาเยือนเราก็เพิ่งขมีขมัน ขยันขันแข็ง พูดจาเอาจริงเอาจัง

รู้สึกว่าทางจังหวัดจันทบุรีจะโชคดีอยู่บ้าง เพราะมีน้ำฝนลงมาทำให้ไม่ค่อยแล้ง ส่วนทางโครงการร่มโพธิ์แก้วทางภาคอีสานที่ก่อนหน้านั้นแล้งแต่ฝนก็เริ่มตกมาบ้างแล้วเหมือนกัน เท่าที่คุยกับชาวบ้านที่ถูกพิษภัยธรรมชาติเล่นงานเขาก็ยังพอทนได้ เพราะชิน โดนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าครั้งนี้หนักหน่อย ถึงชาวบ้านจะบอกว่าหนักหนาอย่างไรก็ไม่เท่ากับการที่ต้องสูญเสียญาติพี่น้องผองเพื่อนในช่วงเหตุการณ์ปะทะกันที่กรุงเทพฯ จนญาติพี่น้องหลายๆคนที่มาร่วมชุมนุมเจ็บปวด ยังเป็นความเศร้าที่ยังหลงเหลืออยู่

แต่รู้สึกว่าความเป็นคนไทยดีอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ เมื่อทุกข์โศกมาก็หันหน้าเข้าวัดทำบุญเพื่อหวังให้จิตสงบ หวังให้ใจคลายเศร้า และยังเป็นการอุทิศบุญกุศลไปให้ญาติพี่น้องผองเพื่อนที่จากไป บางบ้านถึงกับพะว้าพะวงออกมาทำบุญจนไม่มีเวลาคิดถึงงานถึงการ เพราะกลัวญาติไม่ได้บุญได้กุศลจึงเน้นทำบุญกันเป็นหลัก ส่วนที่เหลือก็ยังมีเวลาวิพากษ์วิจารณ์กล่าวโทษถึงคนนั้นคนนี้ โทษทั้งรัฐบาล ทั้งทหาร โทษไอ้โม่ง ก็ยังสรุปกันไม่ได้ว่าตกลงใครทำ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านยังขุ่นข้องหมองใจกันอยู่

แต่เอาล่ะ เมื่อรัฐบาลบอกว่ามีความจริงใจที่จะปรองดองก็คงทำไม่ยาก เพียงขอให้ทำจริงและจริงใจ เพราะไปถามใครๆตอนนี้ก็คงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเบื่อ เบื่อการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ อยากให้ความขัดแย้งเลิกๆกันไป หรือว่ายังสนุกสนานยังเพลิดเพลินกันอยู่ ยังยินดีปรีดากับเรื่องอย่างนี้กันต่อไปหรือเปล่า ถามอาตมาก็คงตอบว่าน่าจะพอกันเสียทีได้แล้ว

เรื่องการเผาบ้านเผาเมือง โดยเฉพาะเผาศาลาว่าการจังหวัด ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไม่จบ เพราะบางจังหวัดที่ไม่ถูกเผาก็บอกว่า เออดีนะที่คนในจังหวัดเรายังมีสติ ยังไม่พุ่งพล่านจนต้องมาเผาบ้านเผาเมือง เผาความรุ่งเรืองในท้องถิ่น ทำให้ข้าราชการต้องขาดที่ทำงาน ถือว่ามีการตื่นตัวกันมากพอสมควร โดยเฉพาะการพูดคุยถึงเรื่องม็อบว่า หากจะจัดม็อบต่อไปในอนาคตน่าจะทำกันในรูปแบบไหน ควรอยู่ในกรอบแค่ไหนถึงจะไม่เกิดความเสียหาย ตรงนี้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีถ้าคนไทยเริ่มคิดว่าทำอย่างนี้มันผิด ต้องทำอย่างนั้นถึงจะถูก หรือไม่ก็บอกว่าหากจัดม็อบควรทำให้อยู่เป็นที่เป็นทาง เป็นขอบเขต ไม่ใช่ใครจะทำก็ทำ แล้วที่สุดก็สร้างความเสียหายก่ายกอง ถือว่าได้ฟังความคิดที่เป็นส่วนดีของชาวบ้านที่มีทัศนคติ มีมุมมอง

หากมีการจัดม็อบขึ้นมาแล้วไม่ไปทำให้ใครต้องเดือดร้อน เรียกร้องกันในกรอบกติกา ตรงนี้ก็น่าจะมอบรางวัลให้ เหมือนกับกีฬา ถ้าเล่นอยู่ในกรอบกติกายังมีรางวัลแฟร์เพลย์มอบให้ ทหารเองหากต้องมาคุมม็อบในอนาคต เจอม็อบในรูปแบบนี้ก็คงจะจับไม่ลง

พูดถึงเรื่องตำรวจ-ทหารแล้วนึกขึ้นได้เลยขอเล่าให้ฟัง เพราะอาตมาเหมือนกับว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะในสมัยยังมีการชุมนุมตอนนั้นรัฐบาลเรียกกำลังตำรวจมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาคุ้มกันความปลอดภัยให้กับม็อบ และตำรวจกลุ่มนี้ที่มาจากมุกดาหาร นครพนม หนองคาย เขาไม่มีที่พักก็เลยประสานขอมาพักที่วัดสวนแก้ว อาตมาก็อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และที่ทางก็มีมากพอ แต่ปรากฏว่าเหมือนผีซ้ำด้ำพลอย เพราะหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเอาไปลงข่าวว่าพระพะยอมเลี้ยงตำรวจมะเขือเทศ เป็นตำรวจเสื้อแดงไว้เต็มวัด มาอยู่วันสองวันก็กลับ รอผลัดเปลี่ยนกำลัง ญาติโยมที่ได้เห็นก็ว่ากันไป

พอกันเสียที อย่าระแวงกันมากมาย ควรมองว่านั่นมันความจำเป็นของการต้องมีที่พักอาศัย ช่วยได้ก็ช่วยกันไป อย่าไปเขียนข่าวกันโดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม สื่อเสรีภาพในการเสนอก็เอากันเต็มที่ ไม่ว่ากัน แต่สื่อเองก็อย่าขาดศีลธรรม จริยธรรม ในความเป็นสื่อ จะลงอะไรก็ให้ดูข้อเท็จจริงให้รอบด้าน อย่าไปเหมาแล้วนั่งเทียนเขียนเอา ผลเสียจะตกอยู่กับผู้ที่สื่อเขียนถึง ถูกผิดอย่างไรสื่อก็ลอยตัว ไม่ได้มาร่วมรับผิดชอบ อย่างไรก็ขอให้เบาๆมือหน่อย อย่าเขียนอะไรที่เป็นการเติมเชื้อให้คนเราเกลียดกันมากกว่านี้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

เจริญพร

**********************************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น